กองทัพทหารราบของอาณาจักรเซินฮัวที่วิ่งอยู่ด้านหน้าสุดถูกทำลายจนหมดสิ้นโดยที่พวกเขาไม่มีโอกาสแม้แต่จะดิ้นรน ทหารดาบของอาณาจักรหลู่เหนิงที่วิ่งตามมาด้านหลังติดๆ ก็ไม่ดีไปกว่ากัน เพียงพริบตาเดียวพวกเขาก็ตายไปกว่าครึ่ง พวกทหารอาณาจักรอื่นๆ ที่วิ่งตามหลังมาก็หลบหนีไม่ทันเช่นกัน เดิมทีพวกเขาก็แค่คิดอยากจะรับผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ บ้าง แต่ไม่นึกเลยว่าจะเป็การพาตัวเองไปตาย ความจริงแล้วผู้บัญชาการเมืองแซมบอร์ดเป็คนที่รอบคอบมาก เขาจงใจปล่อยให้ข้าศึกวิ่งเข้ามาในระยะไม่ถึงสิบเมตร เพื่อให้มั่นใจว่าพวกข้าศึกเก้าในสิบส่วนจะอยู่ในรัศมีการยิงของนักธนูเวทมนตร์สาว แม้ว่าพวกทหารพันธมิตรจะหลบหนีจากการโจมตีของลูกธนูเวทมนตร์ในรอบแรกได้ แต่พวกเขาก็ต้องพบกับความสูญเสียเป็จำนวนมากเช่นกัน!
การโจมตีด้วยเวทมนตร์อันน่ากลัวนี้กินเวลาไปสามนาที
สามนาทีผ่านไป พลังเวทของนักธนูสาวก็ถูกใช้จนหมด ในที่สุดการโจมตีก็สิ้นสุดลง ตอนนี้ทหารของกองทัพพันธมิตรทั้งหนึ่งพันห้าร้อยกว่าคนที่บุกโจมตีเข้ามาเหลืออยู่ไม่ถึงครึ่ง ทหารที่รอดชีวิตส่วนใหญ่แม้ว่าจะเห็นสถานการณ์สงบลง แต่ด้วยความกลัว พวกเขาจึงพยายามหลบหนีไปจากรัศมีการยิงธนู ไม่อย่างนั้นแล้วอาจมีคนตายเพิ่มก็ได้
ในสนามรบเต็มไปด้วยฝุ่นควัน กลิ่นเนื้อไหม้โชยไปทั่ว
ทุกที่เต็มไปด้วยศพที่ดำเป็ตอตะโกจากการถูกไฟเผา เศษชุดเกราะที่แตกหักและร่างของทหารที่ถูกแช่แข็งจนตายยืนตัวแข็งทื่อ
เหล่าองค์าาที่อยู่ห่างออกไปและพวกทหารพันธมิตรที่หนีรอดไปได้ต่างพากันมองฉากนี้ด้วยความตกตะลึง พวกเขารู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในฝันร้ายที่ไม่มีทางได้ตื่นขึ้น ร่างของทุกคนเย็นเฉียบ เสื้อผ้าเปียกชุ่มด้วยเหงื่อ ก่อนจะเบนสายตาไปมองเหล่าสาวๆ น่ารักอ่อนหวานทั้งยี่สิบหกคนที่อยู่บนเนินเขา ไม่มีใครกล้าคิดว่าสาวๆ พวกนี้เป็เพียงดอกไม้ในแจกันวังหลังของาาเมืองแซมบอร์ดอีกต่อไป ดูจากพลังทำลายล้างของฝนธนูแห่งความตายนั่น ความแข็งแกร่งของผู้หญิงกลุ่มนั้นจะต้องอยู่ในระดับนักเวทสองดาวอย่างแน่นอน กุหลาบงามช่อนี้แม้ว่าจะสวยงามน่าหลงใหล แต่กลับมีหนามแหลมคม และเป็หนามแหลมที่มีพิษร้ายถึงตายได้
ทำไมอาณาจักรบริวารระดับหกอย่างเมืองแซมบอร์ดถึงมียอดฝีมือมากขนาดนี้?
นี่เป็ปริศนาที่ลึกลับ
แต่ปริศนานี้ก็ไม่ใช่เื่ที่กองทัพพันธมิตรต้องครุ่นคิดและกังวลในตอนนี้
ถ้าเป็ไปได้ ขอให้เื่นี้เป็เพียงฝันร้าย เมื่อพวกเขาตื่นขึ้นมาก็พบว่ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้น...องค์าาทุกอาณาจักรรู้สึกเสียใจแทบตาย ถ้าไม่ใช่เพราะว่าคนคนนั้นยุยงพวกเขา บอกว่าเมืองแซมบอร์ดไม่ได้แข็งแกร่งอะไรนัก พวกเขาคงไม่มีความคิดที่จะปล้นชิงสมบัติและก่อาที่น่าขำนี่ขึ้นมา
ตอนนี้องค์าาทุกพระองค์ต่างถามตัวเองว่า “จะทำอย่างไรดี? จะทำอย่างไรให้ตัวเองหนีออกจากขุมนรกแห่งนี้โดยที่ยังมีชีวิตอยู่?”
ตอนนี้สถานการณ์ของพวกเขาช่างน่าเวทนา ทหารข้างกายก็มีไม่ถึงห้าร้อยนาย ส่วนพวกทหารที่ถอนตัวกลับมาอีกแปดร้อยคน ตอนนี้กลายเป็นกหวาดเกาทัณฑ์1 เกรงว่าแค่นักธนูเวทสาวขยับธนูเบาๆ พวกนั้นคงใจนฉี่ราดแน่ๆ
เมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว พวกเขาต้องยอมรับว่าาครั้งนี้ พวกเขาไม่มีทางสู้ต่อได้
ถึงแม้ว่าทุกคนจะมองออกว่า ตอนนี้นักธนูสาวฝั่งตรงข้ามไม่หลงเหลือพลังเวทใดๆ แต่ก็ไม่มีใครกล้าเสี่ยงอีกต่อไป ทหารโล่และหอกนับร้อยคนของอาณาจักรชื่อสุ่ยและบรรดาศพที่นอนเกลื่อนกราดอยู่ตรงหน้า ทำให้ความกล้าของเหล่าทหารพันธมิตรลดฮวบฮาบ ม้าศึกถอยหลังทีละก้าว พวกมันรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายแห่งความตาย
นี่เป็ครั้งแรกที่เมืองแซมบอร์ดจะเป็ฝ่ายโจมตีกลับ
ธงสีแดงชูขึ้นอีกครั้ง
บนเนินเขา โร้กสาวที่กำลังฟื้นฟูพลังเวทก็เริ่มเคลื่อนไหว พวกนางวิ่งหายลับเข้าไปในทุ่งหญ้าเหมือนทหารเมืองแซมบอร์ดคนอื่นๆ พวกนางะโลงจากรถม้าแล้วแบ่งออกเป็สองแถว ก่อนจะวิ่งด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเหล่าทหารแซมบอร์ดก่อนหน้านี้ ไม่ช้า พวกนางก็หายเข้าไปในทุ่งหญ้า
สถานการณ์แปลกๆ เช่นนี้ทำให้เหล่าาาพันธมิตรต่างรู้สึกไม่สบายใจ
“โฮ่งๆๆๆ!!!”
ทุกคนได้ยินเสียงเห่าอย่างลำพองใจดังมาจากด้านหน้า การเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่กำลังจะเกิดขึ้น ในสนามรบฝั่งตรงข้าม พวกเขาเห็นาาแห่งเมืองแซมบอร์ดที่นั่งบนหลังสุนัขั์สีดำค่อยๆ เดินลงจากเนินเขาอย่างช้าๆ จากนั้นรูปขบวนของเทศกิจที่อยู่ด้านหน้าสุดก็เปิดทางให้าาของพวกเขาเดินผ่านไป ซุนเฟยแสยะยิ้มเ็าขณะที่กวาดสายตามองเหล่าาาพันธมิตร สีหน้าของเขาไม่ปกปิดท่าทางดูถูกเหยียดหยามสักนิด ซุนเฟยไม่เห็นพวกทหารของกองทัพพันธมิตรที่เหลืออยู่ประมาณเจ็ดร้อยแปดร้อยนายอยู่ในสายตา เขาค่อยๆ ก้าวไปหาพวกผู้นำกองทัพพันธมิตรทีละก้าวด้วยท่าทางสบายๆ
ในไม่ช้า เขาก็เดินผ่านสนามรบที่เต็มไปด้วยซากศพ
เหล่าทหารทั้งเจ็ดร้อยแปดร้อยคนที่กำลังใกลัวต่างไม่กล้าขยับตัวเข้าไปขวางทาง พวกเขามองซุนเฟยที่กำลังเดินเข้ามาเหมือนมองเทพแห่งความตายคนหนึ่ง พวกเขาไม่ลังเลที่ถอยห่างเปิดทางให้ซุนเฟยทันที โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่าเ้าสุนัขั์สีดำที่ซุยเฟยขี่มาสูงใหญ่กว่าม้าเสียอีก แค่แวบเดียวที่ได้สบตากับดวงตาอันดุร้ายของเ้าอสูรร้ายตัวนี้ พวกเขาก็รู้สึกหนาวเย็นไปทั่วร่าง สมองพลันว่างเปล่า แข้งขาอ่อนระทวยจนยืนไม่อยู่ เหมือนิญญาหลุดลอยออกจากร่าง
ทหารนับเจ็ดร้อยกว่าคน ไม่มีใครกล้าเผชิญหน้ากับหนึ่งคนหนึ่งสุนัข
ตอนนี้พวกเขาเหมือนกลุ่มทหารที่แยกเป็สองฝั่ง คอยคุ้มครองและให้การต้อนรับาาของตัวเอง
ซุนเฟยเหมือนกำลังเดินผ่านถนนที่ไร้ซึ่งผู้คน เขาสามารถเดินผ่านได้ง่ายๆ
แม้ว่าจะมีเพียงหนึ่งคนหนึ่งสุนัข แต่เหล่าทหารของกองทัพพันธมิตรกลับรู้สึกว่าพวกเขาน่ากลัวยิ่งกว่าทหารเมืองแซมบอร์ดและเหล่านักธนูสาวก่อนหน้านี้เสียอีก เมื่อไม่มีทหารกองทัพพันธมิตรคนไหนกล้าลงมือกับซุนเฟย พวกเขาจึงไม่รู้ว่าพลังที่แท้จริงของาาน้อยคนนี้เป็อย่างไร แต่เพียงบรรยากาศดุดันที่แผ่ออกมาก็ทำให้บรรดาาาพันธมิตรทั้งเก้าอาณาจักรดูด้อยลงไปทันที
“การละเล่นใกล้จะจบแล้ว ข้ามีทางเสือกให้พวกท่านแค่สองทาง ยอมจำนนหรือตาย!”
ซุนเฟยหยุดอยู่ห่างจากบรรดาองค์าาทั้งเก้าอาณาจักรไม่ถึงสิบเมตร ในสายตาเหล่าองค์าา น้ำเสียงอันอบอุ่นและรอยยิ้มบนใบหน้าของซุนเฟยไม่ต่างอะไรกับปีศาจจากขุมนรก ตอนนั้นไม่มีใครกล้าสบสายตากับซุนเฟย เพียงแต่พวกทหารพันธมิตรที่อยู่ด้านหลังก็ค่อยๆ ตระหนักถึงอะไรบางอย่าง พวกเขาแต่ละคนกำหอกแน่น ก่อนขยับกายปิดเส้นทางหลบหนีของซุนเฟยอย่างเงียบๆ
“สังหารมันให้แก่ข้า!”
องค์าาแห่งอาณาจักรชื่อสุ่ยเห็นโอกาสอันดีที่จะกำจัดซุนเฟย จึงรีบหันไปสั่งการทหารองครักษ์ที่อยู่ใกล้ๆ
แม้การสังหาราาของอาณาจักรบริวารจะเป็การละเมิดกฎหมายของราชอาณาจักรเซนิท ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ มากมายตามมาทีหลัง ความจริงแล้วการปล้นสะดมกับการฆ่าคนมันมีความแตกต่างกัน กฎหมายของราชอาณาจักรเซนิทอนุญาตให้เหล่าอาณาจักรบริวารขัดแย้งกันได้ แต่ไม่อนุญาตให้สังหาราาของอาณาจักรได้อย่างตามใจ แต่เพราะเมื่อเร็วๆ นี้กองทัพ 'กีบเหล็กแห่งไฟ' ของอาณาจักรชื่อสุ่ยกำลังได้รับความสนใจจากองค์ชายอาร์ชาวินและองค์ชายโดมิงเกวซ ทั้งสองพระองค์กำลังยื้อแย่งชักชวนให้าาแห่งอาณาจักรชื่อสุ่ยเข้าไปเป็พวก ดังนั้น มันทำให้าาอาณาจักรชื่อสุ่ยรู้สึกเย่อหยิ่งขึ้นมา อีกประการหนึ่ง กฎหมายมีไว้ใช้กับพวกอ่อนแอ ตอนนี้กฎหมายของราชอาณาจักรเซนิทไม่เข้มงวดเหมือนเมื่อร้อยปีก่อนแล้ว โดยเฉพาะถ้าเป็อาณาจักรบริวารระดับหนึ่งถึงสามแล้ว แค่มอบเงินจำนวนหนึ่งให้ขุนนางชั้นสูงที่มีอำนาจ เื่ที่เขาแอบสังหาราาอาณาจักรบริวารระดับหกคนหนึ่งก็จะเงียบหายไปเอง และจะฆ่าอีกกี่คนก็ได้ ตราบเท่าที่ยังมีผลประโยชน์มอบให้ เื่แค่นี้ไม่มีปัญหา อีกอย่าง การที่องค์าาแห่งอาณาจักรชื่อสุ่ยต้องสูญเสียทหารราบพลโล่และพลหอกไปทั้งหมด มันทำให้เขาจวนจะคลั่งตายด้วยความแค้นอยู่แล้ว
ทหารองครักษ์ที่อยู่ข้างกายก็พุ่งออกมา
เขาเป็นักรบคลื่นพลังธาตุทองระดับสองดาวระยะกลาง ในอาณาจักรบริวารระดับสามถือว่ามีฝีมือไม่เลวเลย
กองทัพพันธมิตรไม่เคยเห็นซุนเฟยแสดงฝีมือมาก่อน อีกทั้งคราวนี้เพราะได้รับการยุยงมาจึงได้จัดตั้งกองทัพขึ้นมาอย่างลวกๆ ไม่มีใครสนใจจะส่งหน่วยข่าวกรองไปตรวจสอบข้อมูล ดังนั้นพวกเขาจึงไม่รู้พลังที่แท้จริงของาาน้อยตรงหน้า ด้วยเหตุนี้ ทหารคนนั้นจึงมั่นใจมากว่าสามารถสังหาราาน้อยตรงหน้าได้อย่างง่ายดาย แต่ก็มีาาบางองค์ที่ยังกังวลเกี่ยวกับความยุ่งยากที่อาจจะเกิดขึ้นหลังจากสังหาราาน้อยตรงหน้า แม้อยากจะหยุดแต่ก็หยุดไม่ทัน...
ทว่า
ชิ้ง!
สะเก็ดไฟกระจาย
ร่างเงาปรากฏขึ้นกลางอากาศ
เหล่าทหารกองทัพพันธมิตรไม่ได้เห็นอย่างชัดเจนว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่วินาทีต่อมาพวกเขาเห็นยอดฝีมือฝ่ายตัวเองคอขาด ร่างของเขาเหมือนถุงกระสอบทรายขาดๆ ที่ถูกโยนทิ้ง ดาบในมือของเขาหักเป็สองส่วนกลายเป็เศษเหล็ก ก่อนที่ร่างจะตกลงสู่พื้นอย่างรุนแรง ไม่รู้ว่าั้แ่เมื่อไรที่ในมือของาาน้อยถือขวานสีเขียวไว้ คมขวานแหลมคมดุจเขี้ยวปีศาจ ปลายใบขวานเปรอะไปด้วยหยาดเือุ่นๆ ที่หยดลงบนพื้น...
ยอดฝีมือ!
ในใจของทุกคนพลันหนาวะเื
ที่แท้าาแห่งเมืองแซมบอร์ดก็เป็ยอดฝีมือ
เป็อีกฉากหนึ่งที่ทำให้ผู้คนต้องใ
ฉากนี้ทำให้พวกาาพันธมิตรที่กลัวตายรู้สึกได้ถึงอันตราย พวกเขารู้ดีว่ามันหมายถึงอะไร การที่ศัตรูสามารถสังหารทหารระดับสองดาวได้ในพริบตา โดยที่อยู่ห่างจากตัวเองเพียงสิบเมตร มันไม่ต่างอะไรกับการที่ยืดคอตัวเองไปวางไว้บนเขียงของศัตรู แค่ซุนเฟยกวาดสายตามองมาก็ทำให้าาแห่งอาณาจักรชื่อสุ่ยหวาดกลัวอย่างหนัก ถึงกับแหกปากร้องออกมาเสียงดังด้วยความใ ก่อนจะกระตุ้นให้ม้าวิ่งหนี...
การกระทำนี้ ทำให้ความคิดที่จะต่อต้านของเหล่าทหารพันธมิตรแตกสลายในชั่วพริบตา
เสียงแหกปากของาาอาณาจักรชื่อสุ่ยได้ปลุกให้าาองค์อื่นๆ ได้สติ พวกเขาร้องลั่นประหนึ่งถูกไม้เสียบก้น พวกเขาต่างกระตุ้นให้ม้าตัวเองรีบวิ่งหนีจากปีศาจตัวนี้
การกระทำของเหล่าองค์าาได้ส่งผลกระทบต่อทหารองครักษ์ที่อยู่รอบๆ พวกเขาต่างวิ่งตามหลังาาไป
และการกระทำของพวกทหารองครักษ์ก็สลายความลังเลของทหารกองทัพพันธมิตรอีกเจ็ดร้อยกว่าคนในชั่วพริบตา
ทันใดนั้นสนามรบก็เกิดความโกลาหลขึ้น เมื่อผู้นำหลบหนีไปแล้ว เหล่าทหารจะอยู่ต่อเพื่ออะไร ความฝันที่จะได้ปล้นสะดมขนเงินกลับบ้านก็พลันแตกสลายพวกเขาต่างวิ่งหนีกระจัดกระจาย บางคนนึกเกลียดที่พ่อแม่ให้ขาเขามาแค่สองขา ทหารบางคนก็สังหารทหารม้าเพื่อจะแย่งม้าศึก ความวุ่นวายกระจายไปทั่วสนามรบ...
“ฮ่าๆ คิดจะหนีตอนนี้ก็สายไปแล้ว!”
ทันใดนั้นซุนเฟยก็ะโลงจากหลัง 'ลมกรดทมิฬ' ก่อนร่างจะกลายเป็เงาดำไล่ตามเหล่าาาพวกนั้นไป ซุนเฟยได้แสดงทักษะที่น่าสะพรึงกลัวออกมาอีกครั้ง สองมือของเขาก็ปรากฏขวานคู่ม่วงเขียวออกมา แสงของมันระยิบระยับเหมือนดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน เสียงฝ่าอากาศที่แหลมคมดังขึ้น ก่อนที่ร่างของเหล่าทหารองครักษ์และทหารม้าจะถูกฟันจนร่วงลงพื้น ร่างของซุนเฟยมีความยืดหยุ่นมาก เขาะโขึ้นลงเหมือนลูกบอล คอยไล่สังหารเหล่าทหารที่ขวางทาง! พวกทหารองครักษ์ไม่อาจต้านทานขวานของซุนเฟยได้ พวกเขาได้แต่ร้องโหยหวนยามถูกฟันจนกระเด็นตกจากหลังม้า...
โฮ่งๆๆๆ!!!
'ลมกรดทมิฬ' วิ่งตามหลังมาอย่างรวดเร็จดุจสายลม มันเห่าเสียงดังกึกก้องจนทำให้ม้าศึกที่อยู่รอบๆ นับร้อยตัวต่างใจนตาเหลือก น้ำลายแตกฟองแล้วล้มลงกับพื้น
องค์าาหลายคนที่ไม่ทันตั้งตัวก็พากันร้องเสียงแหลม เมื่อจู่ๆ ม้าของตัวเองก็ล้มลงจนทำให้ตัวเองกลิ้งตกจากหลังม้าหน้าทิ่มพื้น
ไม่รอให้พวกเขาได้ตะเกียกตะกายลุกขึ้นวิ่งหนี ซุนเฟยก็เขามาขวางด้านหน้าพลางยกขวานคู่ขึ้นมา หยดเืตรงปลายขวานค่อยๆ หยดลงบนพื้นหญ้าต่อหน้าพวกเขา กลิ่นคาวเืลอยเข้าจมูกของพวกเขา!
ฉากนี้เหมือนปีศาจที่ปีนออกจากนรกกำลังกวักมือเรียกพวกเขาอยู่ ปกติแล้วาาอย่างพวกเขาต่างถูกเลี้ยงดูมาเหมือนไข่ในหิน เคยเห็นสนามรบที่ไหนกัน? ความหวาดกลัวเกาะกุมไปทั่วร่าง พวกเขาต่างคุกเข่าตัวสั่นเทา วิงวอนขอชีวิต...
ข้างๆ พวกเขามีพวกทหารของกองทัพพันธมิตรกำลังหลบหนีแซงหน้าพวกเขาไป ไม่มีใครคิดจะสนใจช่วยาาของตัวเอง
ช่างเป็ฉากที่น่าตลกสิ้นดี!
“มัดมันให้ข้า!” ซุนเฟยโบกมือให้เทศกิจหลายสิบคนที่กำลังไล่สังหารทหารกองทัพพันธมิตรประหนึ่งเสือร้ายกำลังกระโจนเข้าขย้ำลูกแกะ เทศกิจหลายคนเดินเข้ามามัดตัวาาทั้งเก้าคนอย่างรุนแรง พวกเขามัดเชือกอย่างแ่าจนเชือกเสียดสีกับผิวอันบอบบางของพวกาา สร้างความเ็ปให้แก่พวกเขาจนยากจะรักษาท่าทางสูงส่งของาาได้ พวกเขาร้องขอความเมตตาจากเหล่าชาวนาชั้นต่ำที่ตัวเองเคยดูถูก
----------------------------
1 นกหวาดเกาทัณฑ์ หมายถึง คนที่ใง่ายหลังจากได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง
