บทที่ 78 ตบหน้าอย่างแรง
หลังจากเปิดเผยเคล็ดวิชาลับทั้งสองแล้ว ในขณะที่ทุกคนพอจะเดาผลลัพธ์ได้แล้วนั้น เขาหนิงชุยเฟิงกลับไม่ยอมปริปาก เพราะคิดว่าพรรคพวกที่มาพร้อมกับเขาจะออกหน้าแทนให้ แต่ต่อให้จะมาด้วยใจที่หวังจะกดหัวตระกูลลู่ก็ตาม เมื่อทุกคนรู้ว่าเขาหนิงชุยเฟิงจะพ่ายแพ้ ต่างก็ไม่อยากทำให้ตัวเองขายขี้หน้าเช่นกัน ดังนั้นทั่วทั้งห้องโถงจึงเต็มไปด้วยบรรยากาศที่ดูสามัคคีกลมกลืนกันแบบแปลกๆ ทันที
ลู่อวี่ถึงกับแอบยิ้มเยาะในใจ ทว่าก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา จากนั้นก็แสดงเคล็ดวิชาลับที่สามให้ดูต่อ ครั้งนี้ก็ยิ่งง่าย เพียงหยิบหญ้าวิเศษสองสามอย่างออกมา แล้วเพิ่มเข้าไปในของเหลววิเศษที่มีความบริสุทธิ์ผุดผ่อง หลังจากผสมตามสัดส่วนที่กำหนด ก็จะได้สารหลอมละลายที่สามารถรวมคุณสมบัติทางยาของยาอายุวัฒนะที่ชงกันทั้งสองชนิดเข้าด้วยกัน
หากบอกว่าของสิ่งนี้ล้ำค่า ก็นับว่าหายากดั่งทองคำ แต่หากบอกว่าไม่ล้ำค่า ก็ดูไม่ล้ำค่าจริง เพราะวัตถุดิบนั้นราคาถูกมาก และดูเหมือนจะมีเหมือนกันทุกพื้นที่ แต่หากไม่มีเคล็ดวิชาลับของตระกูลลู่ ไม่ว่าอย่างไรก็คงไม่สามารถหลอมรวมกันเช่นนี้ได้ สำหรับคนปรุงโอสถทุกคน ดูท่าแล้วตระกูลลู่จะสามารถจับประเด็นสำคัญหลักบางอย่างของคนปรุงโอสถส่วนใหญ่ได้ ในอดีตไม่มี แต่ตอนนี้เมื่อมีการหลอมรวมกันแล้ว หากไม่คิดหาวิธีให้ได้มา เช่นนั้นต่างหากที่มันจะทำให้รู้สึกเหมือนมีกรงเล็บนับร้อยมาขยี้หัวใจอยู่
เมื่อผู้เฒ่ารองของตระกูลลู่เห็นว่าเซินหยวนชิงที่อยู่ตรงข้ามยังคงทำสีหน้าท่าทางไม่พอใจอยู่ในเวลานี้ ก็อดยิ้มเยาะไม่ได้ พร้อมกล่าวขึ้น “สหายนักพรตเซิน ไม่ทราบว่าเคล็ดวิชาลับที่ตระกูลลู่ของเราแสดงให้ดูนั้นใช่การ ‘ขโมย’ มาจากเขาหนิงชุยเฟิงของเ้าหรือไม่?ข้าว่าให้สหายนักพรตเซินทำตามสักครั้งคงดีไม่น้อย แสดงให้ดูเพื่อพิสูจน์กันให้เป็ที่ประจักษ์ ประเดี๋ยวกลับไปแล้ว จะได้ไม่ต้องพูดจาพล่อยๆ ให้ตระกูลลู่ของเราได้อีกครั้งว่า ‘ขโมย’ เคล็ดวิชาลับของผู้ใดไปอีก!”
สีหน้าของเซินหยวนชิงตึงขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินเช่นนี้ เขาย่อมรู้ว่าตอนนี้ได้พ่ายแพ้อีกครั้ง แต่ยังคงพูดอย่างไม่ยอมแพ้ว่า “เคล็ดวิชาลับทั้งสามนี้เขาหนิงชุยเฟิงของเราไม่มีอยู่ก็จริง แต่เคล็ดวิชาลับเหล่านี้เกี่ยวข้องอะไรกับเคล็ดวิชาลับที่เขาหนิงชุยเฟิงถูกขโมยไป? หากตระกูลลู่ของพวกเ้าสามารถเปิดเผยเคล็ดวิชาลับของการเพาะเลี้ยงหญ้าเช้าเย็นได้ และยืนยันอย่างชัดเจนว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดกับเขาหนิงชุยเฟิงของข้า เช่นนั้นต่างหากเล่า ถึงจะยืนยันความบริสุทธิ์ของตระกูลลู่ได้ ไม่เช่นนั้นของเหล่านี้ ย่อมแสดงให้เห็นได้เพียงว่า ตระกูลลู่ของเ้าพอมีประวัติความเป็มาอยู่บ้างเท่านั้น แต่มันไม่ได้พิสูจน์ว่าเคล็ดวิชาลับที่พวกเ้าใช้ในการเพาะเลี้ยงหญ้าเช้าเย็น ไม่ใช่การขโมยมาจากเขาหนิงชุยเฟิง บางทีเคล็ดวิชาลับทั้งสามเมื่อครู่นี้ อาจใช้วิธีแย่งชิงมาด้วยวิธีเดียวกันก็เป็ได้ ทั้งหมดนี้มันก็ไม่แน่!”
เมื่อเผชิญกับความเ้าเล่ห์ปลิ้นปล้อนของเซินหยวนชิง ทุกคนในตระกูลลู่ก็รู้สึกโกรธขึ้นมาทันที หากผู้ที่มีอำนาจจากตำหนักมหาเทพ และคนของวังเทพอัคคีไม่อยู่ที่นี่ คงได้สอนบทเรียนให้กับบุรุษผู้นี้ไปแล้ว
อันที่จริง แม้ว่าเซินหยวนชิงจะพูดจาปลิ้นปล้อน แต่ก็ใช่ว่าจะไร้เหตุผลไปเสียทีเดียว ในเมื่อตระกูลลู่มีเคล็ดวิชาลับในการปลูกหญ้าวิเศษอื่นอยู่ มันจึงดูไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไร ที่อีกฝ่ายจะขโมยเคล็ดวิชาลับของเขาหนิงชุยเฟิงไป เพียงเคล็ดวิชาลับแรกที่ลู่อวี่แสดงให้เห็นเมื่อครู่นี้ ในแง่ของสรรพคุณและระดับ ก็สูงกว่าเคล็ดวิชาลับเพาะเลี้ยงหญ้าเช้าเย็นไปไม่รู้ตั้งเท่าไร เพราะเคล็ดวิชาลับของเขาหนิงชุยเฟิง สามารถเพาะเลี้ยงหญ้าวิเศษออกมาได้เพียงชนิดเดียวเท่านั้น แต่เคล็ดวิชาลับนี้ของตระกูลลู่ ไม่เพียงแต่สามารถเพาะเลี้ยงหญ้าวิเศษได้เท่านั้น แม้แต่หญ้าธรรมดาก็สามารถเพาะเลี้ยงให้กลายเป็หญ้าวิเศษได้ด้วย ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็ต้องนำทั้งสองอย่างนี้มาเปรียบเทียบกัน
“ช่างเป็เคล็ดวิชาลับที่มหัศจรรย์จริงๆ หากข้าดูไม่ผิด เคล็ดวิชาลับทั้งสามนี้สามารถรวมเป็เคล็ดวิชาลับชุดเดียวสำหรับการใช้งานได้ คิดไม่ถึงเลยว่าตระกูลลู่จะมีวาสนาที่ดีเช่นนี้ ทำให้ข้าอิจฉาตาร้อนเสียแล้วจริงๆ!” หัวหน้าผู้บังคับใช้กฎของตำหนักมหาเทพ สวี่จิ้งที่ตาเบิกกว้างด้วยความประทับใจ พูดขึ้นด้วยสีหน้าประหลาดใจและอิจฉา
ในเวลาเดียวกันก็ขัดจังหวะพิพาทระหว่างตระกูลลู่และเขาหนิงชุยเฟิงด้วย พร้อมกับชำเลืองมองเซินหยวนชิงด้วยท่าทางที่กล่าวหาและตำหนิ การกระทำนี้ทำให้เซินหยวนชิงซึ่งอยู่ในอาการโกรธอยู่ไม่น้อย แต่จู่ๆ ก็ได้สติกลับมาเหมือนโดนน้ำเย็นเทลงบนหัว ถึงได้ปิดปากเงียบ!
หวังจือเหอ ผู้บังคับใช้กฎอีกท่านที่มาจากตำหนักมหาเทพ ก็ได้แต่ฝืนยิ้มและพูดว่า “ดูเหมือนว่า ตระกูลลู่คงจะมีอำนาจผงาดขึ้นจริงในอีกไม่ช้า สมควรแก่ความปลาบปลื้มและการเฉลิมฉลองจริงๆ!” เพราะเขาได้รับผลประโยชน์จากเขาหนิงชุยเฟิงมาไม่น้อย ดังนั้นจึงไม่อยากให้ตระกูลลู่ได้อยู่อย่างเป็สุขอยู่แล้ว แต่เื่ราวมาถึงจุดนี้แล้ว เขาเองก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากพูดออกมาลอยๆ ประโยคหนึ่งด้วยท่าทีขึงขัง
จงไท่เหยียนจากวังเทพอัคคี คิดว่าเดินทางมาตระกูลลู่ครั้งนี้ถือว่าได้เปิดหูเปิดตา อีกทั้งยังไม่ได้มาเสียแรงเปล่า แต่เกรงว่าครั้งนี้ทางเขาหนิงชุยเฟิงคงไม่ได้กินผลไม้ดีๆ แน่นอน เดิมทีวังเทพอัคคีคิดว่าจะฉวยโอกาสที่มาตระกูลลู่ในครั้งนี้ หาผลประโยชน์เข้าตัวเพียงเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่าจะมีผลลัพธ์เช่นนี้ กลับกลายเป็ว่ามามีปัญหากับตระกูลลู่แทน ไม่รู้ว่าควรจะเผชิญหน้ากับความสำเร็จและล้มเหลวอย่างไร ทว่าอะไรที่ควรพูดเขาก็พูดไปหมดแล้ว
“คิดไม่ถึงว่า เพราะความเข้าใจผิดกัน ข้าถึงมีโอกาสได้มาัักับเคล็ดวิชาลับเพาะปลูกพืชที่แปลกประหลาดเช่นนี้ นายน้อยลู่เป็วีรบุรุษในหมู่ผู้คนไปแล้ว อายุน้อยเพียงนี้ กลับประสบความสำเร็จ กลายเป็คนปรุงโอสถขั้นห้า อีกทั้งยังเชี่ยวชาญเคล็ดวิชาลับที่น่าทึ่งเช่นนี้อีก ภายภาคหน้าจะต้องประสบความสำเร็จอย่างไร้ขีดจำกัดแน่ เกรงว่า ในภายภาคหน้า ข้าคงต้องขอฝากเนื้อฝากตัวกับสหายนักพรตลู่แล้ว ครั้งนี้เกิดความเข้าใจผิดต่อกัน ประมุขตระกูลลู่โปรดให้อภัยด้วย อีกสักประเดี๋ยว วังเทพอัคคีจะขอมอบสินน้ำใจเป็การตอบแทน!”
เมื่อลู่เหว่ยจุนได้ยินที่ทั้งสามพูดคุยกัน ย่อมไม่ได้เชื่อทุกอย่างไปเสียหมด เพราะสามคนนี้รู้อยู่แล้ว แต่กลับเลือกนิ่งเฉย เพราะไม่อยากจะทำให้ความสัมพันธ์ตึงเครียด หากเขาเรียกร้องอะไรที่มันมากเกินพอดี เกรงว่าคงมีผลลัพธ์เช่นเดิม ดังนั้นจึงพูดส่งๆ อย่างขอไปที จากนั้นจึงพูดอะไรที่ทำให้ทุกคนพอใจ แล้วเงียบเสียงลง
ผู้เฒ่าใหญ่ตระกูลเมิ่งทั้งใและกังวล ที่ในั้นคือคิดไม่ถึงว่าตระกูลลู่จะมีเคล็ดวิชาลับที่หายากเช่นนี้จริงๆ และที่เป็กังวลก็คือตระกูลเมิ่งกับตระกูลลู่เป็ศัตรูกันอยู่ หากยับยั้งตระกูลลู่ไม่ให้มีอำนาจผงาดขึ้นได้ทันเวลา ในภายภาคหน้า อาจเป็หายนะ หรืออาจนำมาซึ่งภัยพิบัติใหญ่ล้มล้างตระกูลเมิ่งได้! แต่ครั้งนี้แผนการของเขาหนิงชุยเฟิงล้มเหลว เขาเองก็ไม่มีอารมณ์มาพูดจาเสแสร้งแกล้งทำ ดังนั้นจึงเลือกปิดปากเงียบทันที ทว่าเมิ่งเทียนอวิ๋นที่อยู่ด้านหลังกลับมองไปทางลู่อวี่ ซึ่งอยู่ตรงข้ามอย่างไม่พอใจ พร้อมทั้งพูดจาเยาะเย้ย
ผู้บังคับใช้กฎาุโทั้งสองของตำหนักมหาเทพกลับไม่มีท่าทีพะว้าพะวัง เวลานี้ไม่ว่าอย่างไร ตระกูลลู่ก็พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองแล้ว แม้ว่าพวกเขาจะมาที่นี่เพื่อหนุนหลังเขาหนิงชุยเฟิง แต่มันก็ต้องอยู่ในเงื่อนไขที่ตระกูลลู่ขโมยเคล็ดวิชาลับของเขาหนิงชุยเฟิงไปจริงๆ จึงจะสามารถใช้โอกาสนี้โจมตีตระกูลลู่ได้ สองยังสามารถใช้โอกาสนี้เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์กับเขาหนิงชุยเฟิง อีกทั้งยังได้รับผลประโยชน์มากมายด้วย แต่หากมองในด้านศีลธรรม ตระกูลลู่ก็ตกอยู่ในกำมือของพวกเขา แต่ตอนนี้ในเมื่อทุกอย่างกลายเป็ความว่างเปล่า ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็ต้องเสี่ยงทำให้ตระกูลลู่ขุ่นเคืองจนตายและยืนหยัดออกหน้าแทนเขาหนิงชุยเฟิงต่อไปอีก ถึงได้เอ่ยปากชื่นชมเพื่อคลี่คลายความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่าย
และแน่นอนว่า ถึงแม้ตระกูลลู่จะพิสูจน์แล้วว่าตัวเองบริสุทธิ์ กลับกันเช่นนั้นมันไม่ได้บ่งบอกว่าตำหนักมหาเทพจะสนับสนุนตระกูลลู่ หรือถึงขั้นที่จะสนับสนุนให้ตระกูลลู่ทำลายผลประโยชน์ของเขาหนิงชุยเฟิง ท้ายที่สุดแล้ว ในแง่ของความใกล้ชิดและสถานะของความสัมพันธ์ เขาหนิงชุยเฟิงก็เป็เป้าหมายที่ตำหนักมหาเทพสร้างความสัมพันธ์และเลี้ยงดูฝึกฝนมา
แต่ในเวลานี้ ผู้บังคับใช้กฎาุโนำโดยสวี่จิ้งของตำหนักมหาเทพ กลับกล่าวขึ้น “ในเมื่อพิสูจน์แล้วว่าเื่นี้เป็ความเข้าใจผิด และตระกูลลู่ก็ได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองไปแล้ว เช่นนั้นก็ให้พอเท่านี้เถิด โชคดีที่เื่นี้ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายอะไรต่อตระกูลลู่ ในความโชคร้ายก็มีความโชคดีอยู่!”
หวังจือเหอหัวเราะรับคำ และพูดขึ้นมาด้วยว่า “ใช่แล้ว ถูกต้องแล้ว เช่นนี้เรียกว่า หากไม่ทะเลาะกันก็คงไม่รู้จักกัน คงจะดีไม่น้อย หากเราเปลี่ยนความเกลียดชังให้กลายเป็มิตรภาพได้ ข้าเชื่อว่าบรรพชนเทียนตูก็คงไม่อยากเห็นตระกูลลู่และเขาหนิงชุยเฟิงขัดแย้งกัน”
ทันใดนั้นหวังจือเหอก็เอาบรรพชนเทียนตูของตำหนักมหาเทพมากล่าวอ้าง นับว่าเป็ผู้ต้องสงสัยที่อ้างบารมีข่มเหงผู้อื่นอย่างเห็นได้ชัด และอีกความหมายคือ หวังว่าตระกูลลู่คงไม่ได้คืบจะเอาศอก และรู้จักพอเสียที
แม้ว่าตำหนักมหาเทพจะมีพลังยุทธ์สูงที่สุด แต่ใน่หลายร้อยปีที่ผ่านมา กลับไม่มีข่าวคราวเกี่ยวกับมหาเทพแม้แต่น้อย แม้ว่ากองกำลังอำนาจหลักจะคาดเดากันไปต่างๆ นานา แต่กลับไม่มีผู้ใดกล้ายืนยัน อีกทั้งยิ่งไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยังมีผู้เฒ่าสูงสุดอีกคนอยู่ที่ตำหนักมหาเทพ และเขาผู้นี้ยังเป็ลูกศิษย์โดยตรงของเผ่า์อีกด้วย แม้ว่าระดับพลังยุทธ์ยังไม่สามารถเทียบได้กับมหาเทพ แต่พลังยุทธ์่ต้นขั้นหวนสู่สัจธรรม ก็เพียงพอที่จะควบคุมเทียนตูทั้งหมดได้แล้ว
ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร แม้ระดับพลังยุทธ์จะสูงกว่าไปขั้นเล็กๆ ขั้นเดียวเท่านั้น ก็เหมือนจะได้เปรียบแล้ว แต่เมื่อระดับพลังยุทธ์สูงขึ้น ช่องว่างนี้ก็จะยิ่งกว้างขึ้นเรื่อยๆ หลังจากมีพลังยุทธ์มาถึงขั้นเกิดเทพเ้า หรือขั้นหวนสู่สัจธรรมแล้ว ช่องว่างของขั้นพลังยุทธ์เหล่านี้ ก็นับว่าต่างกันราวฟ้ากับเหว หากไม่มีพลังอภินิหารที่ฝืนกฎ์ หรืออาวุธเวทชั้นยอด หากสู้กันคงถูกสังหารทันที ดังนั้นหลายปีที่ผ่านมานี้ กองกำลังใหญ่ๆ ในเทียนตูก็ยังคงยำเกรงต่อตำหนักมหาเทพอยู่ อีกอย่างต่อให้สู้กับบรรพชนเทียนตูได้แล้วอย่างไร? รองจากบรรพชนเทียนตูของตำหนักมหาเทพยังมีลูกศิษย์อีกสี่คนที่อยู่ขั้นเกิดเทพเ้า หากถึง่เวลาคอขาดบาดตายของตำหนักมหาเทพขึ้นมาจริงๆ ใครเล่าจะรู้ว่าจู่ๆ มหาเทพชราอาจจะมาปรากฏตัวขึ้นทันทีก็ได้ หากเป็เช่นนั้น ต่อให้นักพรตทั้งหมดในโลกบำเพ็ญเพียรแห่งเทียนตูมารวมตัวกัน ก็คงไม่อาจต้านทานการโจมตีแบบผ่านๆ ของยอดฝีมือขั้นสูงสุดในขั้น์ผู้นี้ได้
เมื่อฟังที่ทั้งสองพูดตอบโต้กัน ทุกคนในตระกูลลู่ก็บันดาลโทสะ ผู้เฒ่าสามลู่หงจีที่เป็คนนิสัยใจร้อนมีหรือจะยอมปล่อยศิษย์จากเขาหนิงชุยเฟิงไปง่ายๆ
เขาจึงะโเสียงดังออกมา “ช้าก่อน สหายนักพรตทั้งสองท่านของตำหนักมหาเทพ พวกท่านพูดว่าไม่ได้ทำความเสียหายให้ตระกูลลู่หรือ? คำนี้ เห็นทีคงเป็การรังแกกันเกินไป อย่างไรเสียตระกูลลู่ของเราก็มีตัวตนอยู่ในเทียนตูมาเป็พันปี ถึงแม้จะไม่กล้าพูดว่ามีชื่อเสียงที่ดีนัก แต่ก็มีชื่อเสียงในทางที่ดีมาโดยตลอด ครั้งนี้เขาหนิงชุยเฟิงเป็ฝ่ายระดมกำลังคน และพาทุกท่านมาที่ตระกูลลู่ อีกทั้งยังมาต่อว่าตระกูลลู่ขโมยเคล็ดวิชาลับของพวกเขาไปอย่างมั่นอกมั่นใจ แล้วจะให้แล้วต่อกันไปเลยเช่นนี้? ชื่อเสียงตระกูลลู่ของเราไม่มีค่าเลยหรือ?”
บรรยากาศในห้องโถงของตระกูลลู่ตึงเครียด บนสุดของตระกูลลู่มีประมุข ล่างสุดมีองครักษ์และเด็กรับใช้ แต่ละคนต่างก็มีสีหน้าที่โกรธเคือง
ผู้เฒ่าใหญ่ตระกูลเมิ่งหัวเราะกลบเกลื่อนจากนั้นก็พูดขึ้น “สหายนักพรตหงจีก็พูดเกินไป ในเมื่อสหายนักพรตทั้งสองจากตำหนักมหาเทพบอกแล้วว่า เื่นี้เป็การเข้าใจผิดกัน เช่นนั้นย่อมต้องหาเวลาเหมาะสมแจ้งแก่ทุกฝ่าย เมื่อถึงเวลาทุกคนก็ต้องรู้ว่าเื่ราวในครั้งนี้เป็การเข้าใจผิดกันเท่านั้นอยู่แล้ว แล้วมันจะทำให้ชื่อเสียงของตระกูลลู่ได้รับผลกระทบอะไรกัน?”
จงไท่เหยียนจากวังเทพอัคคีก็พูดแทรกขึ้นมาเช่นกัน “ใช่ เหตุผลนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้ร้ายแรงถึงเพียงนั้น ถึงแม้สหายนักพรตทั้งสองท่านจากตำหนักมหาเทพจะลืมเื่ราวในครั้งนี้ ข้าก็จะแจ้งแก่ตระกูลและสำนักต่างๆ เพื่อให้รับทราบถึงเื่ราวที่เกิดขึ้น คิดว่าใช้เวลาไม่นาน คงกู้คืนความบริสุทธิ์ให้ตระกูลลู่ได้!”
แต่ลู่อวี่ที่เงียบมาโดยตลอดจู่ๆ ก็หัวเราะเสียงดังขึ้นมาและถามว่า “เกิดอะไรขึ้น? เื่นี้เกิดมาจากเขาหนิงชุยเฟิง และที่พาทุกท่านมากดดันตระกูลลู่ถึงที่ก็คือเขาหนิงชุยเฟิง แล้วฝ่ายที่บอกว่าตระกูลลู่ขโมยเคล็ดวิชาลับก็คือเขาหนิงชุยเฟิง อีกทั้งให้ตระกูลลู่แสดงความบริสุทธิ์ก็คือเขาหนิงชุยเฟิง มาขอร้องให้ตระกูลลู่ชดเชยค่าเสียหายก็ยังเป็เขาหนิงชุยเฟิงอีก แต่สุดท้ายแล้ว เมื่อพิสูจน์ได้ว่าตระกูลลู่ของเราบริสุทธิ์ กลับกลายเป็ว่าเื่ราวทั้งหมดไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเขาหนิงชุยเฟิง? หลังจากนั้นทุกท่านและผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเื่นี้กลับะโออกมาตัดสินแทนเขาหนิงชุยเฟิง? เช่นนั้น พวกท่านคงพร้อมใจกันรังแกตระกูลลู่ของเราใช่หรือไม่?”
