บทที่ 151 ปรุงโอสถ
“ครั้งนี้นอกจากข้าแล้ว ยังได้เชิญหวันต่านเยวี่ยผู้เป็ศิษย์พี่ของข้ามาด้วย รับรองว่าทุกท่านจะต้องไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน!”
สิ้นเสียงของเสิ่นตานเจวี๋ย ด้านล่างก็เกิดเสียงฮือฮาดังกระหึ่ม เสิ่นตานเจวี๋ยได้รับสมญานามว่าเป็าาโอสถแห่งเมืองเทียนตู ทักษะการปรุงโอสถของเขาในยามนี้เรียกได้ว่าไม่เป็สองรองใคร ต่อให้ปัจจุบันนี้ตระกูลลู่จะไล่ตามหลังมาติดๆ แต่ฝีมือการปรุงโอสถของเขาก็ยังได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายไม่เปลี่ยนแปลง หวันต่านเยวี่ยที่มีฐานะเป็ศิษย์พี่ของเขา ถูกเชิญตัวมาจากสถานที่ห่างไกลนับพันลี้เพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยง ความสามารถของเขาไม่ต้องพูดก็เห็นเป็ที่ประจักษ์
ตระกูลและสำนักทั้งหลายพอจะคาดเดาได้ั้แ่เมื่อครั้งที่ได้รับเทียบเชิญแล้ว ว่าเสิ่นตานเจวี๋ยจะต้องซ่อนไพ่ลับบางอย่างเอาไว้ ถึงได้กล้าจัดงานเลี้ยงยาอายุวัฒนะอย่างเอิกเกริกถึงเพียงนี้ มิเช่นนั้นแล้ว ลำพังเสิ่นตานเจวี๋ยผู้เดียวคงไม่สามารถต่อกรกับตระกูลลู่ได้ ดังนั้นฝีมือของหวันต่านเยวี่ยผู้นี้จะต้องเหนือกว่าที่ทุกคนคาดคิดเอาไว้
หวันต่านเยวี่ยพบเจอสถานการณ์เช่นนี้มาจนชินตา จึงไม่มีปฏิกิริยาใด เขานั่งประจำตำแหน่งของตัวเองอย่างสุขุม ไม่เอื้อนเอ่ยวาจาแม้เพียงครึ่งคำ
หลังจากเสิ่นตานเจวี๋ยนั่งลงแล้ว เมิ่งจั่งชุนที่นั่งอยู่ห่างออกไปไม่มากนักก็เอ่ยด้วยท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใส “สหายเสิ่น หลังจบงานเลี้ยงยาอายุวัฒนะครั้งนี้แล้ว เขาหนิงชุยเฟิงจะต้องกลายเป็กลุ่มทรงอิทธิพลที่แข็งแกร่งที่สุดในเทียนตูอย่างแน่นอน ต่อให้ตระกูลลู่จะมีนักปรุงโอสถขั้นห้าถึงสามคน แต่ทางด้านชื่อเสียงบารมีในหมู่นักปรุงโอสถด้วยกัน พวกเขาล้วนเทียบไม่ติดฝุ่นแม้แต่น้อย!”
เสิ่นตานเจวี๋ยหัวเราะเบาๆ เพียงส่ายหัวแล้วกล่าวอย่างถ่อมตนว่า “สหายเมิ่งกล่าวเกินไปแล้ว เขาหนิงชุยเฟิงเพียง้าสร้างโอกาสให้นักปรุงโอสถในเมืองเทียนตูได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันเท่านั้น ไม่ได้หวังเื่อื่นสักนิด!”
เมิ่งจั่งชุนได้ยินวาจาปากหวานก้นเปรี้ยวของเสิ่นตานเจวี๋ยแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงหัวเราะแห้งๆ สองสามครั้ง พร้อมกันนั้นก็เหลือบมองหวันต่านเยวี่ยที่นั่งอยู่อีกฝั่งของเสิ่นตานเจวี๋ยด้วยความสงสัยใคร่รู้
ในเมื่อครั้งนี้เป็งานเลี้ยงยาอายุวัฒนะ หากไม่มียาอายุวัฒนะร่วมด้วยแล้ว จะกล้าเรียกว่างานเลี้ยงยาอายุวัฒนะได้อย่างไรเล่า?
พื้นที่ว่างตรงลานกว้างในสถานที่จัดงาน บัดนี้ถูกศิษย์เจ็ดแปดคนของเขาหนิงชุยเฟิงช่วยกันจัดเตรียมอุปกรณ์ปรุงโอสถสำคัญๆ เอาไว้อย่างครบครัน เพื่อจัดงานเลี้ยงยาอายุวัฒนะในครั้งนี้ เขาหนิงชุยเฟิงได้เชิญปรมาจารย์ด้านค่ายกลมาวางค่ายกลขนาดมหึมาปิดล้อมสถานที่จัดงานเอาไว้ทั้งหมด นอกจากจะใช้เป็ปราการป้องกันได้แล้ว ยังสามารถฉายภาพขนาดใหญ่ได้อีกด้วย มิฉะนั้นต่อให้คนนับหมื่นเหล่านี้เป็ผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรที่มีฝีมือไม่ธรรมดา ใช้เพียงตาเปล่าก็มองเห็นทะลุปรุโปร่งแล้ว แต่อย่างไรเสียกันไว้ย่อมดีกว่าแก้
หลังใช้เวลาราวๆ จิบชาหนึ่งถ้วย[1] เสิ่นตานเจวี๋ยที่เห็นว่าสถานที่ถูกจัดเตรียมเรียบร้อยแล้วก็ไม่เสียเวลาพูดพร่ำทำเพลง โผทะยานเข้าไปในลานกว้างทันที เขาโบกมือข้างหนึ่ง ดวงแสงิญญาจุดหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในมือของเขา ก่อนจะขยายใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว ยามที่มันหล่นกระทบพื้นก็บังเกิดเสียง “ปัง” ขึ้นมา เตาหลอมโอสถสีม่วงทองที่สูงเท่าคนสามคนยืนซ้อนกันก็วางลงบนพื้นอย่างหนักหน่วง ซึ่งด้านล่างเป็ช่องสำหรับจุดไฟพอดิบพอดี
ผู้คนนับหมื่นที่อยู่ตรงนั้นพากันเงียบสนิท พวกเขาต่างกำลังตกตะลึงกับเตาหลอมโอสถใบั์ของเสิ่นตานเจวี๋ย
สำหรับนักปรุงโอสถ ไม่ใช่ว่าขนาดเตาหลอมยิ่งเล็กจะยิ่งดี แต่การที่เตาหลอมโอสถมีขนาดเล็ก จะทำให้ควบคุมอุณหภูมิภายในหม้อได้ง่ายยิ่งขึ้น เวลาและพลังงานที่ใช้ในการควบคุมอุณหภูมิของเตาหลอมก็ลดลงตามไปด้วย อีกทั้งยังสามารถควบคุมได้อย่างแม่นยำและสงบนิ่งมากกว่าเดิม ทำให้โอกาสหลอมโอสถสำเร็จยิ่งเพิ่มสูง แล้วยังช่วยเพิ่มระดับคุณภาพของโอสถด้วย ข้อเสียเพียงหนึ่งเดียวคือการที่สามารถหลอมโอสถออกมาได้จำนวนน้อย
แต่การหลอมโอสถวิเศษระดับสูงจำนวนมากจำเป็ต้องใช้สมุนไพรวิเศษหลากชนิด อย่างน้อยก็หลายสิบชนิด อย่างมากก็ร้อยกว่าชนิดเลยทีเดียว เตาหลอมโอสถขนาดเล็กไม่มีทางหลอมได้อยู่แล้ว นับว่าเป็ปัญหาชวนปวดหัวของนักปรุงโอสถเกือบทุกคน ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะถูกไล่ต้อนจนมาอยู่ในจุดนี้หรือ
หลายคนเผลอสูดอากาศเย็นเยียบเข้าปอด เอ่ยอย่างตกตะลึงว่า “เตาหลอมใหญ่ถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ตั้งใจจะหลอมโอสถวิเศษชนิดใดกัน?”
“เ้าหมอนั่น เตาหลอมใบนี้คงจะเป็อาวุธวิเศษกระมัง ขุมอำนาจของเขาหนิงชุยเฟิงไม่ธรรมดาจริงๆ!”
บรรดานักปรุงโอสถทั้งหลายคือคนที่ประหลาดใจมากที่สุด วาสนาที่จะได้ดูการปรุงโอสถของท่านาาโอสถอย่างใกล้ชิด ต่อให้ไม่สามารถทำความเข้าใจทุกอย่างได้ แต่ขอเพียงพวกเขาเรียนรู้ได้บ้างแม้เพียงเล็กน้อย ก็นับว่าเป็ประโยชน์ต่อพวกเขามากพอแล้ว
โดยเฉพาะการปรุงโอสถที่ใช้เตาหลอมขนาดใหญ่เช่นนี้ ยิ่งทำให้พวกเขาได้รับการชี้แนะจากการเฝ้ามองมิใช่น้อย
“คราวนี้นับว่ามาไม่เสียเที่ยวแล้วจริงๆ พอจะคาดเดาได้อยู่ว่ามีโอกาสชมผู้าุโาาโอสถปรุงโอสถ แต่คิดไม่ถึงว่าจะเป็การใช้เตาหลอมขนาดั์ระดับขั้นอาวุธวิเศษเช่นนี้ในการปรุงโอสถ!”
“อืม เป็อย่างที่เ้าว่า แต่พอลองนึกถึงจุดประสงค์ในการจัดงานเลี้ยงยาอายุวัฒนะของเขาหนิงชุยเฟิงแล้ว แม้จะมีจุดที่น่าแปลกใจอยู่บ้าง แต่ก็พอจะเข้าใจเหตุผลได้ เพราะตอนนี้ตระกูลลู่ไม่อาจล่วงเกินได้โดยง่าย นอกจากจะมีนักปรุงโอสถขั้นห้าอยู่สามท่านแล้ว ยังมีนายน้อยลู่อวี่ นักปรุงโอสถอัจฉริยะที่สามารถปรุงโอสถยืดอายุขัยผู้นั้นอยู่อีก หากเขาหนิงชุยเฟิงไม่ใช้กลยุทธ์สร้างความประหลาดใจให้คนอื่นๆ เห็นบ้าง อย่างไรก็คงจะทำใจยอมรับกันไม่ได้!”
“หากเป็เช่นนั้น พวกเราก็มาตั้งตารอชมกันเถิด!”
หลังจากเสิ่นตานเจวี๋ยลงไปอยู่พื้นที่ตรงกลางลานสำหรับปรุงโอสถ เขาก็ขยับมือใช้ออกเคล็ดวิชาสองสามที สร้างม่านพลังขึ้นมาปกคลุมพื้นที่ทั้งหมดที่ใช้สำหรับการปรุงโอสถ ประการแรกคือป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอก ประการสองคือคุ้มครองความปลอดภัยของตนเอง นักปรุงโอสถแต่ละคนย่อมมีความถนัดแตกต่างกันไป ไม่ถึงขั้นว่าเป็เื่ดีหรือร้าย แต่เป็สิ่งที่ขาดไปไม่ได้
เหมือนกับเวลาที่คนนอนหลับ บางคนไม่ชอบใส่เสื้อผ้านอน บางคนชอบใส่เสื้อผ้านอน บางคนหากไม่มีอะไรสักอย่างมากอดเวลานอนก็จะนอนหลับไม่สนิท เสิ่นตานเจวี๋ยไม่ชอบให้คนมาอยู่ใกล้ๆ ยามที่เขาปรุงโอสถ จะเป็ใครก็ไม่ได้ทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้จึงนำค่ายกลสำหรับปิดกั้นพื้นที่ออกมาใช้โดยเฉพาะ
เสิ่นตานเจวี๋ยเป็นักปรุงโอสถดั้งเดิม ได้รับการสืบทอดวิชาความรู้อายุนับหมื่นปีมาจากสำนักจิ่วติ่ง การจัดการวัตถุดิบ อุ่นเตาหลอมและจัดวางตำแหน่งสมุนไพรวิเศษต่างๆ จึงสามารถทำได้อย่างคล่องแคล่วลื่นไหล ใช้เวลาเพียงไม่นานก็เข้าสู่ขั้นตอนการปรุงโอสถอย่างแท้จริงแล้ว
สำหรับนักปรุงโอสถขั้นเจ็ดขึ้นไป การกระทำทั้งหมดนั้นไม่นับว่าเป็เื่พิเศษอะไรนัก แต่สำหรับนักปรุงโอสถที่เพิ่งจะก้าวเข้าสู่เส้นทางการปรุงโอสถได้ไม่นาน ภาพที่ปรากฏตรงหน้าก็ไม่ต่างอะไรจากการร่ำเรียนวิชาปรุงโอสถจากตำราแม้แต่น้อย นักปรุงโอสถขั้นต่ำหลายคนจึงได้รับความรู้กลับไปไม่น้อย อีกทั้ง ‘ค่ายกลแสงิญญาฉายภาพ’ ยังช่วยให้ผู้คนนับหมื่นที่อยู่ตรงนั้นมองเห็นการเคลื่อนไหวของเสิ่นตานเจวี๋ยได้อย่างละเอียด ประกอบกับมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของนักปรุงโอสถขั้นเจ็ดขึ้นไปผู้มากประสบการณ์ดังขึ้นจากรอบด้าน พวกเขาย่อมต้องได้รับความรู้กลับไปไม่น้อย
บัดนี้ นักปรุงโอสถหลายคนกำลังเพ่งความสนใจไปในจุดเดียวกัน เดิมทีสนามขนาดใหญ่ที่บรรจุคนเกือบหมื่นควรจะเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยเซ็งแซ่ ทว่าบรรยากาศรอบข้างในยามนี้กลับเงียบสงัด
“ที่แท้เม็ดบัวของบงกชวารีต้องใช้วิธีการนำไปต้มเสียก่อน เพื่อดึงเอาสรรพคุณยาออกมา เมื่อก่อนข้านำมันมาบดละเอียดโดยตรง มิน่าเล่า ถึงได้มีตะกอนตกค้างมากนัก!”
“อ่า ที่แท้เตาหลอมโอสถก็สามารถควบคุมอุณหภูมิด้วยวิธีนี้ได้ ข้าคิดมาตลอดว่าวิธีการเช่นนั้นมันไร้ประโยชน์ ที่แท้ก็นำมาใช้ควบคุมอุณหภูมิของเตาหลอมโอสถได้!”
“เอ๊ะ เคล็ดวิชามุทราเ่าั้ใช้ทำอะไรกัน? ก่อนหน้านี้ไม่เคยพบเห็นสักครั้ง จำเอาไว้ก่อนดีกว่า ประเดี๋ยวกลับไปจะต้องลองค้นคว้าดู!”
“นี่เป็ครั้งแรกที่ข้าได้เห็นาาโอสถแสดงฝีมือปรุงโอสถ ช่างคล่องแคล่วลื่นไหล งดงามตระการตายิ่งนัก!”
“ฉายาาาโอสถมิใช่เื่โกหกพกลม เมื่อครั้งที่ผู้าุโเสิ่นโด่งดังมีชื่อเสียง นายน้อยตระกูลลู่ยังไม่ลืมตาดูด้วยซ้ำ ประสบการณ์ปรุงโอสถมานานหลายร้อยปี หาใช่สิ่งที่จะใช้พร์เพียงอย่างเดียวมาอุดช่องว่างได้!”
“ไม่รู้ว่าคราวนี้ท่านาาโอสถจะปรุงยาอายุวัฒนะชนิดใดออกมา ดูจากวัตถุดิบในการปรุงโอสถเมื่อครู่นี้ ก็นับว่ามีอยู่จำนวนไม่น้อย อีกทั้งสมุนไพรวิเศษหลายชนิดข้ายังไม่เคยพบเห็นมาก่อนด้วย โอสถวิเศษที่ปรุงออกมาครั้งนี้จะต้องโดดเด่นไม่ซ้ำผู้ใดแน่!”
ยามนี้เสิ่นตานเจวี๋ยกำลังเพ่งสมาธิทั้งหมดไปที่ขั้นตอนการปรุงโอสถ ขณะที่สายตาของคนทั้งหมดต่างจับจ้องเขาไม่วางตา เขาจำเป็ต้องจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เพื่อให้มั่นใจว่าการปรุงโอสถครั้งนี้จะไม่มีข้อผิดพลาด เพราะนอกจากเกี่ยวข้องกับชื่อเสียงบารมีของตนเองและเขาหนิงชุยเฟิงแล้ว ยังเป็เพราะวัตถุดิบที่ใช้ปรุงโอสถคราวนี้ล้วนแต่เป็ของล้ำค่าราคาแพง หากการปรุงโอสถในครั้งนี้ล้มเหลว เขาก็คงไม่มีโอกาสได้ปรุงโอสถชนิดนี้ไปอีกนาน
แต่เพราะโอสถวิเศษชนิดนี้เป็ตัวชูโรงที่เขานำมาใช้เรียกชื่อเสียงของเขาหนิงชุยเฟิงกลับคืนมา รวมทั้งตั้งใจจะขายให้คนที่มาร่วมงานในวันนี้ด้วย หากการปรุงโอสถล้มเหลว นอกจากเขาและเขาหนิงชุยเฟิงจะอับอายขายหน้าแล้ว เขาหนิงชุยเฟิงยังต้องแบกรับความเสียหายอันใหญ่หลวงด้วย ซึ่งสถานการณ์ของเขาหนิงชุยเฟิงในปัจจุบันก็ไม่ค่อยสู้ดีนัก หากต้องแบกรับความเสียหาย เกรงว่าจะเสียความเชื่อมั่นจากผู้คนทั้งหมดไป ซึ่งเขาจะไม่ยินยอมให้มันเป็เช่นนั้นโดยเด็ดขาด
ดังคำที่ว่า ‘ยอดฝีมือไม่อวดอ้าง’ หลังจากทุกคนได้เห็นฝีมือการปรุงโอสถที่เสิ่นตานเจวี๋ยเปิดเผยออกมา ก็รู้สึกตรงกันว่าคุ้มค่ากับการเดินทางมาแล้ว ภายในใจจึงเกิดการยอมรับเขาหนิงชุยเฟิงมากขึ้นหลายส่วน โอสถวิเศษของตระกูลลู่จะขายราคาถูกสักเพียงใด ก็ไม่สู้ได้เรียนรู้จนชำนาญด้วยตัวเอง
ฝั่งที่นั่งของตระกูลลู่ ตำแหน่งด้านหลังของลู่เหว่ยอิง มีลูกศิษย์จากตระกูลลู่สองคนที่เพิ่งจะเลื่อนขั้นเป็นักปรุงโอสถขั้นเก้า กำลังนั่งมองการแสดงของนักปรุงโอสถจากเขาหนิงชุยเฟิงด้วยท่าทีไม่ยินดียินร้าย ความดูแคลนจางๆ ฉายผ่านแววตาของเขา อดเอ่ยค่อนแคะไม่ได้ว่า “เสิ่นตานเจวี๋ยผู้นี้ขี้เหนียวชะมัดยาด คราแรกคิดว่าจะเปิดเผยอะไรที่ยอดเยี่ยมกว่านี้สักหน่อย คิดไม่ถึงเลยว่าจะเป็เพียงของที่ล้าสมัยเช่นนี้ เทียบกับของที่บันทึกในม้วนคัมภีร์หยก ‘การปรุงโอสถขั้นพื้นฐาน’ ของนายน้อยไม่ได้แม้แต่น้อย!”
“เงียบซะ! พวกเ้าสมควรจะมาคุยโวโอ้อวดกันที่นี่หรือ? ตั้งใจดูต่อไป เสิ่นตานเจวี๋ยผู้นี้ได้รับสมญานามว่า ‘าาโอสถ’ ย่อมต้องมีจุดที่ไม่ธรรมดาอยู่บ้าง!”
‘การปรุงโอสถขั้นพื้นฐาน’ เป็หนึ่งในสองคัมภีร์ลับปรุงโอสถที่ลู่อวี่มอบให้ผู้เฒ่าห้าลู่หงิ ตำราทั้งสองเล่มนี้ล้วนเป็สิ่งที่เขาคิดค้นขึ้นมาเองทั้งหมด ด้วยฐานะปรมาจารย์โอสถจากชาติที่แล้ว ของเหล่านี้จึงใช้เวลาเพียงไม่นานก็สามารถเขียนออกมาได้แล้ว คัมภีร์ลับอีกเล่มหนึ่งเป็สูตรยา ด้านในจะบันทึกสูตรการปรุงโอสถขั้นห้าลงไปจำนวนหลายร้อยชนิด แม้ของพรรค์นี้จะไม่ได้สำคัญอะไรในสายตาของลู่อวี่ ทว่าตระกูลลู่กลับยกย่องให้มันเป็คัมภีร์ลับและควรค่าแก่การเก็บรักษาไว้ รวมถึงม้วนคัมภีร์การปรุงโอสถขั้นพื้นฐานเล่มนั้นด้วย มีเพียงลูกหลานคนสำคัญในตระกูลลู่เท่านั้นที่จะได้รับสืบทอดตำราเ่าั้ไป
ลูกศิษย์ของตระกูลลู่พลันตระหนักได้ว่าพวกตนต่างมีความประมาทเลินเล่อเกินไปบ้าง เื่คัมภีร์ลับจะเอามาป่าวประกาศในที่เช่นนี้ได้อย่างไร หลังถูกลู่เหว่ยอิงตำหนิจึงพากันปิดปากเงียบทันที
เสิ่นตานเจวี๋ยควบคุมอุณหภูมิของเตาหลอมด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ฝ่ามือของเขาประสานกันเป็ท่าทางต่างๆ อย่างมีจังหวะจะโคน ประเดี๋ยวก็ควบคุมไฟที่ใต้ก้นเตาหลอม ประเดี๋ยวก็ควบคุมตัวยาที่ถูกหลอมเป็ของเหลวภายในเตา เร่งการผสมผสานและแปลงคุณสมบัติของสรรพคุณยาในของเหลวแต่ละชนิด รวมถึงตรวจสอบให้แน่ชัดด้วยว่าจะไม่เกิดการขัดแย้งกันของฤทธิ์ยา
เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไป กลิ่นหอมสดชื่นก็แผ่ซ่านออกมาจากภายในเตาหลอม แม้ว่ากลิ่นหอมเ่าั้จะเจือจางลงมากยามโชยไปกระทบจมูกของผู้ชมโดยรอบ แต่พวกเขาก็ทราบโดยทันทีว่าการปรุงโอสถดำเนินมาถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว ก่อนหน้านี้เสิ่นตานเจวี๋ยไม่ยอมบอกว่าตนเองจะปรุงโอสถชนิดใด พวกเขารู้เพียงว่าโอสถวิเศษดังกล่าวนี้ไม่ธรรมดาสามัญ ย่อมต้องเป็ของล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่ง ดังนั้นพวกเขาจึงได้ตั้งหน้าตั้งตารอกันด้วยความตื่นเต้นยินดี
ซึ่งยามนี้นักปรุงโอสถทั้งหลายต่างพากันลุ้นจนตัวเกร็ง ตอนนี้เป็ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการปรุงโอสถ กล่าวคือ นักปรุงโอสถจำนวนไม่น้อยมักจะล้มเหลวกันที่ขั้นตอนนี้ ส่งผลให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำมาสูญเปล่า ตอนนี้คงต้องมาลุ้นดูแล้วว่าท่านาาโอสถจะรับมือกับมันอย่างไร
[1] ประมาณ 15 นาที
