หลังอาหารเย็น ฮวาเจาส่งหลิวเสวียหลี่ที่ยังคงอาลัยอาวรณ์มิรู้หาย จากนั้นก็เริ่มเปิดดูของที่ได้มาในวันนี้
มีภาพวาดสามภาพ เครื่องกระเบื้องสามชิ้น และชุดเครื่องประดับอีกหนึ่งชุด
เธอเอาภาพวาดไปแขวนไว้ในห้อง ซึ่งทั้งหมดนี้เธอตั้งใจจะยกให้เย่ฟาง
'ก็แค่ห้าร้อยหยวนเท่านั้น'
'ถ้าเธออยากได้ ที่ร้านขายโบราณวัตถุยังมีอีกเยอะแยะ'
วันนี้เด็กหนุ่มคนนั้นบอกเธอว่า ทุกๆ สองสามวัน ร้านขายโบราณวัตถุจะทำความสะอาดคลังสินค้า นำของที่เก็บไว้ไม่ได้ ที่ดูแลรักษายาก หรือที่พวกเขาดูแลจนเสียหาย... ออกมาวางขาย
ผลงานของฉีไป๋สือ จางต้าเชียน พวกเขามีอยู่มากมาย
'ถ้าอยากได้ ค่อยไปซื้อใหม่ก็ไม่เห็นเป็ไร'
เธอสาละวนกับการเปลี่ยนกระถางต้นไม้ทั้งสามใบ
“นี่เป็ครั้งแรกที่ฉันเห็นคนเอากันใช้แจกันเป็กระถางต้นไม้” เย่ฟางกล่าว “แถมยังดูหรูหราเกินงามไปด้วยซ้ำ”
เธอเอื้อมมือไปลูบคลำตัวแจกัน จากประสบการณ์ของเธอ นี่คือเครื่องกระเบื้องเคลือบจากราชสำนักในสมัยราชวงศ์ิ แม้จะไม่ใช่ของล้ำค่าสูงสุดอะไร แต่ก็ไม่น่าจะตกต่ำถึงขั้นมาเป็กระถางต้นไม้ได้ ถึงแม้ว่าก้นแจกันจะมีรอยร้าวก็ตาม
ก็เพราะรอยร้าวนี่แหละ ฮวาเจาถึงได้ซื้อมันมาในราคาแค่สิบหยวน เด็กหนุ่มบอกว่า ถ้าไม่มีรอยร้าว แจกันใบนี้จะมีมูลค่าถึงห้าร้อยหยวนเลยทีเดียว
ฮวาเจาชอบรอยร้าวนี่แหละ เหมาะที่จะเป็กระถางต้นไม้ดีนัก ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่กล้าเอาของที่มีมูลค่าในอนาคตเป็หลักล้านๆ มาทุบให้เสียหายเล่นๆ แบบนี้แน่
“สวยไหมคะคุณป้า?” ฮวาเจาเปลี่ยนกระถางต้นไม้ทั้งสามเสร็จ ก็เอาไปวางไว้ที่ระเบียงแล้วเอ่ยถาม
เย่ฟางพยักหน้าอย่างจริงใจ “สวยจริงจ้ะ ระดับของห้องนี้ดูสูงขึ้นมาทันทีทันใด แถมดอกไม้ก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้นด้วยนะ”
เธอพิจารณาอย่างละเอียดแล้วพบว่าดอกไม้เหล่านี้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นจริงๆ เมื่อเทียบกับตอนที่เธอเลี้ยง
ปกติเธอชอบเลี้ยงดอกไม้ แต่กล้วยไม้ในห้องนี้ไม่ว่าจะเลี้ยงยังไงก็ไม่ดีขึ้น เอาแต่ซังกะตาย เลี้ยงมาหลายปีก็ไม่เคยออกดอก
แต่ตอนนี้กลับดูชุ่มชื่นสดใส แล้วยังเห็นดอกตูมเล็กๆ โผล่ขึ้นมาด้วย
เย่ฟางตื่นเต้นเดินเข้าไปดูใกล้ๆ แล้วพบว่ามันคือดอกตูมจริงๆ
“เธอ... มีบุญจริงๆ เลยนะ” เย่ฟางหัวเราะ “พอเธอมาถึง ดอกไม้ก็ออกดอกเลย”
“ฮ่าฮ่า ขอบคุณค่ะที่ชม” ฮวาเจายิ้ม แล้วรีบเปิดกล่องไม้แดง “คุณป้าคะ ยังมีชุดเครื่องประดับนี้ด้วย ฉันให้คุณป้าค่ะ”
เย่ฟางเหลือบมองสีก็รีบส่ายหน้า “ฉันไม่เอาหรอกจ้ะ มันเป็ของที่เด็กสาวเขาใส่กัน เธอเก็บไว้ใส่เองเถอะ”
“เหะเหะ~” ฮวาเจาหัวเราะอย่างเขินอาย เธอสารภาพว่าเมื่อครู่แกล้งทำไปงั้นเอง~
เธอเดาอยู่แล้วว่าเย่ฟางไม่เอา ไม่ว่าสีจะเหมาะกับเธอหรือไม่ เธอก็คงไม่รับอยู่ดี เพราะเครื่องประดับชุดนี้ดูมีราคาแพง
'ของขวัญที่มอบให้ในฐานะผู้น้อย การให้โสมที่ขุดมาได้เองก็ถือว่าดีมากแล้ว จะให้เครื่องประดับที่ซื้อมาในราคาสูง คนที่มีความคิดหน่อยก็คงไม่รับเป็แน่'
“คนเ้าเล่ห์” เย่ฟางหัวเราะแล้วจิ้มหน้าผากของฮวาเจาเบาๆ
“ซื้อมาเท่าไหร่?” เธอถาม
“สองพันค่ะ” ฮวาเจาตอบ
เย่ฟางขมวดคิ้ว “แพงไปหน่อยนะ” เครื่องประดับชุดนี้มีมูลค่าแค่หนึ่งพันถึงหนึ่งพันห้าร้อยหยวนเท่านั้นเอง
“คืออย่างนี้ค่ะ...” ฮวาเจาเล่าเื่ราวที่เจอมาตอนกลางวันให้เย่ฟางฟัง แล้วถามว่า “คุณป้าคะ ไอ้หลานหลานอะไรนั่น เป็ลูกหลานใครเหรอคะ? ฉันจะสร้างปัญหาให้ที่บ้านไหมคะ?”
เย่ฟางทำหน้าลำบากใจ “เธอไม่ได้สร้างปัญหาให้ที่บ้านหรอกจ้ะ ถ้าจะมีก็เป็เย่เซินที่สร้าง เพราะเขาหล่อเกินไป!”
“ใช่ๆ ค่ะ!” ฮวาเจาพยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรง
เย่ฟางหัวเราะอีกแล้ว 'ไม่คิดเลยว่าเสี่ยวเซินจะหาภรรยาแบบนี้ได้ อบอุ่น น่ารัก ไม่เหมือนเขาเลยสักนิด แต่ก็เข้ากันได้เป็อย่างดี'
'เขาว่ากันว่าคู่สามีภรรยาแบบนี้แหละที่เหมาะสมที่สุดกระมัง เธอตั้งตารอคอยเลยทีเดียว'
“นั่นคือเฮ่อหลานหลันกับฉีหลิงหลิง” เย่ฟางอธิบาย “ตระกูลเฮ่อ เคยแสดงท่าทีว่าจะแต่งงานกับตระกูลเย่ แต่พวกเราไม่เห็นด้วย”
นี่เป็สิ่งที่ตระกูลเย่ทั้งหมดไม่เห็นด้วย ตระกูลเฮ่อมีนิสัยไม่ค่อยดีนัก ไม่ได้อยู่ในเส้นทางเดียวกันกับพวกเขา
“แน่นอนว่าเย่เซินเองก็ไม่เห็นด้วย” เย่ฟางหัวเราะ “เด็กคนนั้น เมื่อก่อนในสายตาไม่มีผู้หญิงคนไหนเลย มองใครก็ไม่ถูกใจไปเสียหมด”
ฮวาเจาหัวเราะอย่างเขินอาย 'เมื่อสามเดือนก่อน เธอก็ยิ่งไม่ถูกใจเข้าไปใหญ่... ไม่ใช่แค่ไม่ถูกใจ แต่ยังน่ารำคาญอีกด้วย!'
“ส่วนฉีหลิงหลิง ที่จริงแล้วเธอคนนี้ก็มีความเกี่ยวพันกับเธออยู่บ้างนะ” เย่ฟางกล่าว
“เกี่ยวพันอะไรคะ?” ฮวาเจาถามจบก็คิดได้ว่าอีกฝ่ายแซ่ฉี “ตระกูลฉี? ฉีเสี้ยวเสียนอย่างนั้นหรือคะ?”
“ฉลาด” เย่ฟางมองเธออย่างชื่นชม “เธอเป็หลานสาวของพี่ชายคนโตของฉีเสี้ยวเสียน ฉีเสี้ยวเสียนมีพี่ชายสองคน พี่ชายคนโตมีลูกชายสองคน คือฉีเจียง กับฉีชวน ทั้งสองคนมีลูกสาวคนเดียว คือฉีหลินหลินและฉีหลิงหลิง”
“พี่ชายคนที่สองของฉีเสี้ยวเสียนมีลูกสาวสามคน ลูกเขยทั้งสามคนก็ล้วนเก่งกาจมาก่อน ตอนนี้... ก็ไม่แน่ใจนัก”
“ส่วนฉีเสี้ยวเสียนเอง เธอรู้จักใช่ไหมจ๊ะ?” เย่ฟางถาม
“รู้จักค่ะ เขามีลูกชายหนึ่งคนลูกสาวหนึ่งคน คือฉีเป่ากั๋ว และฉีซูหลัน” ฮวาเจาตอบ
เย่ฟางพยักหน้า “ฉีชวนล้มป่วยไปเมื่อไม่กี่วันก่อน”
แม้ว่าเธอจะเป็หมอ แต่ด้วยภูมิหลังของเธอและสามีก็มีตำแหน่งไม่น้อย ทำให้เธอคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวเบื้องบนอยู่เสมอ
“ฉีเจียง อยากเอาตัวรอดก็คงยาก ส่วนผู้ชายคนเดียวในตระกูลฉีรุ่นที่สามอย่างฉีเป่ากั๋วก็ยังไม่ขึ้นมามีอำนาจ” เย่ฟางกล่าวต่อ “ดังนั้นครอบครัวพวกเขาถึงได้รีบร้อน อยากจะหาคนช่วย ถ้าพวกเขารู้ว่าเธอแต่งงานกับเย่เซิน...”
ฮวาเจารีบส่ายหน้า “พวกเขารู้ว่าฉันแต่งงานกับเย่เซิน แต่ไม่รู้ว่าฉันเป็ใครใช่ไหมคะ? พวกเขาอยากให้คุณปู่กลับไป คงไม่ใช่เพราะความจริงใจสักเท่าไหร่ จะมีแก่ใจมาสนใจคนที่เป็ภาระอย่างฉันทำไม”
“ถึงรู้ก็ไม่กลัวค่ะ ฉันจะไม่ขอร้องให้พวกเขา และหวังว่าตระกูลเย่จะไม่ลำบากใจเพราะฉัน” ฮวาเจาตอบอย่างหนักแน่น
เย่ฟางยิ้ม ไม่พูดอะไร 'เธอไม่ได้เป็คนเห็นแก่ตัว ห่วงแต่บ้านตัวเอง ไม่สนใจบ้านสามี เสี่ยวเซินหาภรรยาคนนี้มาดีจริงๆ'
---
เช้าวันรุ่งขึ้น เย่ฟางลางานเป็พิเศษ พาฮวาเจาเข้าไปในเมือง มายังบริเวณที่ไม่อนุญาตให้สร้างอาคารสูง
บริเวณนี้ใกล้กับพิพิธภัณฑ์ จึงมีการจำกัดความสูงของอาคาร
หลังจากเดินผ่านตรอกซอกซอยอันยุ่งเหยิง ก็มาถึงตรอกที่เงียบสงบ
จากความกว้างของตรอกก็พอจะดูออกว่าไม่ธรรมดา ตรอกอื่นแคบๆ พอให้รถจักรยานวิ่งได้แค่สองคัน แต่ที่นี่สามารถให้รถม้าวิ่งผ่านได้อย่างสบายๆ
ดูแล้วเมื่อก่อนต้องเป็ที่อยู่อาศัยของคนมีฐานะเป็แน่
เดินไปเดินมา ฮวาเจาเห็นว่าตัวเองเดินผ่านจวนอ๋อง แล้วก็วัง
ที่นี่ในตอนนี้เป็อาคารที่ได้รับการอนุรักษ์ แต่ยังไม่ได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชม ตรอกจึงยิ่งเงียบสงบ
เดินไปอีกหน่อย กำแพงสีแดงและหลังคาสีเหลืองก็เลือนหายไป กลายเป็อิฐสีเขียวและกระเบื้องสีเทาธรรมดาๆ
ฮวาเจาเห็นชาวบ้านหลายคนออกมาจากประตูเล็กๆ บ้างใหญ่บ้าง แล้วก็ปิดประตูให้สนิท
'ดูแล้วไม่ได้อาศัยอยู่ในตรอกซอกซอย ตรอกซอกซอยมีประตูก็เหมือนประตูเมือง นอกจากตอนกลางคืนจะไม่ปิด'
ชายชราคนหนึ่งสวมเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้ม ถือกรงนก เดินมาอย่างสบายๆ เมื่อเห็นเย่ฟางก็ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วก็ยิ้มจนหน้าบาน “โอ้~ ฟางเอ๋อร์กลับมาแล้วรึนี่?”
“ใช่ค่ะ ลุงหวัง ฉันพาภรรยาของเย่เซินมาดูบ้าน ลุงออกไปเดินเล่นเหรอคะ? ดีจัง สุขภาพดูแข็งแรงขึ้นเลย!”
“หืม? ภรรยาของเย่เซิน? ข้าขอดูหน่อย” ชายชราหรี่ตามองฮวาเจา ครู่หนึ่งก็พยักหน้า “สวยจริงๆ! เข้ากับอาเสิ่นของพวกเราเหลือเกิน! ย่ารู้เข้า คงดีใจแน่ๆ! ย่าเขาชอบคนสวยๆ”
ชายชราพูดพลางน้ำตาคลอเบ้า
เขาอาศัยอยู่ที่นี่มาั้แ่เด็ก เรียกได้ว่าเติบโตมาพร้อมกับย่าของเย่เซินเลยทีเดียว
“ลุงหวัง ว่างๆ มานั่งเล่นที่บ้านนะคะ ให้ภรรยาของเย่เซินทำขนมถั่วให้ทาน รับรองว่าอร่อยเหาะ!” เย่ฟางกล่าว
แม้ว่าเธอจะยังไม่รู้ว่าฮวาเจาทำขนมถั่วเป็หรือไม่ แต่ก็ไม่เป็ไร เธอเชื่อว่าฮวาเจาต้องเรียนรู้ได้อย่างแน่นอน แถมยังทำได้อร่อยมากด้วย!
“ดีเลย งั้นพรุ่งนี้ฉันไป” ผู้เฒ่าหวังพูด “ย่าของเขาไม่มีบุญ ได้กิน ฉันกินแทนให้เอง”
“ดีค่ะ พรุ่งนี้เช้ามานะคะ” เย่ฟางคุยกับชายชราอีกสองสามคำ ก็พาฮวาเจาเดินต่ออย่างช้าๆ
ชายชราก็หันกลับมามองเธอสองคนเป็ระยะๆ
“ดูท่าว่าคืนนี้เราสองคนคงต้องพักอยู่ที่นี่แล้ว” เย่ฟางกล่าว “ดีที่บ้านหลังนี้ฉันทำความสะอาดอยู่บ่อยๆ ยังพออยู่ได้”
พูดจบ ทั้งสองก็มาถึงหน้าประตูไม้สีดำสนิท ประตูไม่ใหญ่โตเท่ากับวัง แต่ก็กว้างกว่าสองเมตร กว้างขวางน่าดู แถมฮวาเจาพิจารณาแล้ว คิดว่าประตูนี้อาจจะมีการแก้ไขในภายหลัง ความจริงน่าจะกว้างใหญ่กว่านี้มาก
ลานบ้านเป็ลานสี่เหลี่ยมสองชั้นมาตรฐาน มีการแกะสลักลวดลายงดงาม อิฐสีเขียวปูพื้น ลานด้านนอกสะอาดสะอ้าน ว่างเปล่า ไม่มีสิ่งใดวางอยู่ ส่วนลานด้านในกลับมีต้นองุ่นแผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมไปครึ่งลานอย่างร่มรื่น
“นี่เป็ต้นไม้ที่แม่ของฉันปลูกไว้เมื่อตอนเด็กๆ มีอายุหลายสิบปีแล้ว” เย่ฟางลูบไล้ต้นองุ่นเบาๆ “แก่แล้ว ไม่ออกผลแล้ว แต่หวังว่าเธออย่าตัดมันทิ้งนะ”
“ไม่ตัดหรอกค่ะ ไม่ตัด” ฮวาเจาลูบเถาองุ่นที่แข็งแรง “มันไม่ได้แก่หรอกค่ะป้า มันแค่ขาดสารอาหาร เดี๋ยวฉันจะเปลี่ยนดินสำหรับปลูกองุ่นโดยเฉพาะให้มัน รับรองว่ามันจะกลับมามีชีวิตชีวา ออกผลดกแน่ๆ”
เย่ฟางยิ้ม 'เป็เด็กดีจริงๆ'
“ไม่เชื่อเหรอคะ? ฉันปลูกองุ่นเก่งมากนะ องุ่นบ้านฉันออกลูกเป็สองร้อยพวง เย่เซินเคยกินองุ่นแห้งของฉัน เขาบอกว่าอร่อยมาก เขียนจดหมายมาขอฉันเลยนะ”
“จริงเหรอ? นั่นก็แปลกนะ เสี่ยวเซินไม่เคยชอบกินของหวานเลย” เย่ฟางยังไม่ค่อยเชื่อ 'เขียนจดหมายมาขอเชียวหรือ? บางทีอาจจะเป็แค่การหยอกล้อกันของคู่รักหรือเปล่า'
“จริง ๆ นะคุณป้า เธอปลูกองุ่นเก่งมาก!”
เสียงทุ้มนุ่มลึกดังขึ้น ฮวาเจารู้สึกขนลุกซู่ หันขวับไปทันที
เย่เซินะโลงมาจากกำแพงอย่างคล่องแคล่ว
“อ๊ะ คุณกลับมาแล้ว!” ฮวาเจาดีใจจนวิ่งเข้าไปกอดเขาเต็มแรง
ใบหน้าของเย่เซินแดงก่ำในทันที เขาหันไปมองคุณป้าอย่างเขินอาย แล้วก็กอดสาวน้อยที่กำลังตื่นเต้นอยู่ในอ้อมแขน
'ดีใจขนาดนี้เลยเหรอ......'
เย่ฟางหัวเราะ “น่าอายจริงๆ”
เย่เซินยิ่งเขินอายมากขึ้น แต่เขาก็รู้สึกประหลาดใจ 'คุณป้าไม่ได้ทำหน้าบึ้งอีกแล้ว แต่กลับ “ซุกซน” แบบนี้?'
'ั้แ่เกิดเื่นั้น เขาก็ไม่เคยเห็นคุณป้าเป็แบบนี้อีกเลย'
รอยยิ้มของเย่ฟางหายไปในพริบตา
ฮวาเจาเองก็เพิ่งรู้สึกตัวว่ายังมีคนนอกอยู่ และใน่นี้คู่รักก็ไม่ควรจะเดินใกล้กัน หรือจับมือกันในที่สาธารณะ ไม่อย่างนั้นจะต้องโดนเขียนป้ายประจาน โดนด่าว่าไม่อาย!
“คุณบอกคุณป้าสิคะว่า องุ่นที่ฉันปลูกอร่อยแค่ไหน?” ฮวาเจาเปลี่ยนเื่แล้วเขย่าแขนเสื้อของเย่เซิน
'ปล่อยมือไม่ได้จริงๆ ... อีกอย่างเขาไม่รู้ว่าวันหยุดจะมีกี่วัน เธอต้องรีบทำคะแนน!'
“ใช่ครับ เสี่ยวฮวาดีมาก...ไม่ใช่ เสี่ยวฮวาปลูกองุ่นเก่งมาก” พอโดนคุณป้าเย้า ใบหน้าของเย่เซินก็ยิ่งแดงระเรื่อ
“จ้ะๆ ฉันรู้แล้วจ้ะ บ้านเธอเสี่ยวฮวานี่ดียอดเยี่ยมไปเลย” เย่ฟางหัวเราะเสียงดังอย่างมีความสุข
