อวิ๋นซีไม่รู้ว่าจวินเหยียนเจรจากับฮ่องเต้อย่างไร แต่เมื่อเขากลับมาก็แค่บอกนางว่า ต่อไปทุกวันยามเซินจะมีหมอหลวงจากสำนักหมอหลวงมาเรียนเย็บแผลกับอวิ๋นซีเพียงวันละครึ่งชั่วยามเท่านั้น หากเลยครึ่งชั่วยามไปแล้ว คนบางคนยังไม่ยอมกลับ ก็ให้นางเรียกองครักษ์มาโยนคนออกไปได้เลย
คำพูดโอหังของสามี ทำให้อวิ๋นซีอดยิ้มแล้วยื่นมือออกไปกอดคอเขาไว้ไม่ได้ นางยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ “สามีของข้าร้ายกาจจริงๆ ”
โยนคนออกไปเลย? คนที่สามารถมาเรียนเย็บแผลที่นี่ได้ จักต้องเป็ผู้ที่เสี้ยวเหวินตี้ไว้วางพระทัยอย่างแน่นอน ทว่า ชายผู้นี้กลับบอกให้นางโยนคนออกไปเลย หากเสี้ยวเหวินตี้รู้เข้า หากไม่โกรธจนกระทืบเท้าสิจะแปลก คนอื่นล้วนมีลูกชายไว้กตัญญู แต่เสี้ยวเหวินตี้ผู้นี้กลับมีลูกที่เกิดมาเพื่อให้ตนต้องลำบาก
ต่อให้จะเป็ตอนที่ยังอยู่ในหานโจว จวินเหยียนเองก็ไม่วายหยิบยืมสถานะอื่นเพื่อกลับมาที่นี่อยู่บ่อยๆ และคอยหาเื่คนของฮ่องเต้อยู่บ่อยครั้ง ดังนั้น ไม่อาจรู้ได้ว่าที่ผ่านมาเงินจากถุงเงินของฮ่องเต้รั่วไหลมาลงถุงเงินของจวินเหยียนไปตั้งเท่าไรแล้ว
ฉินเหยียน หนึ่งในพ่อค้าของราชวงศ์ หึหึ หากมีวันใดที่เสี้ยวเหวินตี้ได้ล่วงรู้เข้า บุตรชายแท้ๆ หลอกตนไปไม่น้อย คนจะกริ้วโกรธจนถึงขั้นไม่สนใจฐานะแล้วถอดรองเท้าออกมาปาใส่จวินเหยียนเลยหรือไม่ เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ นางก็อดขำไม่ได้
จวินเหยียนบีบจมูกน้อยๆ ของนาง “หัวเราะอันใด”
“ข้ากำลังคิดว่า บุตรสาวบุตรชายล้วนเกิดมาเพื่อทวงหนี้บิดามารดา ตัวท่านเองก็ไม่ต่างกัน” นางจุมพิตริมฝีปากเขา ยิ้มออกมา
จวินเหยียนไม่แน่ใจว่าแท้จริงแล้วนางกำลังคิดอะไรอยู่ แต่ก็ไม่ยากจะเข้าใจว่าประโยคนี้ของนางหมายความว่าอย่างไร “ั้แ่อดีตถึงปัจจุบันก็ไม่ใช่เช่นนี้ทั้งนั้นหรอกหรือ”
เขายังคงสามารถพูดจาได้อย่างมีเหตุมีผลเพียงนั้น...
……...........................................................................................
สาวใช้ใหญ่ทั้งสี่ของอวิ๋นซีล้วนมีความสามารถในการจัดการกับาแอยู่บ้างเล็กน้อย ดังนั้น การสอนเหล่าคนที่มาจากสำนักหมอหลวงจึงถูกมอบให้ฉุนเอ๋อร์และหวนเอ๋อร์เป็ผู้ดูแล เดิมทีบรรดาหมออายุน้อยๆ ต่างก็คิดกันไปเองว่า การที่ตนสามารถออกมาร่ำเรียนนอกสำนักหมอหลวงได้ถือว่าเป็คนที่สุดยอดยิ่งแล้ว แต่เมื่อรู้ว่าฉุนเอ๋อร์และหวนเอ๋อร์ผู้ที่จะมาสอนพวกตนเป็แค่สาวใช้นั้นก็เรียกได้ว่าทำเอาคนโกรธเกรี้ยวเป็อย่างยิ่ง
อวิ๋นซีนั่งมองหมอหนุ่มที่มีใจหยิ่งยโสเ่าั้อยู่ด้านข้าง นางลูบคางเบาๆ จากนั้นก็พิจารณาฉุนเอ๋อร์กับหวนเอ๋อร์ที่ยืนอยู่หน้าตน มองซ้ายทีขวาที ก่อนจะกล่าวคำ “มองเพียงรูปลักษณ์ภายนอกก็ดูเป็ผู้เป็คนดี แต่ปากนี่ เหม็นเกินไป” นางยื่นมือออกไปลูบต้านีเอ๋อร์ผู้เป็ศิษย์ที่ยืนอยู่ข้างกาย “ต้านีเอ๋อร์ เ้าว่าควรทำอย่างไรดี? ”
ต้านีเอ๋อร์ติดตามอยู่ข้างกายอวิ๋นซีมาได้สามปีแล้ว ยามนี้นางได้เปลี่ยนจากสาวน้อยอายุหกขวบที่ขาดสารอาหารผู้นั้นมาเป็แม่นางน้อยที่เครื่องหน้างามงด บนร่างเผยให้เห็นถึงบรรยากาศเ็าเรียบเฉยอยู่สองสามส่วน ถึงกระนั้นตัวนางก็ไม่ได้งดงามเท่าน้องสาวอย่างเอ้อนี แต่บรรยากาศเ็าที่แผ่ออกมาจากร่างกลับทำให้คนสังเกตเห็นได้ั้แ่คราวแรก
ทว่า ยามอยู่ต่อหน้าครอบครัวของอวิ๋นซี ใบหน้าต้านีเอ๋อร์ก็มักจะประทับรอยยิ้มอยู่เสมอ
นางกล่าวตอบด้วยความนอบน้อม “อาจารย์เคยพูดไว้ วิธีจัดการกับพวกคนปากเหม็นนี้ จักต้องตบหน้าแรงๆ จากนั้นก็ใช้การกระทำของตน ทำให้พวกเขายอมปิดปากเหม็นๆ นั่นลงด้วยตนเอง”
เมื่ออวิ๋นซีได้ยินก็พยักหน้ายิ้ม “พูดไม่ผิดเลยสักนิด เช่นนั้นเ้าก็ไปร่วมกับฉุนเอ๋อร์และหวนเอ๋อร์เถิด ทำให้บรรดาหมอจากสำนักหมอหลวงที่หยิ่งยโสเ่าั้ได้ประจักษ์แก่สายตาตนว่า ตระกูลอวิ๋นของข้ามีวิชาแพทย์ล้ำเลิศเพียงใด”
ต้านีเอ๋อร์ขยันเรียนมาตลอด ทั้งยังมากพร์ ดังนั้น แน่นอนว่าวิชาแพทย์ของนางไม่ใช่เอ้อนีที่ไม่สุขุมตั้งใจและหวานหว่านที่ไม่เข้าใจอะไรสักอย่างจะมาเทียบได้
ต้านีเอ๋อร์เดินไปถึงด้านหน้า จ้องมองบรรดาคนเจ็บหนักที่ก็ไม่รู้ว่าอาจารย์ตนไปเสาะหามาจากที่ใด นางกับฉุนเอ๋อร์และหวนเอ๋อร์ต่างก็เดินเข้าไปข้างกายแต่ละคน ก่อนที่ต้านีเอ๋อร์จะก้าวไปด้านหน้าเพื่อดูอาการของเด็กชายที่สวมเสื้อผ้าขาดวิ่น อีกฝ่ายชัดเจนว่าโตกว่าตนไม่กี่ปี “หากไม่อยากเสียเืมากก็จงหุบปากเสีย อย่าได้ส่งเสียง”
เด็กชายถูกกระแสเ็าของนางทำให้ใ แต่เพียงไม่นานก็สามารถดึงสติกลับมาได้ เขาพูด “ลงมือเถอะ”
พวกเขาล้วนเป็คนล่าสัตว์จากหมู่บ้านบนเขาเล็กๆ ที่อยู่นอกเมือง วันนี้ยามไปล่าสัตว์เกิดได้รับาเ็เข้า เดิมทีตั้งใจว่า ขายสัตว์ที่ล่ามาได้เสร็จเมื่อไรจะกลับทันที แต่จู่ๆ กลับโดนใครไม่รู้ลากตัวมาที่นี่ ในภายหลังถึงเพิ่งจะได้รู้ว่า สตรีที่นั่งอยู่บนเก้าอี้นั้นเป็ถึงพระชายา
พระชายาก็คือลูกสะใภ้ของฮ่องเต้ สำหรับชาวบ้านธรรมดาเช่นพวกเขาก็ราวกับกำลังอยู่กับเทพเซียน
อวิ๋นซีมองท่าทีเ็าของลูกศิษย์ตน ทอดถอนใจน้อยๆ เพียงในใจ เหตุใดลูกศิษย์ที่นางพร่ำสอนถึงได้มีท่าทีเ็าเช่นนี้ ถึงกระนั้นแม่นางทั้งสามที่เติบโตมาด้วยกันต่างก็มีลักษณะเฉพาะตัว ต้านีเอ๋อร์มีนิสัยเ็า เอ้อนีเอ๋อร์เป็สาวน้อยน่ารักผู้ใสซื่อ ส่วนลูกสาวตนฉลาดเป็กรด แต่มีนิสัยประหลาดชอบคิดอะไรแผลงๆ
สามคน สามนิสัย
ก่อนหน้านี้หมอหลวงเ่าั้ไม่เห็นคนอยู่ในสายตา จนกระทั่งได้เห็นฝีมือของสตรีทั้งสามที่กำลังจัดการกับาแตรงหน้าอย่างชำนิชำนาญจึงได้อึ้งงันไป “นี่ นี่มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว”
าแของสามคนนี้ถือว่าสาหัสมาก เพียงมองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าคนถูกสัตว์ป่าทำให้าเ็ แต่เหตุใดเวลาผ่านไปได้ครู่เดียว พวกนางกลับสามารถจัดการทำความสะอาดปากแผลได้ดีเพียงนี้
ในบรรดาสตรีทั้งสามนี้ เป็ต้านีเอ๋อร์ที่ทำอะไรได้ฉับไวอย่างที่สุด นางเพียงมองาแที่ไหล่ของเด็กชาย จากนั้นก็เทผงยาลงไปนิดหน่อยอย่างระวังมือ ก่อนจะใช้ผ้าขาวบางพันปิดาแให้อย่างดี นางวางผงยาขวดนั้นลงบนพื้นแล้วพูดเรียบๆ ว่า “นี่คือผงยาสำหรับรักษาแผล เ้านำกลับไปที่บ้านแล้วให้ญาติของเ้าช่วยเปลี่ยนยานี้ให้เ้าทุกวัน วันละครั้ง”
ในดวงตาของเด็กชายที่ได้รับาเ็ปรากฏแววเศร้าโศกวาบผ่าน “ข้าไร้บิดามารดา เป็เด็กกำพร้า”
ต่อให้กลับไปที่บ้านก็ไม่มีใครทำแผลให้เขา
เมื่ออวิ๋นซีได้ยินคำพูดนั้นก็เรียกพ่อบ้านที่ยืนอยู่อีกด้านมาไถ่ถาม “นี่หมายความว่าอย่างไร? เด็กคนนี้กับคนอื่นๆ ไม่ได้มาด้วยกันหรือ? ”
“พระชายา พวกเขามาด้วยกันพ่ะย่ะค่ะ พวกเขาล้วนเป็ชาวบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านนอกเมืองห่างออกไปสามลี้ทั้งสิ้น ทว่าจากคำพูดเมื่อครู่ จะให้คนไปสืบเื่ของเด็กคนนี้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ? ” พ่อบ้านถามเสียงเบา
อวิ๋นซีขบคิด จากนั้นพยักหน้า “ไปสืบดูหน่อย จากนั้นมอบเงินให้พวกเขาทุกคนแล้วค่อยให้คนส่งพวกเขากลับไป”
รอจนกระทั่งพ่อบ้านส่งพวกเขากลับไปแล้ว อวิ๋นซีก็หันกลับมาให้ความสนใจบรรดาหมอหนุ่มที่อยู่ที่นี่ นางพูดเสียงเรียบ “หากป่านนี้แล้ว พวกเ้าทุกคนยังคิดดูถูกสาวใช้ของเปิ่นเฟยอยู่ พวกเ้าจะเลือกจากไปเสียก็ได้”
บรรดาหมอทั้งหลายมองหน้ากันสลับไปมา เมื่อครู่ที่ได้เห็นวิธีจัดการปากแผลที่น่าอัศจรรย์ใจไปแล้ว หากพวกเขายังคิดจะจากไปอีก เช่นนั้นก็ถือว่าขาดทุนยิ่งแล้ว ทุกคนต่างเงียบนิ่ง และเป็หมอคนหนึ่งที่ยืนอยู่ทางซ้ายผู้เป็หัวหน้าของกลุ่มกล่าวขึ้นว่า “พระชายา กระหม่อมไม่ไปพ่ะย่ะค่ะ”
“พระชายา กระหม่อมเองก็ไม่ไปพ่ะย่ะค่ะ”
อวิ๋นซีมองพวกเขา พยักหน้าเรียบๆ “หากไม่ไป เช่นนั้น หลังจากนี้ เปิ่นเฟยก็จะให้พวกเ้าเรียนวิชาแพทย์กับสาวใช้ทั้งสองคนของเปิ่นเฟย และยามใดที่ลูกศิษย์น้อยของเปิ่นเฟยบอกว่าผ่านก็จะถือว่าพวกเ้าฝึกฝนผ่าน”
เสี้ยวเหวินตี้แค่้าให้ช่วยสอนพวกเขาจัดการกับาแ ดังนั้น อวิ๋นซีไม่จำเป็ต้องกังวล เพราะเื่เล็กๆ เหล่านี้ ฉุนเอ๋อร์และหวนเอ๋อร์เองก็สามารถทำได้
เพียงไม่นานหลังจากนั้น จู่ๆ สาวใช้คนหนึ่งก็รีบร้อนเข้ามาหาอวิ๋นซี “ทูลพระชายา ผิงหยางโหวมาขอเข้าพบเพคะ”
เมื่ออวิ๋นซีได้ยินก็ถามกลับไปทันที “นอกจากผิงหยางโหวแล้ว ยังมีใครอื่นอีกหรือไม่? ”
“คุณหนูจวนผิงหยางโหว ชิวเหลียนเพคะ” สาวใช้ตอบตามจริง
อวิ๋นซีกวักมือไปทางต้านีเอ๋อร์ นางพูด “ไปเจอผิงหยางโหวผู้นี้กับอาจารย์หน่อย” ในใจของอวิ๋นซี ลูกศิษย์ของนางหาใช่คนที่คุณหนูสูงศักดิ์ทั่วไปจะมาเทียบได้
