อีกหลายปีต่อจากนี้ วันที่ 11 เดือนมีนาคมคริสต์ศักราช 2011 จะถูกเรียกให้เป็ ‘วันเทพปรากฏ’
ลานหน้าห้างเทียนฝู่ของเมืองหรงเฉิงก็จะกลายเป็สถานที่ในการบูชาบนบานขอพรของผู้คนวัยรุ่นมากมาย
และในตอนนี้ ที่นี่บนโลกที่เต็มไปด้วยวิทยาการทางวิทยาศาสตร์กำลังเปิดรอยขาดแห่งความลึกลับออกยิ่งนานเข้าสิ่งลึกลับที่ถูกซ่อนเก็บเอาไว้ก็ค่อยๆ ปรากฏออกออกมาเรื่อยๆหนทางแห่งการฝึกศาสตร์ที่ตกต่ำลงในปัจจุบันกำลังจะปรากฏแสงประกายดึงดูดสายตาออกมาในยุคศตวรรษที่ 21 อีกครั้ง
.......
ซินหยวนผิงมองขึ้นไปยังท้องฟ้า รอยยิ้มในแววตาของเธอหายไป
ใบหน้าของหวงเวยเจี้ยนที่ถูกบีบคอเอาไว้จนหายใจยากลำบากเส้นเืของเขานั้นปูดขึ้นมา เมื่อมือที่ใช้จับคอของเขาอยู่ถูกคลายออกเขาก็รีบหายใจเอาอากาศเบาบางเข้าไปสู่ปอดในทันที
สับสน รอคอย ไม่อยากจะเชื่อ เชื่อมั่น ความรู้สึกต่างๆ ซ้อนทับสลับกันผู้คนต่างก็พากันเงยหน้าขึ้นไปยังท้องฟ้า
ภายใต้ท้องฟ้าสีครามด้านในหมู่เมฆหมอกปรากฏดาบรูปทรงราบเรียบหยุดอยู่ที่กลางอากาศ้าของดาบมีหญิงสาวสวมชุดโบราณสีเขียวยืนอยู่ผืนผ้าปลิวไสวทำให้เธอดูราวกับเทพสาวคนหนึ่ง
น้ำเสียงของเธอไพเราะและท่วงท่าก็เต็มไปด้วยความงดงามดวงตาของเธอดูเหมือนลูกแก้วประกายสีสันแต่ทุกคนกลับไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของเธอได้ชัดเจนและไม่ว่าอย่างไรก็ดูเหมือนว่าจะจำไม่ได้เลยว่าเธอหน้าตาเป็อย่างไร
แน่นอนว่า นี่เป็สิ่งที่หลินลั่วหรานตั้งใจทำขึ้น!
เธอไม่สนใจว่าเื่ของนักฝึกศาสตร์จะถูกเปิดโปงปรากฏตัวออกหน้าสู่ผู้คนหรือเปล่าแต่เธอไม่ชอบที่จะให้ผู้คนทั้งประเทศจีนได้รับรู้ ว่าเธอหน้าตาเป็อย่างไรไม่อย่างนั้นเธอก็คงจะต้องหลบเข้าไปในป่าลึกเท่านั้น
“บังเอิญจริงๆ”
ซินหยวนผิงโยนหวงเวยเจี้ยนลงที่พื้น เธอปัดมือของตัวเองไปมาก่อนที่จะทักทายคนที่อยู่บนกลางอากาศอย่างหลินลั่วหราน ราวกับเป็เพื่อนเก่าที่ไม่ได้พบกันมาเนิ่นนาน
แน่นอนว่า ทั้งชีวิตนี้พวกเธอทั้งสองคงจะไม่สามารถเป็เพื่อนกันได้
“พูดมากไร้สาระ...” หลินลั่วหรานมองดูสถานการณ์คร่าวๆเธอไม่ค่อยพึงพอใจกับบรรดากลุ่มคนที่ล้อมรอบมุงดูอยู่นัก
“พ่อ อีกสักพักพาพวกเขาออกไปก่อนเลยนะรวมทั้งเพื่อร่วมชั้นของหลินลั่วตงคนนั้นด้วย พาไปบ้านหลินให้หมดเลย” หลินลั่วหรานใช้จิตความคิดพูดขึ้นกับผู้เป็พ่อ
ผู้เป็พ่อกะพริบตาแสดงให้เห็นว่าเขาเข้าใจแล้ว
หลินลั่วหรานและซินหยวนผิงต่างก็เป็หญิงสาวที่มีรูปร่างท่าทางโดดเด่นออกมาจากผู้คนทั้งสองคือหญิงสาวที่มีหน้าตาสวยงามแตกต่างกัน คนหนึ่งมีดอกบัวเกิดขึ้นในทุกๆย่างก้าว อีกคนหนึ่งก็บังคับดาบบินมา เดิมทีพวกเธอก็ดึงดูดสายตาของผู้คนทั่วทั้งสถานที่ไปจนหมด
แม้ว่ากล้องถ่ายทำของสถานีโทรทัศน์จะพังไปหมดแล้ว แต่ก็ยังไม่อาจจะขัดขวาง‘ความรักในอาชีพ’ ของพวกนักข่าวเหล่านี้ได้พวกเขาจึงพากันหยิบเอาโทรศัพท์ขึ้นมาอัดวิดีโอเอาไว้น่าเสียดายที่ไม่สามารถจะถ่ายทอดสดได้ นี่คือสิ่งที่ดังขึ้นในใจของพวกเขาทุกคน
หลินลั่วหรานไม่ได้ทำลายความหวังของพวกเขาก่อนหน้านี้เธอยังทักทายกันอย่างปกติกับซินหยวนผิงอยู่เลย แต่หลังจากนั้นไม่นานลำแสงสีแดงมากมายก็ร่วงหล่นลงมา พร้อมกับะเิออกกลางอากาศราวกับดอกไม้ไฟและเปลี่ยนกลายเป็หยาดฝนเพลิงตกลงมา!
มันครอบคลุมไปทั่วทั้งสถานที่ ไม่เว้นแม้แต่บริเวณริมขอบของลานกว้างเมื่อเห็นท่าทางการโจมตีแบบนี้ ในหัวของซินหยวนผิงก็เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจนี่คือฝนพลังห่าหนึ่ง และไม่ได้มีความสามารถในการโจมตีเลยแม้แต่น้อยแต่มันกลับทำให้ผู้คนธรรมดาต่างพากันกุมหัวขยับเท้าหนีออกไป
คนเรานั้นอดที่จะเกรงกลัวต่อสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นักข่าว ตำรวจ หรือคนใจกล้าที่มามุงดูพวกเขาไม่รู้ว่าฝนเพลิงที่ตกลงมามีฤทธิ์เป็พิษอย่างพิษงูหรือเปล่าพวกเขาจึงพากันค่อยๆหลบออกจากสถานที่แห่งนี้ไป
นี่เป็ของเหลวที่มีพลังในการกัดกร่อนหรือเปล่า?
ดูเหมือนว่าผู้คนส่วนมากที่อยู่ที่นี่ต่างก็พากันคิดขึ้นมาแบบนี้ทั้งนั้นนายตำรวจหลายสิบนายนั้น มีเพียงแค่ตำรวจอายุน้อยนายหนึ่งที่ไม่ได้หลบไปไหนสายตาของเขามองไปยังสีสันตระการตาเบื้องหน้า เขาเชื่อว่าผู้หญิงที่บังคับดาบมาไม่ใช่คนแบบนั้นแม้ว่าจะไม่ได้พบกันสามสี่ปีแล้วแต่นายตำรวจนายนี้ก็ยังคงสามารถมองออกว่านั่นคือหลินลั่วตงในตอนนั้นเขาเพิ่งจะเรียนจบมาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจก็ได้พบเจอกับเื่ราวแบบนี้เข้า หลินลั่วตงในตอนนี้กับเด็กชายที่ผอมจนเห็นซี่โครงกระดูกนั้นแตกต่างกันมากแต่ท่าทีเล็กๆ น้อยๆ ของเขากลับไม่ได้เปลี่ยนไปเสียเท่าไร ดังนั้นเพียงชั่วครู่เขาก็สามารถนึกถึงหลินลั่วตงขึ้นมาได้...และเป็เช่นเดียวกันเขาสามารถรู้ได้ว่าคนที่จงใจปิดบังใบหน้าเอาไว้คนนั้นก็คือหลินลั่วหราน
ในระหว่างที่ผู้คนต่างพากันวิ่งหนีกระจัดกระจายนายตำรวจหลีกลับยืนสงบนิ่งอยู่ที่เดิม
ในตอนนั้นตัวเขาและหญิงสาวผู้มีจิตใจงามสองคนได้ช่วยเด็กผู้ชายตัวเล็กคนหนึ่งเอาไว้อีกทั้งตอนนี้เด็กคนนั้นก็ดูเหมือนว่าจะเติบโตขึ้นมาได้ดีทีเดียว...ความทรงจำนี้คิดย้อนกลับไปก็เต็มไปด้วยความอบอุ่นนายตำรวจหลีมองไปยังเด็กชายตัวน้อยและกลุ่มคนที่เมื่อสักครู่เพิ่งจะพากันโชว์ความสามารถค่อยๆ พากันหลบออกไปในฝูงคนเขาเองก็ไม่ได้พูดอะไรขึ้นมา
หลังจากที่พวกหลินลั่วตงได้หายตัวไปแล้ว ฝนห่านี้ก็หยุดลง
มันต่างกับของเหลวที่มีฤทธิ์กัดกร่อนอย่างที่พวกเขาคิดอย่างสิ้นเชิงฝนเพลิงห่านี้ เมื่อััเข้ากับร่างกายของคนแล้วไม่นานก็จะดูดซึมเข้าไปในิั ไม่ได้รับความเ็ปแต่มันกลับเป็เหมือนยาบำรุงเสียมากกว่ามันทำให้รู้สึกว่าทั่วทั้งตัวเต็มไปด้วยพลัง จิตใจกระฉับกระเฉงขึ้น หรือแม้กระทั่งโรคเก่าที่เป็มาตลอดก็ดูเหมือนว่าจะดีขึ้นไม่น้อยใน่ไม่กี่วินาที
ฝนวิเศษที่ตกลงมาจากฟ้า มีฤทธิ์ไม่ธรรมดา ผู้หญิงที่ควบคุมดาบคนนั้นหรือว่าเธอจะเป็เทพสาวจริงๆ?
เมื่อััได้ถึงความเปลี่ยนแปลงอันน่าอัศจรรย์ในร่างกายเหล่าผู้คนที่ไม่เชื่อในสิ่งลี้ลับต่างก็รู้สึกได้ถึงความสั่นะเืในใจไม่ว่าจะเป็งูั์ อินทรีทอง นักดาบ เด็กน้อยหรือแม้กระทั่งหญิงสาวสวมชุดดำที่มีดอกบัวเกิดขึ้นในทุกๆ ย่างก้าวของเธอพวกเขาต่างก็เป็เพียงตัวประกอบให้กับการปรากฏตัวของหลินลั่วหรานทั้งนั้น
เธอยืนอยู่บนดาบบินล่องลอยบนท้องฟ้า ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมายโดยที่ไม่ได้ปกปิดเลยแม้แต่น้อย!
เมื่อเห็นว่าหลินลั่วหรานพยายามซื้อใจของคนอย่างชัดเจนซินหยวนผิงก็พูดเย้ยหยันออกมา หยาดฝนพลังห่าใหญ่ขนาดนี้แต่กลับนำมาใช้กับพวกคนธรรมดา เธอนี่ช่างมีพลังมากมายเหลือล้นเสียจริงนะ!”
เพราะแบบนี้เธอถึงได้เกลียดพวกนักฝึกศาสตร์ที่มีพร์เหล่านี้มากนักฝึกศาสตร์ธรรมดาต่างก็ต้องพยายามดิ้นรนอยู่ในโลกที่พลังเหลือน้อยแบบนี้แต่พวกคนที่มีพร์ดีๆ มากมายต่างก็ใช้มันด้วยความสิ้นเปลืองโลกใบนี้ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย
และโลกที่ไม่ยุติธรรมใบนี้ ก็้าคนมาจัดการสร้างกฎของมันขึ้นใหม่!
ในใจของซินหยวนผิงนึกคิดขึ้นมาก่อนที่ดอกบัวสีดำที่ไม่เคยห่างตัวจะปรากฏขึ้นมาบนฝ่ามือของเธอ
หลินลั่วหรานถือดาบเจาเจี้ยนเตรียมรอเอาไว้อยู่แล้ว แสงดาบเปล่งประกายขึ้นก่อนที่จะตัดตรงลงมา
ในเวลาสั้นๆ เพียงสามวินาที พวกเธอก็ต่อสู้กันเรียบร้อยแล้วไม่มีใครตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก และไม่มีใครที่ได้เปรียบ
ผู้คนที่เฝ้าดูอยู่ต่างก็รู้สึกว่าการต่อสู้ในครั้งนี้ช่างน่าเบื่อเสียเหลือเกินแต่เพียงเท่านี้ก็ทำให้ซินหยวนผิงใเป็อย่างมากแล้วหลินลั่วหรานเคยถูกเธอผลักลงไปในราชวังสระเืด้วยมือของเธอเองดังนั้นซินหยวนผิวจึงรู้สึกใกับความพัฒนาของหลินลั่วหรานมากกว่าคนอื่น
เธอรู้อยู่แล้วว่าหลินลั่วหรานได้พัฒนาไปเป็ระดับพื้นฐานแต่กลับไม่รู้ว่าเธอจะแข็งแกร่งได้ถึงขนาดนี้ เมื่อได้พบกันอีกครั้งเธอก็ไม่ได้พ่ายแพ้โดยง่ายๆ อีกแล้วซินหยวนผิงกังวลเกี่ยวกับเื่พร์ของเธอขึ้นมาเธอจึงยิ่งรู้สึกโกรธเกลียดหลินลั่วหรานมากขึ้นไปอีก
ความแค้นที่ทำให้มือของเธอขาดไป ฝากเอาไว้ก่อนเถอะ
เมื่อดอกบัวสีดำขยับสั่นไหวร่างของเธอก็ขยับขึ้นไป หลินลั่วหรานเตรียมตัวป้องกันเอาไว้เป็อย่างดีดาบเจาเจี้ยนนั้นคอยเตรียมรับมือเอาไว้อยู่ตลอดเวลาแต่ซินหยวนผิงกลับหนีออกไปเสียเฉยๆ
“หลินลั่วหราน อีกไม่นานเธอจะต้องมาร้องขออ้อนวอนฉัน คอยดูเถอะ...เชื่อฉันอีกไม่นาน”
หมอกควันสีดำปรากฏออกมา ผู้คนที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างพากันไอสำลักเมื่อหมอกควันนั้นสลายไป บริเวณที่ซินหยวนผิงเคยยืนอยู่ก็ไม่พบแม้แต่เงาร่างของคน
ผู้คนทั่วไปไม่เห็นว่าเธอหายไปได้อย่างไรแต่หลินลั่วหรานกลับเห็นได้อย่างชัดเจน ภายใน่เวลาสั้นๆหญิงสาวสวมชุดสีดำหายไปในระหว่างตึกสูงของเมืองอันแสนวุ่นวายแห่งนี้
จนกระทั่งเมื่อหมอกควันสีดำสลายไปแล้วบริเวณแห่งนั้นก็เหลือเพียงหลินลั่วหรานที่กำลังนึกไปถึงคำพูดของหญิงสาวสวมชุดดำและยืนนิ่งอยู่ที่เดิม
เสี่ยวจินเดินมาที่ข้างกายของเธอ อินทรีสีทองที่เต็มไปด้วยความทะนงตนและไม่เชื่อฟังหรือโอนอ่อนให้กับใครง่ายๆตอนนี้มันกลับกำลังยืนเรียบร้อยอยู่บริเวณข้างกายของหลินลั่วหราน
อา
ภาพแบบนี้เหมือนว่าจะเคยเห็นที่ไหนมาก่อนในที่สุดก็มีคนนึกถึงภาพที่ปรากฏไปทั่วอินเทอร์เน็ตขึ้นมาได้
อินทรีทองและสาวสวยสวมชุดโบราณ เธอคือท่านเทพที่ขี่อินทรีคนนั้น?!
