ตังกุยคำนับพร้อมกับยิ้มและกล่าวว่า “ใช่แล้วเ้าค่ะท่านแม่ทัพ แม่นางเพิ่งจะให้เฉิงเถี่ยหนิวส่งกล่องอาหารมาสองกล่อง นี่คือชาเมล็ดชุมเห็ดเทศกับเก๋ากี้ เป็ชาที่ดีที่สุดที่ช่วยกระตุ้นให้ตื่นตัวและบำรุงสายตา แม่นางกำชับไว้ว่าให้ท่านดื่มเป็ประจำ”
ในดวงตาของกงจื้อิมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นครู่หนึ่ง เมื่อเงยหน้ามองพระอาทิตย์นอกท้องพระโรงที่ขึ้นถึงกลางฟ้าแล้ว ก็กล่าวว่า “จัดโต๊ะอาหารเถิด”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นบรรดานางกำนัลหลายคนก็รีบก้าวไปข้างหน้าเพื่อช่วยเหลือ แต่ตังกุยยื่นมือออกมาขวางพวกนางไว้ และเมื่อนางตรวจสอบสายคาดปิดบนกล่องอาหารเสร็จแล้ว จึงเปิดกล่องออก และวางอาหารที่ยังอุ่นๆ ทีละอย่างลงบนโต๊ะในตำหนักข้าง
นางกำนัลใหญ่อีกสองสามคนรู้สึกน้อยใจอยู่บ้าง ขณะที่กำลังปรนนิบัติกงจื้อิล้างมือ หนึ่งในนั้นก็อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นว่า “ท่านแม่ทัพ พวกบ่าวปรนนิบัติรับใช้ในวังหลวงมาหลายปีแล้ว พวกงานเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้พวกบ่าวก็ทำได้ ต่อไปให้พี่สาวท่านนี้ส่งมอบงานให้พวกบ่าวทำเถิดเพคะ?”
นางกำนัลผู้นั้นหน้าตางดงาม ร่างกายบอบบาง และสวมชุดกระโปรงสีเขียว ดูแล้วช่างน่าสงสารและดึงดูดใจไม่น้อย
ตังกุยที่อยู่ไม่ไกลได้ยินก็แอบเยาะเย้ย แต่มือก็ยังคงทำงานต่อไปไม่หยุดเลยแม้แต่น้อย
และก็เป็ไปตามคาด กงจื้อิเช็ดมือเสร็จก็ไม่ได้มองนางกำนัลคนนั้นเลยสักนิด แล้วสั่งลุงอวิ๋นที่เพิ่งเดินเข้ามาว่า “ส่งนางออกจากวังหลวงกลับไปอยู่ที่บ้านปรนนิบัติรับใช้พ่อแม่”
“หา?” ลุงอวิ๋นได้ยินก็ใ แต่เมื่อเขามองหน้านางกำนัลที่กำลังตกตะลึงและน้อยใจ เขาก็พอจะเดาเหตุผลได้คร่าวๆ จึงรีบเรียกขันทีที่หน้าประตูมากระซิบบอกไม่กี่คำ ขันทีผู้นั้นก็ลากนางกำนัลที่กำลังร้องไห้ออกไปทันที
นางกำนัลคนอื่นๆ ที่เหลือเมื่อเห็นดังนั้นก็กลัวจนตัวสั่น เหมือนลิงที่ถูกขู่ด้วยเืไก่จึงรีบปฏิบัติตัวเรียบร้อยอย่างยิ่ง
กงจื้อินั่งลงที่หน้าโต๊ะ และชี้ไปที่อาหารที่ย่อยง่ายหลายอย่างเพื่อให้ตังกุยแบ่งไปที่โต๊ะเล็ก
ลุงอวิ๋นก็ยิ้มตาหยีด้วยความยินดี เขาคำนับอย่างสุภาพก่อนจะนั่งลงเพื่อกินอย่างรวดเร็ว เดิมทีเขาได้ยินว่ามีของกินส่งมาจากจวน จึงคาดเดาว่าคงจะมีส่วนของเขาด้วย และก็ไม่ผิดหวังจริงๆ
ใน่เวลาที่ยากลำบาก เขาเพียงรีบส่งอวิ๋นอิ่งออกไปจับตัวหญิงคนหนึ่งมาอย่างเร่งด่วน คาดไม่ถึงว่าการกระทำครั้งนั้นจะทำให้เขาได้รับโชคดีอย่างมหาศาลเช่นนี้
หากกล่าวกันตามตรงแล้ว บางครั้งความโชคดีนี้ก็ทำให้เขารู้สึกผิด เพราะเขาเป็ต้นเหตุให้ติงเหว่ยต้องปลอมตัวเป็สาวใช้ แม้ว่าลูกของนางจะอายุสองขวบแล้วก็ตาม…
“ตังกุย วันนี้คุณชายน้อยเป็เด็กดีหรือไม่?”
ลุงอวิ๋นถามไปพลางกินไป ตังกุยตอบด้วยรอยยิ้มว่า “บ่าวได้ถามเฉิงเถี่ยหนิวสองสามประโยค คุณชายน้อยน่าจะพาเอ้อร์หวาไปเดินเล่นที่สวนหลังบ้านจนเกือบจะตกลงไปในสระน้ำ ก็เลยถูกแม่นางตีไปแรงๆ สองที”
ลุงอวิ๋นได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกเ็ปใจจนหนวดกระตุก กงจื้อิเองก็หยุดตะเกียบไว้ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยปากถามว่า “ใครเป็คนดูแล? เฉิงเหนียงจื่อล่ะ แล้วต้าหวาล่ะ?”
ตังกุยรีบตอบ “ตอนเช้าแม่นางกำลังตรวจชีพจรให้ทุกคนในจวน ในขณะที่ทุกคนกำลังยุ่งอยู่ คุณชายน้อยก็ไปกับแม่นมกู่ แม่นมไม่รู้ว่าคุณชายน้อยซุกซนเขาจึงแอบวิ่งหนีไปได้”
ลุงอวิ๋นได้ทีจับผิดแม่นมเฒ่า จึงหัวเราะและกล่าวว่า “ดูนางที่ชอบว่าคนอื่นเป็ประจำสิ ตอนนี้คงจะอับอายขายหน้าแล้วสินะ”
กงจื้อิเองก็มีรอยยิ้มปรากฏที่หางคิ้วและเอ่ยปากถามว่า “แม่นางของพวกเ้าเตรียมของขวัญสำหรับงานชุมนุมบทกวีที่จวนสกุลฟางแล้วหรือยัง?”
ตังกุยดูเหมือนจะนึกถึงอะไรบางอย่าง จึงยิ้มและพูดด้วยความยินดี “แม่นางกำลังเตรียมอยู่เ้าค่ะ ได้ยินว่ากำลังจะอบเตี่ยนซิน เตาอบก็สร้างเสร็จแล้ว”
“งั้นก็ดีเลย ต่อไปก็ให้เอาเตี่ยนซินมาจากในจวน” ลุงอวิ๋นก็ยินดีเช่นกัน “ขนมในวังหลวงแข็งอย่างกับก้อนหิน ข้าแก่แล้วเคี้ยวไม่ไหวหรอก”
นายบ่าวทั้งสามคนกินดื่มพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน นับเป็่เวลาผ่อนคลายที่หาได้ยากระหว่างความยุ่งวุ่นวาย
แต่องค์หญิงและแม่นมาุโที่ต้องยืนรับลมอยู่นอกประตูท้องพระโรงนั้น หน้าตาเต็มไปด้วยความโกรธ ทำให้ขันทีที่เฝ้าประตูอยู่ลำบากใจเป็อย่างมาก
“องค์หญิง ท่านแม่ทัพสั่งไว้ว่าใน่เวลาที่ทรงเสวยอาหารห้ามไม่ให้ผู้ใดรบกวน ไม่ใช่ว่าบ่าวเฒ่าไม่ยอมรายงาน...”
องค์หญิงชิงเฉิงฝืนยิ้มเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าและหันหลังเดินจากไป
แม่นมเฒ่ามองตาขันทีคนนั้นอย่างโมโห ก่อนจะรีบยกกล่องอาหารตามองค์หญิงไปอย่างหงุดหงิด
เมื่อมาถึงสวนหลิวเซียน แม่นมาุโก็เก็บความโกรธไว้ไม่อยู่ ยื่นกล่องอาหารให้นางกำนัลใหญ่คนหนึ่งอย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นก็หันหลังกลับไปทันที
ซือหม่าหย่าหลานโกรธจัดจนปัดชุดถ้วยชาแตกกระจายไปทั่ว แม้จะเห็นถ้วยเคลือบสีน้ำเงินใสบริสุทธิ์แหลกเป็เสี่ยงๆ แต่ไฟในใจของนางก็ยังไม่ดับลงแม้แต่น้อย
นางทนกลิ่นควันน้ำมันที่น่ารังเกียจสุดจะทน ลงมือทำอาหารด้วยตนเอง และนำไปส่งด้วยตนเอง แต่เขากลับไม่ยอมแม้แต่จะมองสักนิด เหตุผลก็คือหญิงชั้นต่ำผู้นั้นก็ส่งอาหารมาเช่นกัน!
นางยอมมอบดินแดนกว่าครึ่งของตระกูลซือหม่าให้เขา ช่วยให้เขาขึ้นครองบัลลังก์ และแม้กระทั่งเสียสละพี่ชายแท้ๆ ของนาง แต่เหตุใดถึงยังเทียบไม่ได้กับหญิงชั้นต่ำคนนั้น? ในโลกนี้มีแม่ครัวมากมาย มีสตรีมากมาย แต่มีเพียงนางคนเดียวเท่านั้นที่มอบใจให้เขาหมดทั้งใจ!
เพราะเหตุใด? เหตุใดเขาถึงไม่ยอมมองนางสักครั้ง? เหตุใดถึงไม่นึกถึงความดีของนางบ้าง?
น้ำตาใสๆ ไหลลงมาตามใบหน้าที่งดงาม ทำให้ดูน่าเวทนามากขึ้น บรรดานางกำนัลใหญ่ที่เดิมทีใจนตัวสั่นเหมือนนกกระทา เมื่อเห็นนายหญิงร้องไห้ก็ยิ่งใจนไม่รู้จะทำอย่างไรดี
โชคดีที่ในตอนนั้น แม่นมาุโกลับมาด้วยความเร่งรีบ
เมื่อเห็นสภาพภายในห้อง แม่นมาุโก็ตัดสินใจไล่นางกำนัลใหญ่ออกไปทันที จากนั้นนางก็เข้าไปกระซิบรายงานเบาๆ ว่า “องค์หญิง ได้ยินว่าฮูหยินของอัครมหาเสนาบดีฟางจะจัดงานชุมนุมบทกวีในอีกสามวันข้างหน้า บรรดาสตรีในตระกูลต่างๆ ล้วนได้รับเชิญ และที่สำคัญคือ หญิงคนนั้นก็ได้รับเชิญด้วย บ่าวเดาว่าตระกูลฟางคงอยากช่วยหญิงคนนั้น...”
“งานชุมนุมบทกวี?” องค์หญิงชิงเฉิงหรี่ตาลงเล็กน้อย “ภรรยาของอัครมหาเสนาบดีฟางที่นอนป่วยอยู่เสมอนั่นน่ะหรือเป็ผู้จัดงาน?”
แม่นมาุโพยักหน้าด้วยท่าทีดูถูกเล็กน้อยและกระซิบเบาๆ ว่า “ใช่แล้ว เป็ฮูหยินท่านนั้น ได้ยินว่าเมื่อก่อนนางก็เชี่ยวชาญทั้งดนตรี หมากล้อม การประพันธ์ และการวาดภาพ จึงทำให้ท่านอัครมหาเสนาบดีฟางหลงใหล แต่นางเป็คนวาสนาน้อย สู้กับกลิ่นอายของชนชั้นสูงไม่ไหว ในปีหนึ่งต้องดื่มยาตลอดเกือบสิบเดือนเพคะ”
องค์หญิงชิงเฉิงไม่สนใจเื่นี้มากนัก นางค่อยๆ เช็ดน้ำตาด้วยผ้าเช็ดหน้า ความโกรธและความเศร้าในดวงตาหายไปจนหมด เหลือเพียงความพอใจและความอาฆาตแค้น
“แม่นม ข้าคงอ่านบทกวีมาไม่น้อยแล้วใช่หรือไม่?”
“ไฉนจึงจะน้อยได้เพคะ?” แม่นมตอบในทันที “องค์หญิงมีความฉลาดเฉลียวมาั้แ่เด็ก แม้แต่ท่านอ๋องและพระชายาองค์ก่อนก็เสียดายที่ท่านไม่ใช่บุรุษ ขอบังอาจกล่าวล่วงเกินหากท่านเป็บุรุษ แผ่นดินของตระกูลซือหม่าคงไม่ล่มสลาย”
“เช่นนั้นก็ดี ถ้าข้าถือว่ามีความรู้มากพอ ก็คงมีคุณสมบัติพอที่จะเข้าร่วมงานชุมนุมบทกวีที่จวนอัครเสนาบดีฟางใช่หรือไม่?”
“เพคะ? องค์หญิง!” แม่นมาุโใจนเบิกตากว้าง แม้ว่าตอนนี้แผ่นดินของซีเฮ่าจะถูกกำหนดให้ตกอยู่ในมือของตระกูลกงจื้อเป็แน่ แต่องค์หญิงชิงเฉิงยังคงมีสถานะเป็องค์หญิง การเข้าร่วมงานชุมนุมบทกวีเล็กๆ ในเรือนหลังจวนของเหล่าสตรีชนชั้นสูงถือเป็การลดเกียรติอย่างมาก นางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกน้อยใจแทนองค์หญิงและอยากจะห้ามปราม แต่สุดท้ายก็กลืนคำพูดนั้นกลับลงไป
“องค์หญิงโปรดวางใจ บ่าวจะจัดการเื่นี้ให้เรียบร้อยอย่างแน่นอน”
“เช่นนั้นก็ดี คงต้องลำบากแม่นมแล้ว”
องค์หญิงชิงเฉิงโบกมือเบาๆ และไม่ได้สนใจว่าแม่นมาุโจะออกจากห้องไปแล้วหรือไม่ นางเรียกนางกำนัลใหญ่มาเตรียมพู่กันและหมึกเพื่อเตรียมแต่งบทกวีล่วงหน้าเอาไว้เผื่อในกรณีฉุกเฉิน
ในขณะเดียวกัน บรรดาสตรีที่ได้รับคำเชิญก็มีความคิดเช่นเดียวกัน
ว่ากันว่าหญิงสาวที่ไร้ความสามารถถือเป็ความดีงาม แม้ว่าสตรีในครอบครัวจะอ่านหนังสือและศึกษาคำสอนของสตรีและข้อห้ามของสตรีมาั้แ่เด็กจนเข้าใจอย่างลึกซึ้ง แต่ก็ไม่มีประโยชน์ในการแต่งกาพย์กลอนมากนัก
แต่วันนี้อุตส่าห์มีข้ออ้างที่จะออกจากบ้านไปเข้าร่วมงาน ทุกคนก็ไม่อยากพลาดโอกาสนี้ จึงรีบไปขอให้ผู้ชายในบ้านช่วยแต่งบทกวีให้ เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียหน้าในงาน
แต่ติงเหว่ยกลับไม่กังวลเื่แบบนี้ ในความคิดของนางครั้งนี้ไปเป็แขกจวนสกุลฟาง อย่างแรกนางนับถือฟางซิ่นเป็พี่ชายบุญธรรม ฟางฮูหยินก็ถือเป็ผู้ใหญ่จึงเป็เื่เหมาะสมที่ควรไปเยี่ยมเยียน อย่างที่สองนางก็อยากรู้ว่าสตรีในตระกูลสูงศักดิ์จะประพฤติตัวเช่นไร ส่วนการแต่งบทกวี... คงไม่มีใครคาดหวังให้นางที่เป็สาวชาวไร่แต่งบทกวีที่ไพเราะมากนักใช่ไหมล่ะ?
เมื่อคิดอย่างนั้นนางก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก ตลอดทั้งเช้าจึงยุ่งกับการตรวจชีพจรให้ทุกคนในจวน มีเด็กสิบกว่าคนที่กำลังเจริญเติบโต ตราบใดที่กินอิ่มและได้ใส่เสื้อผ้าอุ่นๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่สำหรับทหารปลดเกษียณที่อายุมากแล้วอย่างลุงจิ่ง พวกเขามีปัญหาสุขภาพที่สั่งสมมาั้แ่สมัยก่อน ตอนนี้ยิ่งแย่ลง บางคนขาเจ็บจนเดินไม่ได้เมื่ออากาศเย็น บางคนก็ตาบอดจนเกือบหมด
ติงเหว่ยได้เขียนตำรับยาสำหรับแต่ละคน สำหรับบางกรณีที่ยังไม่มั่นใจก็ต้องรอให้ท่านอาจารย์ที่ออกเดินทางไปข้างนอกกลับมาวินิจฉัยอีกที สุดท้ายนางได้ลงบันทึกและเบิกเงินเพื่อให้เฉิงเถี่ยหนิวไปซื้อยา
ตอนบ่ายนางก็เริ่มอบเตี่ยนซินอีก แต่ปรากฏว่านางยุ่งจนถึงเวลาพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน และขาที่าเ็ก็เริ่มปวดขึ้นมาอีกครั้ง
แม่นมกู่เห็นทุกอย่างและทิ้งความไม่พอใจส่วนสุดท้ายที่มีอยู่น้อยนิดของนางไป และเริ่มรู้สึกยินดีที่นายน้อยได้พบกับสตรีที่ดีผู้นี้ ไม่ต้องพูดถึงเื่อื่นแค่ดูการปฏิบัติตัวต่อบ่าวและคนรับใช้อย่างพวกนางด้วยความเมตตาเช่นนี้ วันหน้าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นนางก็มั่นใจว่าจะไม่สิ่งผิดพลาดเกิดขึ้น
หัวใจของมนุษย์นั้นสร้างมาจากเนื้อหนัง ไม่มีผู้ใดเป็คนที่โง่เขลา หลักการที่ว่า ท่านมอบลูกท้อให้แก่เรา เราตอบแทนท่านด้วยลูกหลี [1] การรู้คุณและตอบแทนคุณ เป็สิ่งที่ทุกคนต่างก็เข้าใจ
ติงเหว่ยที่เหน็ดเหนื่อยเดินเข้ามาในห้องได้เพียงก้าวแรก แม่นมาุโก็ตามมาทันทีพร้อมกับนำชุดเสื้อผ้าที่ปักลวดลายอย่างประณีตและกล่องเล็กๆ หนึ่งกล่องเดินตามหลังมาติดๆ
ติงเหว่ยรู้สึกสงสัย แต่นางก็รีบเชิญแม่นมาุโนั่งลงดื่มชา แม่นมกลับวางชุดเสื้อผ้าและกล่องไว้ข้างๆ อย่างระวังเพราะเกรงว่าจะโดนน้ำชาหกใส่โดยไม่ตั้งใจ
จากนั้นแม่นมาุโก็ยิ้มพลางพูดว่า “แม่นาง มะรืนนี้ต้องไปเยือนจวนสกุลฟาง บ่าวได้เตรียมชุดเสื้อผ้าไว้ให้แม่นางชุดหนึ่ง แม่นางลองดูสักหน่อยว่าใส่ได้พอดีหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีชุดเครื่องประดับหยกอ่อนอีกชุด ซึ่งฮูหยินของอู่โฮ่วคนก่อนได้ฝากฝังให้บ่าวเก็บไว้สำหรับฮูหยินของนายน้อย! วันนี้จึงถือโอกาสนำมาให้แม่นางใช้คู่กับชุดนี้พอดี”
พูดจบ แม่นมาุโก็ค่อยๆ เปิดกล่องไม้จันทน์ที่สลักลวดลายละเอียดด้วยท่าทีเคารพ
ภายในกล่องบุด้วยผ้าไหมสีงาช้างหนานุ่ม ยิ่งขับให้เครื่องประดับหยกอ่อนทั้งชุดที่อยู่้าดูใสสว่างขึ้นไปอีก ปิ่นหยกมีความหนาและยาวพอดี ต่างหูดูเหมือนจะมีเงาของูเาไกลๆ สะท้อนอยู่ข้างใน และกำไลหยกคู่หนึ่งที่ส่องประกายวิบวับ
โดยธรรมชาติแล้วสตรีมีความชมชอบเหมือนกับเผ่าั ไม่มีใครไม่ชอบสิ่งที่ส่องแสงแวววาว
ไม่เพียงแต่ติงเหว่ยที่มองอย่างพอใจเท่านั้น แม้แต่อวิ๋นอิ่งและคนอื่นๆ ก็เข้ามาชมใกล้ๆ แล้วกล่าวชมว่า “สีหยกนี้ช่างสวยจริงๆ”
“นั่นนะสิ เขียวยิ่งกว่าผักโขมเสียอีก!” อวิ๋นหยาที่เป็คนซื่อตรงที่สุดเอ่ยขึ้น นางเปิดปากทีไรก็มีแต่เื่ของกิน ทำให้ทุกคนหัวเราะออกมา
แม่นมาุโยังคลี่ชุดเสื้อผ้าสีเหลืองอ่อนที่ชายแขนเสื้อและกระโปรงปักด้วยดอกชุนฮวาดอกเล็กๆ ออกแล้วบอกว่า “พวกเ้ารีบช่วยแม่นางแต่งตัวดูหน่อย หากมีส่วนไหนไม่พอดีจะได้แก้ไขได้ทัน”
-----------------------------------------
[1] ท่านมอบลูกท้อให้แก่เรา เราตอบแทนท่านด้วยลูกหลี 投桃报李 หมายถึง ตอบแทนน้ำใจซึ่งกันและกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยด้วยการให้สิ่งของแลกเปลี่ยนหรือตอบแทนซึ่งกันและกัน คล้ายสำนวนไทยที่ว่าหมูไปไก่มา
