บทที่ 89 เก้ากระบี่ไร้เทียมทาน
เมื่อมีการป้องกันของไข่มุกธาตุไฟ แม้บอกไม่ได้ว่าเป็เื่ที่ไร้ข้อผิดพลาด แต่ก็ทำให้จางอวิ๋นถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่ในหัวยังคงคิดไตร่ตรองหาเปลวไฟที่ปล่อยพลังความเย็นเยือกอย่างไร้ที่สิ้นสุดนั้นว่า มันคืออะไรกันแน่ แต่ทันใดก็รู้สึกถึงบางสิ่งแปลกๆ ภายนอก และในขณะเดียวกันก็ได้ยินเสียงอุทานด้วยความใจากลูกศิษย์ในตระกูล
และเพียงพริบตาเดียว ก็สังเกตเห็นว่ากระบี่แสงเปลวเพลิงสีแดงทั้งสี่แสงที่ปิดล้อมตัวเอง ได้หายไปแล้ว และแทนที่ด้วยกระบี่สีแดงขนาดใหญ่ที่เชื่อมระหว่างฟ้ากับดิน ซึ่งยาวหลายสิบฉื่อ ทำลายความว่างเปล่าให้แตกกระจายด้วยคมมีดอันร้อนแรง ที่ฟันลงมาอย่างแรงกล้า!
ถึงแม้จางอวิ๋นจะรู้อยู่แล้วว่า เด็กหนุ่มจากตระกูลลู่ผู้นี้กล้าที่จะประชันกับเขา จะต้องมีฝีมือที่ไม่ธรรมดาแน่นอน แต่คิดไม่ถึงว่า อีกฝ่ายจะสามารถใช้วิชากระบี่ได้ถึงเพียงนี้ แม้ว่ากระบี่เล่มนี้จะดูเหมือนเคล็ดวิชากระบี่ั์ก็ตาม แต่สามารถเปลี่ยนกระบี่บิน ให้กลายเป็กระบี่ขนาดใหญ่เช่นนี้ได้ คงต้องใช้พลังปราณมหาศาล
ทว่าเด็กหนุ่มจากตระกูลลู่ คงไม่มีทางพลังปราณมากถึงเพียงนั้นได้ ดังนั้นมันจึงมีความเป็ไปได้เพียงหนึ่งเดียว ก็คือนี่ไม่ใช่เคล็ดวิชากระบี่ั์ แต่จะเป็คาถาชนิดใดนั้น ก็ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว แต่เมื่อเห็นถึงอานุภาพของคมกระบี่ ต่อให้เขาจะเชื่อมั่นต่อกำไลเฉียนคุนของตัวเองสักเพียงใด แต่ก็ไม่ยอมเข้าไปใกล้เกราะป้องกันนั้น
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ จางอวิ๋นก็เลิกดูถูกศัตรู และใช้กำลังทั้งหมดเพื่อยื้อยุดกับลู่อวี่
แม้ว่าตระกูลจางของจางอวิ๋นจะมีประวัติความเป็มา และพื้นฐานตระกูลด้อยกว่าตระกูลลู่ไม่รู้กี่เท่า แต่ก็ยังเป็ตระกูลเก่าแก่ที่สืบทอดกันมาหลายร้อยปี ตอนนี้ยังได้รับความช่วยเหลือจากตระกูลเจียงอีก แล้วจะให้เด็กหนุ่มปริศนาจากตระกูลลู่กำราบได้อย่างไร?
เวลานี้ ไฟแท้หนิงคงของลู่อวี่โจมตีโดนกำไลเฉียนคุนเข้าให้แล้ว แต่กลับส่งผลกระทบต่อมันได้น้อยนิดแม้ว่าจะมีกลิ่นอายความเย็นะเืจำนวนมากทะลุเข้าไปในนั้น แต่ส่วนใหญ่ก็ถูกไข่มุกธาตุไฟสกัดกั้นเอาไว้ และไม่ได้สร้างภัยคุกคามต่อจางอวิ๋นแม้แต่น้อย
แต่อย่างไรก็ตาม เดิมทีลู่อวี่ไม่ได้ตั้งใจใช้ไฟแท้หนิงคงเพื่อควบคุมศัตรูอยู่แล้ว เขาเพียง้าใช้วิธีนี้เพื่อควบคุมจางอวิ๋นเท่านั้น และวิธีการที่แท้จริงในการเอาชนะศัตรู ยังคงเป็กระบี่บินเปลวเพลิงสีแดง
ในชาติก่อนหน้านี้ ลู่อวี่ได้รับเคล็ดวิชาลับของวิทยายุทธ์การต่อสู้มานับไม่ถ้วน แต่ละอย่างยังเป็เคล็ดวิชาลับที่ล้ำค่าและหายากยิ่ง ในนั้นไม่เพียงแต่มีวิทยายุทธ์ของการฝึกฝนบำเพ็ญเพียรเท่านั้น แต่ยังมีเคล็ดวิชากระบี่อยู่อีกไม่น้อย
สิ่งที่ลู่อวี่ใช้ในตอนนี้ คือหนึ่งในเคล็ดวิชากระบี่นามว่า “เก้ากระบี่ไร้เทียมทาน” ซึ่งได้มาจากเคล็ดวิชากระบี่พื้นฐานที่มีชื่อเรียกว่า 《คัมภีร์กระบี่ไร้เทียมทาน》แม้จะเป็เพียงเคล็ดวิชากระบี่พื้นฐาน แต่พลังของมันไม่ได้ด้อยไปกว่าเคล็ดวิชากระบี่ที่โด่งดังไปทั่วทั้งใต้หล้า แม้จะมีเพียงเก้ารูปแบบเท่านั้น แต่ทุกกระบวนท่าล้วนแฝงไปด้วยความลึกลับไม่รู้จบ ลู่อวี่เองก็เข้าใจเป็ระยะๆ ในขณะที่ฝึกฝนเมื่อไม่นานมานี้ ทว่าเข้าใจเพียงกระบวนท่าที่สามเท่านั้น
และสิ่งที่ใช้อยู่ตอนนี้คือกระบวนท่าแรกเรียกว่า “กระบี่ทะลวงฟ้า” และเมื่อใดที่นำออกมาใช้ พลังของมันไม่เพียงเหนือชั้นกว่าเคล็ดวิชากระบี่ั์เท่านั้น แต่ยังแฝงไปด้วยความหมายอย่างไร้ที่สิ้นสุดอีกด้วย
โดยเฉพาะเก้ากระบี่ไร้เทียมทานนี้ ขอเพียงมีพลังยุทธ์ขั้นเข้าสู่ประตูแห่งธรรม ก็สามารถฝึกฝนและใช้การได้ ซึ่งมันมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพลังยุทธ์ในตัว หากพลังยุทธ์ยิ่งสูง ก็ยิ่งมีพลังปราณและเวทมนตร์คาถามากขึ้น และอานุภาพก็จะยิ่งมากขึ้นไปด้วย และการที่ลู่อวี่สามารถใช้กระบี่ศักดิ์สิทธิ์ไร้เทียมทานที่ทรงพลังเช่นนี้ได้ ก็เป็เพราะพลังปราณอันบริสุทธิ์ยิ่ง ที่ได้รับการฝึกฝนจาก “เคล็ดวิชาไท่ซั่งฮุ่นหวันเจินฝ่า” อีกทั้งยังมีความรวดเร็วในการฟื้นตัวไม่น้อย และเขาในฐานะที่เป็คนปรุงโอสถขั้นห้า ย่อมต้องมียาอายุวัฒนะสายฟ้าฟื้นฟูชนิดต่างๆ อยู่ในตัวนับไม่ถ้วนอยู่แล้ว ก็เป็ปกติที่จะไม่กลัวการนำมาใช้ในการต่อสู้เช่นนี้
เพียงแต่ จางอวิ๋นไม่สามารถยืนนิ่งอยู่ได้ และปล่อยให้กระบี่แสงของลู่อวี่เข้ามาโจมตีตามใจชอบ ทันทีที่ร่างกะพริบหายวับไปในอากาศ ในเวลาเดียวกันก็สั่งการให้กำไลเฉียนคุนมีขนาดใหญ่ขึ้น และเข้าโจมตีลู่อวี่เช่นเดียวกัน
ในเวลานี้ ทั้งจางอวิ๋นและลู่อวี่ต่างก็ไม่มีใครยอมออมมือให้กัน ลู่อวี่ใช้กระบี่เปลวไฟสีแดงต่อสู้พัวพันกับกำไลเฉียนคุนของประมุขตระกูลจางอุตลุด เสียงของทองคำและเหล็กปะทะกันดัง “ติง ตัง” ไม่หยุด ส่งเสียงดังสั่นะเืไปไกลหลายลี้ ผู้ที่มีพลังยุทธ์ไม่ถึงกับเวียนหัวตาลาย เมื่อัักับพลัง แต่กลับทำตัวไม่ถูกเมื่อได้ยินเสียงนี้
ไม่เพียงเท่านั้น การต่อสู้กันด้วยกระบี่และกำไลของผู้มีพลังยุทธ์ทั้งสอง ทางจางอวิ๋นเองที่อยู่กลางอากาศ ก็ใช้เคล็ดวิชาของตนเองโจมตีลู่อวี่อย่างต่อเนื่องราวกับไม่เสียดายเงินทอง ทางด้านลู่อวี่เองก็เอาคืนกลับไปด้วยวิธีเดียวกัน เขาเหาะเหินขึ้นไปกลางอากาศ โดยใช้ไฟแท้หนิงคงแปลงเป็อาวุธชนิดต่างๆ เพื่อโจมตีคืน
บรรดาผู้คนที่เฝ้าดูอยู่ไกลๆ แต่ละคนถึงกับตกตะลึงอ้าปากค้าง นักพรตส่วนใหญ่คิดไม่ถึงว่า เด็กหนุ่มจากตระกูลลู่ผู้นี้ จะสามารถต่อสู้กับประมุขตระกูลจาง ซึ่งเป็ยอดฝีมือขั้นตงซวนผู้หนึ่งได้อย่างเท่าเทียมกัน แม้ในตอนแรกเริ่มจะยังคงได้เปรียบอยู่เล็กน้อย แต่ตอนนี้เมื่อเห็นพวกเขาทั้งสองต่อสู้กันด้วยไฟแท้ ผลพวงที่ตามมาจากการต่อสู้ ทำให้พวกเขาเหล่านี้ต้องล่าถอยอย่างไม่มีทางเลือก
จะไม่ให้ใได้อย่างไรเล่า
ทันใดนั้นก็มีเสียงดังสนั่นขึ้นมาอีกครั้ง เพราะเคล็ดวิชาที่จางอวิ๋นและลู่อวี่ปล่อยออกมานั้นปะทะกันอย่างแรงกลางอากาศ ทำให้ท้องนภาของเป่ยหยวนเต็มไปด้วยเปลวเพลิง
ใบหน้าของลู่อวี่ซีดเผือดลงเล็กน้อย ก่อนจะหยิบยาหุยหยวนเป่าเม็ดหนึ่งออกมากินตามไปด้วย จากนั้นก็ฟื้นตัวกลับมาเป็ปกติในทันที ในทางกลับกัน ทางด้านจางอวิ๋น แม้ว่าระดับพลังยุทธ์ของเขาจะเหนือกว่าลู่อวี่ไม่น้อย แต่กลับหอบหายใจถี่ยิบในเวลานี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เห็นลู่อวี่กินยาเม็ดนั้นแล้วฟื้นตัวกลับมาปกติอีกครั้ง ราวกับว่าไม่เป็อะไร และหลังจากเขากินมันเข้าไปอีกครั้ง จางอวิ๋นก็โกรธเกรี้ยวจนแทบจะกระอักเืออกมา หากเป็เช่นนี้ต่อไป แล้วยังจะต่อสู้กันไปด้วยเหตุใด แม้ว่าเขาจะเป็ถึงประมุขตระกูลจาง แต่ในเื่ยาอายุวัฒนะก็ไม่ได้มีอยู่อย่างเหลือเฟือ หรือคิดอยากจะกินยามใดก็กินได้เหมือนกับลู่อวี่?
หากอยู่ในสภาพเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าต่อให้พลังยุทธ์ของเขาอยู่ในขั้นตงซวน ก็คงไม่อาจยืนหยัดอยู่ได้นาน ทว่าต่อให้จะตระหนักถึงสิ่งนี้ ก็ไม่มีหนทางจะเปลี่ยนแปลงมันได้ ประการแรก เขาไม่มียาอายุวัฒนะเพื่อฟื้นฟูกำลัง ประการที่สอง แม้ว่าการเผชิญหน้ากับเด็กหนุ่มจากตระกูลลู่ผู้นี้ ที่มีพลังยุทธ์เพียง่กลางของขั้นฟันฝ่า แต่เปลวไฟสีน้ำเงินที่ปกป้องตัวเองนั้น มันก็ยากที่จะจัดการได้ กระบี่แสงที่พุ่งเข้ามาโจมตี ก็ดูเหมือนจะทวีความรวดเร็ว และมีพลังมากยิ่งขึ้นเช่นเดียวกัน ทำให้เขาได้รับาเ็จากคมกระบี่หลายครั้ง
เมื่อเวลานี้เห็นกระบี่แสงเปลวเพลิงสีแดงปรากฏขึ้นตรงหน้าอีกครั้งด้วยความลึกลับ อย่างที่ไม่อาจพรรณนาออกมาได้ ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องโยนกำไลเฉียนคุนออกไปต้านทานมันอีกครั้ง เพราะไม่มีหนทางอื่นอีกแล้ว
ทางด้านลู่อวี่นั้นกลับรู้สึกตรงกันข้าม เขามีความสุขไม่น้อย เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่เพียงแต่ควบคุมกระบี่บินคล่องตัวมากขึ้นเท่านั้น แต่กลับความเข้าใจเคล็ดวิชากระบี่ไร้เทียมทาน จนพัฒนาฝีมืออย่างก้าวะโมากขึ้นอีกด้วย จากเคยงุ่มง่ามเมื่อแรกเริ่ม ก็กลายเป็คล่องแคล่วในภายหลัง จนตอนนี้กลายเป็เชี่ยวชาญมันไปแล้ว แม้ว่าเขาจะโต้ตอบกับประมุขตระกูลจาง ด้วยกระบวนท่าแรกมาตลอดในครั้งแรกนั้น แต่ความรู้สึกพัฒนาและก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้เขาถอนตัวไม่ขึ้น
เพียงคิดว่าจะเอาชนะจางอวิ๋นได้ในเวลาอันสั้น หากไม่ใช้วิธีการที่ทรงพลังกว่านี้คงเป็ไปได้ยากยิ่ง และครั้งนี้ก็มาที่นี่ เพื่อออกหน้าแทนตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวนด้วย แม้ว่าจุดประสงค์ในการต่อสู้ครั้งนี้จะมาเพื่อการฝึกฝน แต่หากยื้อเวลาไปนานเข้า คงดูไม่งามสักเท่าไร
ดังนั้น ทันทีที่ลำแสงจากกระบี่แวบวาบ กระบวนท่าวิชากระบี่ในมือก็พลันเปลี่ยนไป จากกระบี่แสงที่ยาวกว่าสิบฉื่อก็หดกลับมาอย่างรวดเร็ว และหดขนาดเล็กลงจากความยาวที่มากกว่าสิบฉื่อ กลายเป็ลำแสงสีแดงที่ยาวเท่ากับนิ้วเดียว ซึ่งรวดเร็วจนยากที่จะแยกแยะได้ด้วยตาเปล่า และบินพุ่งเข้าหาจางอวิ๋นท่ามกลางสายฟ้าแลบ เรียกว่า ไฟแห่งหินเหล็กไฟ
แม้แต่สายตาที่แหลมคมของจางอวิ๋นก็แทบจะจับสังเกตไม่ได้ด้วยซ้ำ กำไลเฉียนคุนในมือของเขาคืออาวุธวิเศษคู่กาย เดิมทีจะมีไหวพริบที่ดีมาก แต่การเคลื่อนไหวของลู่อวี่มันเร็วมากเกินไปจริงๆ กล่าวได้ว่าเหนือความคาดหมายไปแล้ว และเขาเองก็คิดไม่ถึงว่า กระบี่แสงของลู่อวี่จะสามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็เช่นนี้ได้ด้วย ดังนั้นจึงไม่ทันเปลี่ยนวิธีการรับมือได้ทัน แม้แต่จะหลบยังทำไม่ได้ จึงทำได้เพียงปล่อยอาวุธวิเศษและยันต์ในตัวออกมาป้องกันตัวอย่างต่อเนื่อง ทำเหมือนกับว่าเป็ของไร้ค่าไม่มีราคา
กระบี่แสงเปลวเพลิงสีแดงเล็กๆ นั้นก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก ทว่า คำว่าเร็วเพียงคำเดียว ก็ทำให้จางอวิ๋นตื่นตระหนกทำตัวไม่ถูกได้ในทันที แต่ลู่อวี่กลับรู้สึกไม่พอใจ ดังนั้นกระบวนท่าของกระบี่แสงนี้จึงสลับเปลี่ยนเป็กระบวนท่าที่สองของ “เก้ากระบี่ไร้เทียมทาน” ที่มีชื่อเรียกว่า “กระบี่เซียวเหยา” ซึ่งหมายถึงอิสระ ไร้การควบคุม แต่เนื่องจากความเร็วของกระบี่ที่มีมากเกินไป จึงทำให้ลู่อวี่ไม่สามารถควบคุมวิถีของกระบี่แสงให้มั่นคงได้ ดังนั้น จึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องจู่โจมจางอวิ๋นให้รวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
แม้ว่าลู่อวี่จะไม่สามารถควบคุม “กระบี่เซียวเหยา” ได้อย่างเต็มที่ แต่กระบี่แสงนี้ไม่เพียงแต่รวดเร็วมากเท่านั้น ยังควบแน่นและแข็งแกร่งอีกด้วย ไข่มุกธาตุไฟของจางอวิ๋น ฝืนต้านทานได้เพียงครึ่งลมหายใจก็ถูกตัดขาด เป็เพราะ ไข่มุกธาตุไฟนี้ต้านการโจมตีเมื่อครู่นี้มาไม่น้อยแล้ว แม้ว่ามันจะไม่แข็งแกร่ง แต่วัตถุนี้จะเน้นที่พลังในตัวของมันเป็หลัก ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับพลังยุทธ์ของผู้ใช้ ดังนั้น มันจึงขาดได้อย่างง่ายดายด้วยคมกระบี่นี้
แต่เวลานี้จางอวิ๋นรู้ตัวแล้ว และคิดจะใช้กำไลเฉียนคุนป้องกันตัวเอง หากเป็เช่นนี้ ลู่อวี่ก็อย่าได้คิดว่าจะสามารถยุติการต่อสู้ได้ในเวลาอันสั้น ดังนั้น แม้ว่าเขาจะเชี่ยวชาญการใช้ “กระบี่เซียวเหยา”เพียงผิวเผินเท่านั้น แต่ยังคงสั่งการกระบี่แสง ให้กลายร่างเป็กระบี่แสงเปลวเพลิงสีแดงหนาสองชุ่นได้สองแสง และทันทีที่มันเข้าโจมตีประมุขตระกูลจาง อีกแสงหนึ่งก็จะเข้าพันกำไลเฉียนคุนไว้ และในระหว่างที่ปะทะกัน ก็เกิดเสียงเหล็กชนกันสนั่นอย่างดุเดือดและรุนแรง ราวกับฝนพายุที่โหมกระหน่ำจากท้องฟ้า
เมื่อครู่นี้จางอวิ๋นก็หายใจไม่คงที่แล้ว แม้ว่าเขาจะยังสามารถยืนหยัดต่อไปได้ แต่สภาพจิตใจไม่ได้สงบนิ่งเหมือนตอนเริ่มต้นแล้ว ทันทีที่รู้ว่ากำไลเฉียนคุนของตนเองถูกสกัดกั้น ก็ตื่นตระหนกขึ้นมาทันที
จะให้เขาไม่ตื่นตระหนกได้อย่างไร ในเวลาไม่ถึงหนึ่ง่ลมหายใจ กระบี่แสงเปลวเพลิงสีแดงนั้นของลู่อวี่ ก็ทะลุผ่านด่านป้องกันทั้งสามของจางอวิ๋นอีกครั้ง จนเหลือด่านป้องกันเพียงสองด่านเท่านั้น และเหมือนจะเดาผลลัพธ์ได้ในทันใด หากคิดหาวิธีไม่ออก ลมหายใจต่อมา ไม่ว่าอย่างไร ตัวเขาคงไม่สามารถต้านทานมันไว้ได้แน่
จางอวิ๋นคิดได้เช่นนี้ ก็หยุดสงสัย จากนั้นก็ล้วงหยิบเอาของสิ่งหนึ่งออกมาจากแหวนลับทันที มันคือแร่หินสีเงินอีกชิ้น แล้วโยนมันไปทางกระบี่แสงเปลวเพลิงสีแดงทันทีโดยไม่คิดไตร่ตรองใดๆ และในเวลาเดียวกันก็สับเปลี่ยนเคล็ดวิชาด้วยความรวดเร็ว
“เพล้ง เพล้ง เพล้ง!” หลังจากเสียงดังกระทบทั้งสามดังติดต่อกัน ในที่สุดจางอวิ๋นก็ถอนตัวออกห่างไปไกลด้วยใบหน้าซีดเซียว และจ้องมองไปทางลู่อวี่ด้วยความโกรธแค้น ในใจก็ไม่อยากจะเชื่อว่า อีกเพียงนิดเดียวเขาจะถูกผู้าุโน้อยตรงหน้าที่ไม่ทราบชื่อแซ่ฆ่าตายแล้ว
ลู่อวี่เองก็ไม่สามารถทำอะไรต่อได้ กระบวนท่าที่สอง “กระบี่เซียวเหยา” ที่ฝืนใช้ มันกลืนกินพลังปราณและเวทมนตร์คาถาเป็อันดับสอง แต่สิ่งที่กลืนกินไปมาก กลับเป็สติปัญญาและพละกำลัง มิฉะนั้น ต่อให้จางอวิ๋นจะสามารถหลบหลีกกระบี่นี้ได้ แต่ไม่มีทางหลีกเลี่ยงกระบี่ที่สองได้อย่างแน่นอน
แต่แร่หินสีเงินชิ้นนั้น ที่จางอวิ๋นหยิบออกมาต้านทานกระบี่บินในตอนท้าย มันกลับดึงดูดความสนใจของเขา ในเวลานี้ จึงหยิบมันมาพร้อมกับกระบี่บินของตัวเองมาไว้ในมืออย่างไม่เกรงใจ หลังจากสำรวจดูแล้ว ั์ตาก็ฉายแววประหลาดใจและดีใจไปด้วย แต่ก็ไม่ได้ดูอะไรมาก แล้วเก็บไว้ทันที
ในฐานะปรมาจารย์ปรุงโอสถเมื่อชาติก่อน เขามีนิสัยที่เคยตัวอยู่อย่างหนึ่ง คือชอบสะสมวัตถุหายากและมีค่าบางอย่างมาก คิดไม่ถึงว่าจะมาค้นพบแร่ดีๆ ชิ้นหนึ่งที่นี่ ผนวกกับเพิ่งเอาชนะยอดฝีมือขั้นตงซวนผู้หนึ่งมาได้ จึงมีรอยยิ้มผุดขึ้นมาบนใบหน้าน้อยๆ
แต่เมื่อเงยหน้าขึ้น ก็เห็นใบหน้าบึ้งตึงของจางอวิ๋นจ้องมองตัวเองอยู่ จึงอดหัวเราะเยาะและพูดออกมาไม่ได้ “เหตุใดเล่า? หากเ้าไม่ยอม ข้ายินดีที่จะสู้กับเ้าอีกครั้ง”
“เ้าเป็ใคร? เท่าที่ข้ารู้ ตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวนที่แยกตัวออกมาไม่มีเ้าอยู่!” จางอวิ๋นพูดมาก็มีเหตุผล เป็เพราะที่ตระกูลจางกล้ากดหัวตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวนเช่นนี้ ย่อมต้องเตรียมพร้อมไว้อยู่แล้ว ถึงแม้จะพูดไม่ได้ว่ารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเส้นสายภายในตระกูลลู่ แต่การที่ตระกูลสาขารองแยกตัวออกมาจากตระกูลหลัก เช่นนี้ จะนับว่าพวกเขามียอดฝีมืออะไรกันอยู่ในตระกูล เพราะไปค้นหามาและรู้ชัดเจนดีอยู่แล้วว่า ผู้ที่มีสัมพันธ์อันดีกับตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวนนั้นมีผู้ใดบ้าง
