มีศิษย์สำนักเข้าออกประตูทางเข้าขุนเขากระบี่เทียนหยวนอยู่ไม่น้อย
แม้ว่าบางคนจะแบกน้ำ แบกเสบียงหนักหลายร้อยชั่งไว้บนบ่า
หากกลับเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วดั่งสายลม!
จูชิงมองบันไดยาวเหยียดเสียดเมฆาสลับกับศิษย์สำนักขุนเขากระบี่เทียนหยวน
แววตาทอประกายตะลึงลานอย่างอดมิได้
ศิษย์สามัญเหล่านี้ต้องข้ามผ่านเส้นทางนี้ทุกวี่ทุกวัน
มิรู้ว่าต้องเสียแรงกายแรงใจไปเท่าไหร่
หลิ่วซานกับสิงอวี๋สืบเท้าเข้าไปในวิหารใหญ่ใจกลางเมฆา
หลังจากนั้นสองชั่วยามพวกเขาก็เดินออกมา
ไม่มีใครได้ยินประโยคสนทนาที่พวกเขาพูดคุยกันในนั้น
จากนั้นจูชิงถูกจัดให้อยู่นอกเขา
ซึ่งเป็ที่อยู่ของศิษย์สามัญ จากนี้ไปเขาก็คือศิษย์ที่อยู่ระดับล่างสุดของขุนเขากระบี่เทียนหยวน
เขามิได้โกรธ หากทว่าก็มิได้เต็มใจ
กระนั้นแล้วจูชิงก็ทำได้แค่ยิ้มรับสถานะใหม่ของตัวเองเท่านั้น
มีเด็กชายคนหนึ่งมาหาเขาแล้วเอาเหรียญตราไป
ขุนเขากระบี่เทียนหยวนทำตามคำขอให้เขาเข้าร่วมกับขุนเขากระบี่เทียนหยวนแล้ว
ดังนั้นเขาก็ควรคืนเหรียญตราให้กับขุนเขากระบี่เทียนหยวน
ศิษย์สามัญมีภารกิจต้องทำในทุกๆ
วัน กล่าวได้ว่ายากลำบากสุดแสน ทว่ามันเป็เื่ที่พวกเขาต้องทำ
เพราะพวกเขาคือศิษย์สามัญ
“เด็กใหม่
สภาพผอมกะหร่องเช่นนี้ ทำเื่ง่ายๆ ก็แล้วกัน แบกน้ำสิบถัง เดินครึ่งูเา
ภารกิจในวันนี้ของเ้ามีเท่านี้” ชายร่างกำยำผิวคล้ำกล่าวกับจูชิง
ชายผู้นั้นมีนามว่าหลีโก่วตั้นเป็หัวหน้าศิษย์สามัญที่ทำหน้าที่คอยแจกแจงภารกิจให้กับศิษย์คนอื่นๆ
แบกน้ำสิบถัง
เดินครึ่งูเา มันเป็ภารกิจที่ง่ายที่สุดแล้ว แต่กว่าจะทำสำเร็จต้องใช้เวลาถึงครึ่งวัน
เพราะถูกฝังอยู่ในหลุมศพนานหลายปี
ร่างกายของจูชิงจึงผอมแห้งกว่าคนรุ่นเดียวกัน แม้ว่าจะกินสมุนไพริญญามากมายบนเกาะหลัวโหวเข้าไป
แต่ก็มิได้ทำให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด
“ไม่มีปัญหา!”
จูชิงยิ้ม
“ใจสู้ดีนี่
ทว่าอย่าฝืนล่ะ ทำภารกิจไม่สำเร็จอย่างมากก็แค่ถูกหักค่าขนม
แต่ถ้าร่างกายได้รับาเ็จักได้ไม่คุ้มเสีย” หลีโก่วตั้นตักเตือน
“ข้าคิดว่าข้าทำได้!”
จูชิงพูด
“งั้นก็ดี
หลังจากทำภารกิจเสร็จ เวลาที่เหลือเ้าอยากทำอะไรก็ตามใจเ้า” หลีโก่วตั้นกล่าว
เส้นทางบนูเายาวสุดลูกหูลูกตา
ทั้งยังมีบันไดหลายขั้น แน่นอนว่าคงไม่มีใครบ้านับว่าตัวเองขึ้นบันไดไปแล้วกี่ขั้น
แต่ไม่ใช่กับจูชิง ั้แ่บันไดขั้นแรกจนมาถึงกลางเขา มีทั้งหมด 13,000 ขั้น
แต่ละขั้นถูกสลักเอาไว้ด้วยค่ายกลอักขระิญญา
ไม่ว่าจักมีคนข้ามไปข้ามมามากเท่าไหร่ บันไดก็ไม่เสียหายเลยแม้แต่น้อย
“ครึ่งชั่วยาม!”
จูชิงแหงนหน้ามองท้องฟ้าคาดการณ์ระยะเวลาคร่าวๆ ที่ตัวเองใช้ไปพลางปาดเหงื่อที่ไหลจากหน้าผาก
“สิ่งที่สำคัญที่สุดของจอมยุทธ์ก็คือร่างกาย
ขุนเขากระบี่เทียนหยวนใช้วิธีการเช่นนี้ฝึกฝนศิษย์ในสำนักงั้นรึ
ช่างเป็วิธีที่โง่เขลาโดยแท้” เฒ่าปีศาจวิเคราะห์
“โง่เขลางั้นรึ?
ฉลาดมากต่างหาก สุดท้ายคนที่ได้รับผลประโยชน์ก็คือข้า” จูชิงกลอกตา
ร่างกายของจูชิงผสานอักขระาหลัวโหว
มิรู้ว่าแท้จริงร่างกายเขาแข็งแกร่งยิ่งกว่าขั้นหลอมกายาสามัญเท่าตั้งไหร่
กระนั้นแล้วเขาก็ยังรู้สึกได้ว่าการฝึกฝนนี้เป็ประโยชน์
จูชิงแบกน้ำสิบถังเอาไว้บนบ่า
ความเร็วเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นสามชั่วยาม จูชิงก็แบกน้ำสิบถึงมาถึงกลางเขาสำเร็จ
“ร่างกายแข็งแกร่ง
ลมปราณแกร่งกล้า” หลิ่วซานดูจูชิงอยู่ในเมฆา เอ่ยปากชมอย่างอดมิได้
ความแข็งแกร่งที่หลิ่วซานหมายถึงแน่นอนว่าคือความแข็งแกร่งในขั้นหลอมกายา
จูชิงน่าทึ่งมาก หากก็ทำให้เขารู้สึกระแวดระวังในเวลาเดียวกัน เหตุใดคนๆ นี้ถึงอยู่ในเกาะหลัวโหว
แล้วเหตุใดถึงอยากเข้าขุนเขากระบี่เทียนหยวน
เที่ยงตรง
ศิษย์สามัญนับร้อยคนรวมตัวกันเพื่อเริ่มสิ่งที่ดีที่สุดของวัน——ทานอาหาร!
ศิษย์สามัญต้องทำงานหนัก ทว่าขุนเขากระบี่เทียนหยวนมิได้กินแรงศิษย์สามัญโดยเปล่าแต่อย่างใด
“กินเลย
ไม่ต้องเกรงใจ ถึงข้าจะไม่กล้ารับประกันกับเื่อื่นๆ แต่เื่กินไว้ใจข้าได้” หลีเที่ยตั้นถือชามข้าวขนาดเท่าอ่างล้างหน้ามา
กลิ่นหอมของข้าวลอยคละคลุ้ง แต่ละเม็ดมีขนาดเท่ากับไข่มุกทั้งยังอุดมไปด้วยพลังปราณ
เขาราดซอสลงบนข้าวหนึ่งช้อนโต๊ะ
แล้วโปะด้วยเนื้อติดมันย่างสามส่วนกับเนื้อไม่ติดมันอีกเจ็ดส่วน
ในการบำเพ็ญเพียรนั้นต้องใช้พลังงานมหาศาล
ศิษย์สามัญจะใช้โอสถฟื้นคืนลมปราณเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ดังนั้นอาหารคืออีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ
ข้าวไข่มุกเป็ข้าวที่สำนักปลูกเอง
ส่วนเนื้อก็เป็ปศุสัตว์ของสำนักเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็ข้าวไข่มุกหรือเนื้อสัตว์ล้วนอุดมไปด้วยพลังลมปราณ
แตกต่างกับข้างนอกอย่างชัดเจน
จูชิงยิ้มพลางตักข้าวหนึ่งชาม
หลังจากกินเสร็จเขาก็ไม่ตักเพิ่มอีก แม้ว่าเขาจะเป็ขั้นหลอมกายาเจ็ดชั้นฟ้า
ทว่าเพราะฝึกฝน《เคล็ดวิชา์าหลัวโหว》 ร่างกายของเขาต้องใช้พลังงานมากกว่าคนทั่วไปหลายสิบเท่า
มิใช่แค่ร่างกายที่ต้องใช้พลังลมปราณ
อักขระาหลัวโหวทั้งสามก็ต้องใช้ลมปราณในการขับเคลื่อนด้วยเช่นกัน
อาหารพวกนี้ช่วยเพิ่มลมปราณให้กับเขาได้เพียงเล็กน้อย อย่าว่าแต่หนึ่งชามเลย
ถึงจักให้กินทั้งหมดนี่ก็ยังไม่เพียงพอ
จูชิงเข้ามานั่งที่โต๊ะเป็คนสุดท้าย
หากก็เป็คนแรกที่ออกไปก่อน หลีโก่วตั้นเห็นดังนั้นก็ส่ายหัว “ผอมเกินไปจริงๆ
กินแค่ชามเดียวก็อิ่มแล้ว”
พวกศิษย์สามัญที่กำลังทานอาหาร
บ้างก็หัวเราะเยาะเย้ย บ้างก็รู้สึกเศร้าใจ ทว่าทุกการแสดงออกของพวกเขานั้นมีความหมายเดียวกัน
ไม่มีใครคิดว่าจูชิงจะอยู่ที่นี่รอด
“พวกเ้าว่า
เด็กใหม่นั่นแบกน้ำได้กี่ถึง ข้าพนันว่ามากสุดสองถัง” ศิษย์สามัญคนหนึ่งหัวเราะ
“สองถังน้อยไปหน่อยกระมัง
ข้าว่าสาม” ศิษย์สามัญอีกคนพูด
หลีโก่วตั้นถลึงตาใส่ศิษย์สามัญสองคนนั้น
“ถึงเวลากินก็เงียบปากแล้วกินเข้าไปซะ ถ้ากินอิ่มแล้วก็ไปทำงาน!”
ศิษย์สามัญทั้งสองคนเงียบปากทันใด
แล้วตั้งใจกินข้าวของตัวเอง!
“กี้ๆๆๆ!” ัคะนองน้ำน้อยที่ขดอยู่ในแขนขวาของจูชิงเริ่มส่งเสียงร้อง
จูชิงเอานิ้วดีดหัวของัคะนองน้ำน้อย
“เอาแต่จะกินอย่างเดียว เ้าไม่คิดบ้างหรือว่าข้าที่เป็แค่ศิษย์สามัญจักเอาอะไรไปเลี้ยงเ้า?”
ัคะนองน้ำน้อยกลอกตา
สายตาตีความได้ประมาณว่า “ข้าล่ะไม่เข้าใจเลยจริงๆ เ้าอยู่ในซากโบราณตั้งนาน
พอออกมาจากเกาะหลัวโหว กลับมีของล้ำค่าอยู่แค่ไม่กี่ชิ้น”
“ทำหน้าแบบนั้นหมายความว่าอย่างไร
ใครเป็คนเลี้ยงเ้าจนโตขนาดนี้?” ครั้นจูชิงเห็นสายตาดูถูกเหยียดหยามของัคะนองน้ำน้อยก็เป็โทสะ
อยากจับเ้านี่ไปทำอาหารเสียให้เข็ด
“ประหยัดหน่อย
ที่นี่คือขุนเขากระบี่เทียนหยวนจักให้คนอื่นรู้มิได้ว่ามีของล้ำค่าอยู่” จูชิงยัดสมุนไพริญญาดึกดำบรรพ์ใส่ปากัคะนองน้ำน้อย
ัคะนองน้ำน้อยตาเป็ประกาย
กลิ่นสมุนไพรหมื่นปี ของล้ำค่าที่เหมาะสมกับกระเพาะของมัน!
จูชิงเริ่มทำกรรมฐานกลืนโลหิตบริสุทธิ์ของสัตว์อสูรดึกดำบรรพ์หนึ่งหยด
ขับเคลื่อน《เคล็ดวิชา์าหลัวโหว》หล่อหลอมโลหิตบริสุทธิ์
ไม่มีใครสนใจจอมยุทธ์ขั้นหลอมกายา
แม้แต่หลิ่วซานที่อยู่ในเมฆาเอง เขามองเพียงแวบหนึ่งก็มิได้สนใจอะไรต่อ
ราชสีห์ย่อมไม่สนใจว่าหนูจักทำอะไร
แม้ว่ารู้ว่าหนูตัวนั้นมีจุดประสงค์อื่น แต่ราชสีห์หรือจักลดมือลงมาเพื่อจัดการกับหนูเพียงตัวเดียว
ถ้าเทียบกับการที่จูชิงนำเหรียญตราปรมาจารย์กลับมานั้น
ความเป็ไปได้ที่จูชิงจักสร้างปัญหาให้กับพวกเขานั้นน้อยมาก เหรียญตราปรมาจารย์สำคัญยิ่งยวดกับขุนเขากระบี่เทียนหยวน
ขุนเขากระบี่เทียนหยวนยินดีจ่ายค่าตอบแทนราคาสูงเพื่อให้ได้มันมา
“เ้าเป็ใคร
เหตุใดถึงอยู่ที่นี่ได้?” เด็กชายคนหนึ่งมองจูชิง
ใบหน้าเปลี่ยนสีด้วยความประหลาดใจ
“ที่นี่มาไม่ได้รึ?” จูชิงตะลึงงัน
“เ้าเป็แค่ศิษย์สามัญ
เข้ามาในบริเวณศิษย์นอกสำนักได้อย่างไร รีบไปเสีย ถ้าศิษย์พี่เห็นเข้า
ขาเ้าได้หักแน่” เด็กชายหันซ้ายหันขวา เมื่อเห็นว่าไม่มีคนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
เร่งให้จูชิงออกไปโดยเร็ว
จูชิงหัวเราะ “ศิษย์พี่ของเ้าไร้เหตุผลถึงขนาดนั้นเชียวหรือ
แค่ข้าอยู่บริเวณเขตนอกก็จักหักขาข้าแล้ว?”
“มันเป็กฎของสำนัก
ศิษย์สามัญห้ามเข้ามาในบริเวณเขตนอกโดยพละการ ถ้าถูกเจอเข้าโทษสถานเบาคือหักขา
สถานหนักคือตาย!” เด็กชายพูด
“สำนักมีกฎอำมหิตพรรค์นี้ด้วยรึ?” จูชิงขมวดคิ้ว
“เป็แค่ศิษย์สามัญกล้าดีอย่างไรมาวิพากษ์วิจารณ์กฎของสำนัก? ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง!” เสียงชายคนหนึ่งลอยมาแต่ไกล
หมุนควงแขนเหวี่ยงหมัดใส่จูชิงโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง!
จูชิงเลิกคิ้ว ยื่นนิ้วขวาออกไปหนึ่งนิ้วหยุดหมัดนั้นไว้กลางอากาศ!
“ครืนน!” เสียงดังจากการปะทะกันของหมัดดังอึกทึก
ทว่านิ้วจูชิงกลับไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย
“เป็ไปได้ยังไง?” ศิษย์นอกสำนักคนหนึ่งเห็นดังนั้นก็หน้าเปลี่ยนสี
“เหตุใด《หมัดทะลวงศิลา》ของศิษย์พี่ถึงไม่มีพลังเลยล่ะ?” เด็กชายเองก็ใเช่นกัน
เขาเคยเห็น《หมัดทะลวงศิลา》ของศิษย์พี่ ทำลายหินจนเป็ผุยผงมากับตา
ถ้าใครถูกหมัดนี้ซัด ตัวต้องแหลกสลายเป็เนื้อเหลวอย่างแน่นอน
แต่ศิษย์สามัญนั่นกลับไม่เป็อะไรเลย
ทั้งยังหยุด《หมัดทะลวงศิลา》ได้ด้วยนิ้วเดียว
“อ่อนแอ!” จูชิงยิ้มแล้วดีดนิ้ว
ร่างที่อยู่เบื้องหน้ากระเด็นลอยไปไกลหลายสิบจั้ง!
“ตึงง!” จากนั้นศิษย์นอกสำนักผู้นั้นก็ร่วงตกลงมาที่พื้น!
จูชิงสะบัดมือ
ในใจพลันครุ่นคิด ศิษย์นอกสำนักไม่เห็นจะเท่าไหร่
ศิษย์นอกสำนักมีสถานะสูงกว่าศิษย์สามัญเพียงไม่เท่าไหร่
ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่ค้านมิได้ก็คือความจงรักภักดีของศิษย์นอกสำนักที่มีต่อสำนัก
ดังนั้น ศิษย์นอกสำนักจึงมีคุณสมบัติสามารถฝึกฝนวิชาวรยุทธ์ของขุนเขากระบี่เทียนหยวนได้
ถึงจะเป็วิชาระดับต่ำก็นับว่าเป็วิชาที่ยากจะเข้าถึงได้สำหรับข้างนอก
ภารกิจต่างๆ ที่ศิษย์สามัญต้องทำนั้นเป็กระบวนการหนึ่งสำหรับการคัดเลือก
หากพร์ไม่เลว มีความจงรักภักดี ก็สามารถยกระดับเป็ศิษย์นอกสำนัก ได้ฝึกฝนวิชาขั้นพื้นฐาน
แต่ถ้าเป็คนที่มีความสามารถโดดเด่นก็มีโอกาสยกระดับขั้นเป็เป็ศิษย์ในสำนัก
