เล่มที่ 3 บทที่ 71 เสียสัจจะ
บัดนี้อัจฉริยะที่มีกายชางหลิงแต่กำเนิดของสำนักเวิ่นเจี้ยนกำลังยืนพิจารณาอยู่ด้านหลังเ้าสำนักเป็เวลานานแล้ว ก่อนจะถามขึ้นมาด้วยความใคร่รู้
“ศิษย์ไม่เข้าใจเลย…”
“…” เ้าสำนักได้ยินก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
ในบรรดาศิษย์สี่คนของตนเอง การมีกายชางหลิงแต่กำเนิดถือว่าเป็ยอดอัจฉริยะเลยก็ว่าได้ อายุเพียงยี่สิบกว่าก็สามารถบรรลุมิ่งหุนขั้นสูงได้แล้ว อีกเพียงก้าวเดียวเท่านั้นก็จะบรรลุขั้นจิงตันได้ในที่สุด
ทว่าเขาคนนี้กลับซื่อบื้อเกินไปเสียหน่อย…
ไมว่าใครจะพูดอะไรเขาก็ทำตามไปเสียทุกอย่าง ไม่เคยใช้สมองพิจารณาอะไรด้วยตัวเองเลยด้วยซ้ำ
เ้าสำนักจึงอดทนอธิบายให้ฟังอย่างใจเย็น
“ศิษย์น้องหลินคนนี้มีปราณกระบี่ศักดิ์สิทธิ์คุ้มกายอยู่ เรียกได้ว่าพลังงานชั่วร้ายต่างๆไม่อาจเข้าใกล้เขาได้เลย อย่าว่าแต่เคล็ดวิชากระบี่ดับโชคเลย ต่อให้เป็เคล็ดวิชาว่านฮุ่ย หรือมนต์คำสาปสิบทิศที่ชั่วร้าย ก็ไม่อาจเข้าใกล้ได้แม้แต่น้อย พูดง่ายๆก็คือ การประลองในครั้งนี้ เขาชนะั้แ่แรกแล้วด้วยซ้ำ…”
“แล้วเหตุอันใด…”
“จึงยังดึงดันจะสู้ต่อไปใช่หรือไม่ล่ะ…”
“ใช่ๆ…”
“ข้าเคยบอกเ้าไปแล้วว่า การบำเพ็ญนั้น นอกจากศึกษาให้ดีแล้ว ยังต้องฝึกฝนให้เกิดความชำนาญอีกด้วย เดิมทีการบำเพ็ญถือเป็เส้นทางที่สวนหลักฟ้าดิน หากไม่มีจิตมุ่งมั่นแน่วแน่ รวมถึงไม่มีใจที่เปี่ยมไปด้วยคุณธรรมแล้วล่ะก็ จะสามารถรับมือกับขวากหนามที่เกิดขึ้นได้อย่างไรกัน? เ้าลองนับดูสิ ผู้าุโจำนวนมากมายในสำนัก ต่างก็เอาแต่กักตัวตั้งใจบำเพ็ญ โดยไม่คิดจะออกไปไหน แต่จะมีสักกี่คนกัน ที่สามารถบรรลุขั้นบำเพ็ญได้จริงๆ? ลองหันมามองนักพรตชื่อฟ่า นักพรตหยวนหยาง หรือนักพรตขู่จู๋สิ ใครบ้างที่ไม่เคยผ่านการรบราฆ่าฟันมาอย่างโชกโชน?”
“อ้อ…” หลี่เสวียนพยักหน้าเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง
“งานศิษย์สายตรงครั้งนี้ ทั้งทังเถียนตูที่สามารถปลุกัเก้าตนของกระบี่ไร้พ่ายได้ หรือกระบี่โบราณของชิวเย่หัวที่ตื่นขึ้นมา ทุกคนต่างพูดกันว่าพวกเขาจะนำพาความรุ่งโรจน์มาสู่สำนักเวิ่นเจี้ยน ทว่าในสายตาข้า หลินเฟยจากหุบเขาอวี้เหิงต่างหากล่ะ ที่ทำให้ข้ารู้สึกประทับใจอย่างแท้จริง…”
ได้ยินดังนั้นหลี่เสวียนก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรง
“ศิษย์เข้าใจแล้ว”
“หึหึ ไหนลองพูดมาหน่อยสิ ว่าเข้าใจอะไรบ้าง?”
“เข้าใจว่าศิษย์น้องหลินเก่งมาก!”
“…” เมื่อเ้าสำนักได้ยินคำตอบเช่นนี้ กลับรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่แน่ใจว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ออกมาดี…
พอคิดดูอีกที ก็เป็อย่างที่หลี่เสวียนพูดไม่ใช่หรือ?
‘ที่พูดมากได้ตั้งนาน ทั้งลับมีด ทั้งคุณธรรมในใจ สิ่งที่้าสื่อก็คือเื่นี้ไม่ใช่หรือ?’
“หึหึ…” เมื่อคิดได้ดังนั้น เ้าสำนักก็หัวเราะออกมา บางทีนี่อาจจะเป็พร์อย่างหนึ่งก็ได้ ถึงจะดูโง่เง่าไปเสียหน่อย แต่ก็พอจับใจความสำคัญได้อยู่เหมือนกัน
หลังจากปราณกระบี่สองสายของหลินเฟยบดขยี้ภาพนิมิตขวานทุนเทียนจนแหลกละเอียด การประลองครั้งนี้จึงถือว่าสิ้นสุดลงแล้ว…
“ล่วงเกินกันไปหน่อยแล้วล่ะ” หลินเฟยกล่าวกับหวังหลิน
“หากรู้ว่าศิษย์น้องหลินมีปราณกระบี่เช่นนี้ ข้าคงไม่ขึ้นมาประลองด้วยหรอก…” อย่างไรก็ตามหวังหลินก็เป็ศิษย์สายในที่มีฝีมือพอตัว เหตุใดจึงจะดูไม่ออกว่าการประลองครั้งนี้ เขาได้แพ้ั้แ่ยังไม่ได้เริ่มแล้ว อีกฝ่ายมีปราณกระบี่ที่สามารถกดข่มเคล็ดวิชากระบี่ดับโชคได้ แต่ที่ตนเองกลับสามารถต่อสู้ยืดเยื้อมาถึงตอนนี้ได้ ก็ล้วนเป็เพราะอีกฝ่ายออมมือให้ต่างหาห
ทว่าหวังหลินเองเองก็เป็คนที่มองโลกในแง่ดี…
‘ช่วยไม่ได้แฮะ หากจะมองโลกแง่ร้ายเกินไปก็คงจะไม่ดีนัก…’
ผู้บำเพ็ญที่มีกายฝูเต๋อแต่กำเนิด กลับโชคร้ายมาทั้งชีวิตเพราะฝึกเคล็ดวิชากระบี่ดับโชค ทำให้ตลอดยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา เขาจึงได้บ่มเพาะนิสัยตนเองจนกลายเป็คนที่มองโลกในแง่ดีขึ้นมา ไม่อย่างนั้นเกรงว่าคงจะได้ฆ่าตัวตายไปนานแล้ว…
ถึงแม้จะพลาดโอกาสได้รับหินิญญาพันก้อนทุกเดือน แต่หวังหลินก็แค่รู้สึกปวดใจเล็กน้อยเท่านั้น ก่อนจะลืมเื่นี้ไปจนหมดสิ้น จากนั้นเขาก็เดินมาโอบไหล่หลินเฟย ระหว่างก้าวเท้าลงจากแท่นประลอง ก็ยังไม่ลืมที่จะเอ่ยเตือนด้วยเสียงแ่เบา
“จริงสิ อย่าลืมอธิบายศิษย์พี่ซ่งให้ด้วยนะ…”
“…”
หลังจากเดินมาถึงจุดพักของหุบเขาอวี้เหิง หลินเฟยก็คุยเล่นกับเหล่าศิษย์พลางมองการประลองคู่ต่อไป
ชิวเย่หัวยังคงเหมือนเดิม ั้แ่ต้นจนจบก็ยังไม่เคยชักกระบี่โบราณออกมาใช้เลยสักครั้ง เพียงแค่ใช้ข้อได้เปรียบของกายเย่หัวกดข่มเอาไว้ ก็สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้แล้ว ศิษย์พี่หุบเขาไคหยางนี่ก็แปลกคนจริงๆ แม้จะถูกชิวเย่หัวซัดจนตกออกมาจากแท่นประลอง ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะเสียใจเลยแม้แต่นิดเดียว หลังจากกลับไปรวมกลุ่มกับหุบเขาตนเอง ก็เอาแต่พร่ำพูดถึงความงามของเซียนหญิงหุบเขาอวี้เหิงแทน…
“สือเหอแพ้อย่างนั้นหรือ?”
ทว่าเื่สือเหอกลับน่าเสียดายไปหน่อย…
ครั้งนี้สือเหอไม่อาจรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับหลินเฟยก่อนที่จะขึ้นประลองกับหวังหลินได้ เพราะสือเหอดันเจอเข้ากับถังเทียนตู การประลองของทั้งคู่จึงถือได้ว่าเป็การประลองที่ดุเดือดและน่าตื่นตาตื่นใจที่สุดเลยก็ว่าได้…
กระบี่ทั้งสามสิบหกเล่มของสือเหอแตกละเอียด ค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนก็ได้รับความเสียหายอย่างหนัก สุดท้ายจึงต้องใช้ค่ายกลกระบี่เทียนกังเข้าต้าน สือเหอต่อสู้กับถังเทียนตูอยู่หกชั่วยามเต็มๆ ท้ายที่สุดสือเหอก็าเ็สาหัส ปรากฏรอยแผลเต็มตัว เืไหลอาบทั่วกาย ทว่าสายตากลับจ้องมองไปยังแท่นประลองด้วยความเจ็บใจ
‘อีกแค่นิดเดียวแท้ๆ…’
หลินเฟยส่ายหัวด้วยความเสียดาย
ในตอนนี้สือเหอเอง ก็ถือว่าเข้าถึงแก่นของค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนได้แล้ว แต่ช่างน่าเสียดายที่มีเวลาฝึกฝนสั้นเกินไป หากมีเวลาให้สือเหอฝึกฝนอีกหลายๆเดือนละก็ ก็อาจจะคาดเดาไม่ได้ว่าใครคือผู้แพ้และผู้ชนะในการประลองครั้งนี้…
หลังจากสือเหอก้าวลงจากแท่นประลอง เขาก็ไม่ได้เดินกลับไปรวมกลุ่มกับเหล่าศิษย์หุบเขาเทียนเสวียนอีก แต่กลับมุ่งหน้ามาที่หลินเฟยแทน
“ข้าไม่อาจรักษาสัญญาได้แล้ว” สือเหอขอขมาหลินเฟยท่ามกลางสายตาผู้คนมากมาย
“ไม่เป็ไร วันหน้าก็ยังมีโอกาส”
“ข้ารู้แล้ว”
สือเหอพยักหน้าตอบรับ ก่อนจะหันหลังจากไป
ในขณะที่หลินเฟยกำลังทิ้งตัวลงนั่ง ถังเทียนตูก็เดินเข้ามาพอดี แต่เดิมความสัมพันธ์ของหุบเขาอวี้เหิงกับหุบเขาเทียนเสวียนก็ไม่ค่อยลงรอยกันอยู่แล้ว เมื่อถังเทียนตูเดินเข้ามา เหล่าศิษย์หุบเขาอวี้เหิงก็พากันลุกขึ้นเขม่นทันที
“มาทำอะไร?”
“ก่อนหน้านี้ข้าเคยพูดว่าจะไม่รอเ้าแล้ว” ั้แ่เดินเข้ามา สายตาของถังเทียนตูก็เอาแต่จ้องหลินเฟยเพียงคนเดียว โดยไม่สนใจศิษย์หุบเขาอวี้เหิงคนอื่นแม้แต่น้อย
“คิดไม่ถึงว่าเ้าจะเดินทางมาถึงการประลองรอบสุดท้ายได้ หวังว่าการประลองครั้งหน้า จะยังโชคดีเช่นเดิม…”
พูดจบถังเทียนตูก็หันหลังคิดจะจากไป ทว่าเขาดันฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้พอ จึงหันกลับมาอีกครั้ง
“จริงสิ หากมีเวลา ก็หัดสั่งสอนเ้าจงหยางบ้างนะว่าถ้าคิดจะลงมือแล้วก็อย่าดีแต่พูด…”
“หื้อ?”
พูดจบถังเทียนตูก็เดินจากไป เหลือเพียงหลินเฟยที่ยังคงยืนขมวดคิ้วอยู่
“ซงหยางมานี่หน่อย”
“มีอะไรหรือศิษย์…” ซงหยางรีบวิ่งมาทันที ขณะที่กำลังจะพูด ทันทีทันใดใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนสีพร้อมกระอักเืออกมา ในตอนนี้ใบหน้าของเขากลายเป็สีขาวซีดราวกับไร้ซึ่งเืหล่อเลี้ยง ก่อนจะหงายหลังล้มตัวลงไปหลังจากนั้น
เหล่าศิษย์ที่อยู่บริเวณนั้นรีบเข้าไปพยุงร่างของเขาทันที แต่เมื่อััดูก็พบว่าอุณหภูมิจากตัวซงหยางนั้นเฉียบเย็นไม่ต่างอะไรกับน้ำแข็ง ไม่เหลือความอบอุ่นของร่างกายแม้แต่น้อย เห็นดังนั้นเหล่าศิษย์ที่มาช่วยก็แตกตื่นในทันที
“ศิษย์พี่หลิน ซงหยางตัวเย็นมากเลย…”
“ขอข้าดูหน่อย” หลินเฟยก้มลงและยื่นมือไปัับนหน้าผากซงหยาง ความเย็นสายหนึ่งก็วาบผ่านเข้ามาที่มือโดยพลัน
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
