เฉินอ่าวหรี่ตาลงขบคิดถึงแผน
เมื่อพิจารณาอย่างใกล้ชิด กลุ่มคนที่อยู่ตรงหน้า ส่วนใหญ่สวมใส่เสื้อผ้าที่ทำจากป่านขาดวิ่น อุ้มเด็กและสัมภาระอย่างจอบกับเสียม บางคนยังอุ้มเป็ดและห่านมาด้วยสองสามตัว
ภัยแล้งทั่วหนานชิงค่อนข้างรุนแรง หากครอบครัวใดสามารถเลี้ยงปศุสัตว์ได้ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ แสดงว่าพวกเขาต้องเป็หนึ่งในครัวเรือนที่ร่ำรวยที่สุดจากหมู่บ้านที่มาจากเขตอื่น
พวกเขากวาดสายตามองไปรอบๆ สังเกตปฏิกิริยาของผู้คน พร้อมทั้งประเมินสถานการณ์ ว่าบริเวณหน้าผาคือจุดที่มีทำเลที่เหมาะสำหรับพักมากที่สุดบนูเา
ขณะเดียวกัน คนอื่นๆ อีกไม่กี่คนที่ยืนกระจัดกระจายอยู่ด้านหลังของกลุ่มแรกที่สวมชุดป่าน แทบจะสวมแค่เสื้อผ้าที่สะอาดและอารมณ์ดีอย่างน่าประหลาด ซึ่งสายตาที่มีเจตนาไม่ดีส่วนใหญ่ก็มาจากกลุ่มคนที่สอง
ปรากฏว่านี่คือการรวมตัวของคนสองกลุ่ม
หากคำนวณและคิดจากความจำเก่า ในเขตนี้น่าจะเป็คนที่ลี้ภัยมาจากอำเภอหนานโจวที่อยู่ข้างๆ
ใน่ภัยแล้งรุนแรง มีเพียงคนจากเขตอำเภอหนานโจวซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ต่ำกว่าเท่านั้น ที่มีน่าจะบ่อน้ำโบราณที่สามารถนำน้ำมาใช้เลี้ยงสัตว์ได้
ชั่วพริบตาเดียว เฉินอ่าวก็คิดแผนบางอย่างออก เขามองไปที่ไหนในกลุ่มเบื้องล่างก็ไม่รู้ อุทานและโบกมือออกมาด้วยความดีใจว่า
“นั่นใช่น้องชายแซ่หยู่ จากหมู่บ้านหนี๋ถู่*ดินเหนียวน้อยในเขตหนานโจวใช่หรือเปล่า? ข้าเขยแซ่เฉินที่มาจากหมู่บ้านดินนั้นเอง อาทิตย์ก่อนข้าพึ่งไปซื้อน้ำจากบ้านท่านลุง กลัวค่ำก่อนจึงรีบร้อนกลับไม่ได้แวะไปทักทาย”
“บิดาเ้าสบายดีหรือไม่ บิดาข้าอยากให้พาไปเยี่ยมพี่น้องรวมสาบานของตัวเองมานานแล้ว แต่ท่านพ่อก็ต้องจากไปก่อน เลยไม่ได้มีโอกาสแวะไปที่หมู่บ้านหนี๋ถู่นั้นอีกเลย”
(* 泥土 หนี๋ถู่ คือ ดินเหนียว)
“...”
เฉินอ่าวพูดภาษาถิ่นของอำเภอหนานโจวได้อย่างคล่องแคล่ว และสีหน้าประหลาดใจสะท้อนกับคบเพลิง ทำให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นหยุดชะงัก ก่อนจะพยายามหันไปมองคนที่เฉินอ่าวะโใส่
แต่ในนั้นก็ช่างบังเอิญว่ามีคนแซ่หยู่ที่พูดถึงอยู่จริงๆ เขาเป็ช่างปั้นหม้อ จ้องมองไปที่ชายผอมบางที่อยู่บนผาด้านหน้าอย่างลังเล
เขาไม่รู้ว่าตัวเองเคยเห็นคนคนนี้มาก่อนหรือเปล่า?
แต่ดูจากท่าทีที่กระตือรือร้นของอีกฝ่าย และยังกล่าวถึงบิดาของตน อาจจะเป็ลูกหลานคนรู้จักเก่าของบิดาตัวเองจริงๆ
เขตอำเภอหนานชิงและหนานโจวอยู่ห่างกันยี่สิบลี้ และการค้าขายโรงปั้นหม้อก็รับ่มาจากผู้เป็พ่อได้ไม่กี่ปี มีผู้คนมากมายมาขอซื้อเครื่องปั้นดินเผาอยู่ตลอด ดังนั้นบางทีอาจจะเป็ลูกหลานคนรู้จักเก่า ที่มีลุงและเคยอาศัยอยู่ในหมู่บ้านดินเหนียวน้อยในอดีตก่อนออกเรือน
เมื่อนึกเช่นนั้น คนแซ่หยู่ร่างโต จึงเดินออกมาจากฝูงชน แสร้งทำเป็ประหลาดใจพลางตอบไปว่า “ที่แท้ก็เป็พี่ชายเฉินนี่เอง นับั้แ่ท่านแต่งงานออกเรือนไป บิดาข้าก็พูดเสมอว่าไม่ได้เจอบิดาท่านเลย”
เย้ย!!
มีคนแซ่หยู่ในกลุ่มจริงๆ ด้วย
“...”
ความคิดของคนโบราณไม่มีอะไรซับซ้อน นับประสาอะไรกับชาวบ้านที่หากินไปวันๆ นี่คือการเสี่ยงดวงของเฉินอ่าว รู้เพียงว่ามีคนแซ่หยู่อาศัยที่หมู่บ้านดินเหนียวน้อยเยอะ เพียงแค่ไม่คิด ว่าอีกฝ่ายพร้อมจะเล่นละครไปกับเขาจริงๆ
“ฮ่าฮ่า เป็ข้าเฉินอ่าวเองน้องชาย ขึ้นมาข้างบนก่อนสิ ว่าแต่ทำไมพวกเ้าถึงมาอยู่บนเขาตะวันตกลูกนี้ได้ ไม่ใช่ว่าทางหนี๋ถู่อยู่ใกล้เทือกเขาทิศใต้มากกว่าหรือ?”
คำทักทายที่เป็กันเอง ช่วยคลายข้อสงสัยของชาวบ้านโดยรอบ ปรากฏว่าพวกเขาเป็พี่น้องที่รู้จักกันมาก่อน ท่าทางที่เคยระมัดระวังต่อกันจึงผ่อนคลายลง
เฉินถั่วถงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ถึงไม่รู้ว่าเฉินอ่าวคิดจะทำอะไร แต่นางก็เดินไปปลุกเด็กๆ ทุกคนให้ตื่น ไม่ให้ใกับการมาของคนกลุ่มใหญ่
แม้ว่าวิกฤตการณ์ปล้นทรัพย์ได้รับการแก้ไขแล้ว แต่ก็ยังคงต้องมีการปฏิสัมพันธ์กับชาวบ้านคนอื่นๆ ในอนาคตเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา แต่ก็ยังคงเตือนเด็กๆ ให้ระมัดระวัง โดยเฉพาะเฉินเหนียนอู่ ที่เฉินถั่วถงให้นางเก็บกิ่งไม้ของนางห้ามเอาออกมาเด็ดขาด
การมีไม้เรืองแสง อาจทำให้ชาวบ้านคิดว่าพวกเขาคือปีศาจในคราบมนุษย์ ส่งผลทำให้ชาวบ้านกลัวและวุ่นวายกว่าเดิมได้เมื่อเจอเข้ากับสิ่งที่พวกเขาไม่รู้จัก
“จงปกป้องตัวเอง ถ้ามีใครเข้ามาใกล้ให้ไล่ออกไปทันที เข้าใจหรือไม่?”
เฉินต้ารีบดึงน้องๆ ให้อยู่ทางด้านหลัง ตอนนี้เมื่อได้กินเนื้อดิบจนอิ่ม เขาไม่ได้อาลวาด สติและการตอบสนองรวมถึงการควบคุมตัวเองก็เริ่มดีขึ้น
เฉินเหนียนอู่อุ้มอิงเอ๋อไว้ในอ้อมแขน ขณะที่เฉินอวี๋ที่ตื่นขึ้นมาแล้วเห็นรองเท้าหนัง เขาก็ไม่มีเวลาให้ถามและสวมใส่เร็วๆ แล้วมองไปยังกลุ่มคนที่ปืนขึ้นมาที่หน้าผาอย่างพินิจพิเคราะห์
เฉินอ่าวแทรกซึมเข้ากับฝูงชนได้เยี่ยม เขาสอบถามข้อมูลจากคนแซ่หยู่ ก่อนจะรู้ว่าอีกฝ่ายมีชื่อเต็มว่า “หยู่เจ๋อ”
หลังจากทหารไร้สังกัดที่รวมตัวกันและเรียกตัวเองว่ากองทัพฏผ้าธงแดง เริ่มเคลื่อนทัพรุกรานอำเภอหนานโจวและเมืองที่อยู่ใกล้ๆ แล้ว ผู้มีอำนาจและร่ำรวยที่รู้เื่นี้ก่อน ก็พากันหนีออกจากมณฑลจ้อเจียงไปแล้วโดยไม่การแจ้ง โชคดีที่มีใครบางคนพบเห็นคนลี้ภัย แจ้งเื่การมาของพวกฏ ทุกคนจึงหนีตายได้ทัน ไม่ถูกกองทัพฏผ้าธงแดงจับตัวเป็เชลย
เดิมทีหยู่เจ๋อและคนอื่นๆ หนีไปด้วยกันทั้งหมู่บ้าน แต่ระหว่างทางที่ถูกไล่ล่า พวกเขาก็ได้พบกับกลุ่มผู้ลี้ภัยอีกกลุ่ม และสุดท้ายหมู่บ้านของเขาที่เหลือรอดออกมาก็มีเพียงประมาณสิบกว่าคน ส่วนที่เหลือเป็คนที่หนีแล้วมาเจอกันในระหว่างทาง
ข้อมูลนี้ไม่น่าจะโกหก เพราะเมื่อคนทั้งกลุ่มขึ้นมาพักที่หน้าผา พวกเขาก็แบ่งพรรคพวกออกเป็สองกลุ่มอย่างชัดเจน
กลุ่มหยู่เจ๋อมีครอบครัวถึงสี่ครอบครัว หากรวมทั้งภรรยาและลูกๆ อีกสองคนจึงทำให้เขาแตกต่างจากคนอื่นๆ เพราะที่เหลืออีกสามครอบครัวเหมือนจะพลัดพรากจากภรรยาและสามีตัวเองในระหว่างทาง ทุกคนจึงดูแตกต่างปะปนไปด้วยเด็กและผู้ใหญ่คละกัน
ส่วนอีกกลุ่มซึ่งประกอบด้วยคนสิบสองคน เป็ชายแปดคนและสตรีอีกสี่คน พวกเขาสวมเสื้อผ้าดีไม่มีเด็กเป็ภาระ อยากมากมีแค่คนชราที่แข็งแรงอยู่เพียงสองสามคน
ที่น่าแปลก คือพวกเขากลับดูมีพลังมากกว่ากลุ่มของหยู่เจ๋อ และคนหนึ่งในกลุ่มนั้นยังมีพุงปลิ้นออกมาเล็กน้อย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าก่อนจะอพยพคงกินดีอยู่ดีอิ่มท้องทุกมื้อ
ไม่เช่นนั้น ในสถานการณ์ภัยแล้งที่มีมานานหลายเดือน ไม่มีทางที่จะรักษาหุ่นอ้วนๆ นั้นไว้ได้ คงเป็พวกพ่อค้าคาราวานที่บังเอิญถูกกองทัพฏไล่ล่าเช่นกัน
เฉินอวี๋นั่งอยู่บนกองหญ้าบนเนินเขา สังเกตทุกคนอย่างเงียบๆ เมื่อเห็นกลุ่มคนเหล่านี้ หัวใจของเขาก็เต้นแรงขึ้นและความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในใจ
แม้แต่นายอำเภอยังหอบลูกหอบเมียหนีตาย แต่คนเหล่านี้ยังรอดมาได้นานและอ้วน เหมือนไม่ได้รับผลกระทบอะไรจากความอดอยาก
เมื่อนึกถึงเื่นี้ เฉินอวี๋ก็ใและมองไปยังกลุ่มคนเ่าั้อย่างระมัดระวัง ก่อนจะสบเข้ากับดวงตาคู่หนึ่งที่จ้องมองมา
แสงไฟสะท้อน ทำให้เฉินอวี๋รู้สึกราวกับว่ามีนักล่ากำลังจับตามองเขาอยู่
“คำราม”
เฉินต้าดูเหมือนจะััได้ถึงบางสิ่ง และด้วยเสียงคำรามต่ำๆ เขาก็พุ่งออกมาอย่างกะทันหัน เศษหญ้าปลิวว่อนและกระโจนเข้าใส่ชายคนหนึ่ง
ในชั่วพริบตา เฉินต้าก็มาอยู่ที่ด้านหน้า แสงไฟส่องสว่างใบหน้าคมคายดุร้าย ทำให้กลุ่มคนทั้งสิบสองคนใ
“เฮ้ยยย!!~”
“อย่าเข้ามานะ”
โฮ๊กกก
อ๊ากกกก
“...”
ชายตาโปนถูกเฉินต้าต่อยล้มลงกับพื้น ะโขึ้นคร่อมและใช้เล็บข่วนอีกฝ่ายไม่หยุด
ในความโกลาหล เสียงร้องที่น่ากลัวทำให้ผู้คนรอบข้างแตกตื่น บางคนล้มหงายหลังทับท่อนฟืน จนเพลิงในกองไฟลุกโซนเป็สะเก็ดส่งเสียง “ซู่ๆ” จากการที่ถ่านทับเสียดสีกัน
ไม่มีใครคิดว่าสถานการณ์มันจะกลายมาเป็แบบนี้ เฉินอวี๋จ้องมองฝูงชนตื่นตระหนกก็ทำอะไรไม่ถูก บางคนวิ่งว่อนเข้าไปห้ามพี่ชายคนโต และบางคนก็ลุกขึ้นไปดับไฟที่เริ่มไหม้พงหญ้า ขนาดพ่อและแม่ยังห้ามพี่ชายคนโตไม่ได้ นับประสาอะไรกับคนร่างผอมๆ ที่มีอยู่แค่ห้าหกคน
“ไม่ได้การ ข้าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อหยุดความวุ่นวายนี้”
คบคิดที่จะหาทางออกจากความวุ่นวาย จากนั้นเฉินอวี๋ก็หยิกต้นขาตัวเองอย่างแรง และด้วยความที่ร่างกายและอารมณ์เป็เด็ก จึงปล่อยน้ำตาร้องไห้ออกมาเสียงดัง
“ว๊ากกกก!!~”
“คนตาโปน ข้ากลัวคนตาโปน!!~”
“เขาจ้องจะกินข้า แง๊!!~~~”
“...”
