หนึ่งเดือนต่อมา หลังจากจูชิงตายไปหลายพันครั้ง จูชิงก็สามารถใช้โกลาหลผกผันต่อสู้กับผู้พิทักษ์หินโลหิต์ได้สำเร็จ มีบางครั้งประมือกลับได้หลายร้อยกระบวนท่า
การผสมผสานระหว่างความจริงกับภาพลวงตาของโกลาหลผกผันทำให้คู่ต่อสู้ยากจะป้องกัน ถ้ามิใช่เพราะอยู่ในโลกหินโลหิต์ เป็ไปไม่ได้เลยที่จูชิงจักชำนาญโกลาหลผกผันได้ในเวลาอันสั้นเฉกเช่นนี้
การเปลี่ยนแปลงร่วมกันระหว่างกระบี่จริงกับกระบี่ลวงตานั้นไม่ใช่แค่ความจริงกับภาพลวงตาอีกต่อไป แต่เป็การเปลี่ยนแปลงของจริงที่เมื่อฝึกฝนโกลาหลผกผันจนชำนาญ ความแตกต่างระหว่างภาพลวงตากับความจริงก็ไม่มีอีกต่อไปแล้ว ทุกกระบี่ล้วนแล้วเป็ภาพลวงตา ทุกกระบี่ล้วนแล้วเป็ของจริง
จูชิงกับผู้พิทักษ์หินโลหิต์ะโพร้อมกัน “โกลาหลผกผัน!”
เงากระบี่มากมายประจักษ์ในชั่วพริบตาเดียว จูชิงประมือกับผู้พิทักษ์หินโลหิต์หลายสิบครั้ง กระบี่ลวงตากับกระบี่จริงสับเปลี่ยนไปมาประหนึ่งธงกลองสองทัพตั้งเสมอ[1]
“ครืนนน!” ผู้พิทักษ์หินโลหิต์เหวี่ยงขา ทำลายภาวะชะงักงัน!
จูชิงหน้าเปลี่ยนสี เกราะแดงเพลิงชั้นหนึ่งปกคลุม่ท้องต่อต้านลูกเตะ
พลังกับลมปราณของผู้พิทักษ์หินโลหิต์แกร่งกล้าไร้ที่ติติง ทว่าการตอบสนองและการป้องกันของจูชิงก็ไม่ได้อ่อนแอเช่นกัน ลูกเตะของผู้พิทักษ์หินโลหิต์มิได้สร้างประโยชน์ใดๆ แก่เขา ในทางกลับกันกลับเป็จูชิงที่ได้โอกาสจู่โจมกลับ
“โกลาหลผกผัน!” จูชิงคำราม กระบี่ยาวซ้ายขวาฟาดฟันเข้าใส่อีกฝ่ายในเวลาเดียวกัน
“เคร้ง!” ผู้พิทักษ์หินโลหิต์ตัวสั่นคลอนเพราะกระบี่นั้น
จูชิงหรือจะยอมปล่อยโอกาสนี้ไป เขาสำแดงโกลาหลผลผันขั้นสูงสุด กระบี่จริงกับกระบี่ลวงตาพุ่งปราดตรงเข้าใส่ผู้พิทักษ์หินโลหิต์
“พลังการโจมตีรุนแรงอะไรขนาดนี้ เ้าหนูนั่นชำนาญโกลาหลผกผันโดยสมบูรณ์แล้ว!” สือจึชื่นชม
ครึ่งปีที่ผ่านมาจูชิงก้าวหน้าอย่างก้าวะโ เพลานี้พลานุภาพของโกลาหลผกผันของจูชิงเทียบเท่ากับผู้พิทักษ์หินโลหิต์แล้ว ถ้าผู้พิทักษ์หินโลหิต์พลาดเพียงก้าวเดียว เขาก็จะต้องถูกจูชิงสยบ นอกเสียจากว่าจูชิงก็จักพลาดด้วยเช่นกัน ไม่อย่างนั้นผู้พิทักษ์หินโลหิต์ไม่มีทางพลิกสถานการณ์กลับมาได้อย่างแน่นอน
“อั่ก!” กระบี่ฟันเข้าที่ไหล่ของผู้พิทักษ์หินโลหิต์ เืสาดกระเซ็นไปทั่วทุกสารทิศ
จูชิงมองปลายกระบี่ของตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อสายตา เขาแทงผู้พิทักษ์หินโลหิต์สำเร็จแล้ว
“ขอแสดงความยินดีด้วย เ้าฝึกฝนโกลาหลผกผันสมบูรณ์แบบแล้ว!” สือจึยิ้มแสดงความยินดี
“ข้าทำสำเร็จแล้วจริงๆ หรือ?” จูชิงยังไม่อยากเชื่อ
“ครึ่งปีนี้เ้าเติบโตขึ้นมาก เ้าเป็ศิษย์ตระกูลจูคนแรกที่ข้าเห็นว่าสามารถสร้างาแให้กับผู้พิทักษ์หินโลหิต์ซึ่งเป็ขั้นสร้างลมปราณหนึ่งชั้นฟ้าได้” สือจึพูด
จูชิงยิ้มเล็กน้อย ฝึกฝนในโลกหินโลหิต์นั้นดีกว่าฝึกที่โลกภายนอกมาก ทั้งจูชิงยังไม่ต้องกังวลว่าขั้นพลังจะไม่เสถียร
ในกระบวนการการต่อสู้กับผู้พิทักษ์หินโลหิต์ รากฐานของเขาถูกขัดเกลาจนเสถียรแล้ว ตระหนักรู้และเข้าใจในทุกขั้นพลัง!
ตอนนี้ขั้นพลังของจูชิงก้าวหน้าอย่างก้าวะโ เขากลายเป็ขั้นสร้างลมปราณหนึ่งชั้นฟ้าแล้ว จูชิงนับว่าเป็จอมยุทธ์ขั้นสร้างลมปราณที่แข็งแกร่งที่สุดที่พบได้ในปัจจุบัน อีกทั้งยังผสานหกอักขระาหลัวโหวไว้สี่อักขระที่แขนขวา หนึ่งอักขระที่ขาข้างซ้าย และหนึ่งอักขระที่ขาข้างขวา
แผนภาพทั้งสามบนศิลาผนึกิญญาพิชิต์สลักอยู่ในจิติญญาของจูชิง
แผนภาพทั้งสามล้วนเป็บันทึกวิชาต้องห้าม《กายอำมฤตปีศาจ์》!
วิชาต้องห้ามนี้น่าพรั่นพรึงเกินหยั่งถึง มันสามารถเพิ่มขั้นพลังให้กับผู้ใช้ได้ใน่ระยะเวลาหนึ่ง ทว่าผลข้างเคียงก็น่ากลัวมากเช่นกัน หลังจากที่ใช้มัน เส้นลมปราณทั่วกายาจักแหลกสลาย ไม่เว้นแม้กระทั่งตันเถียน
《กายอำมฤตปีศาจ์》มีทั้งหมดสามขั้น ขั้นแรกก็คือเพิ่มพลังสองเท่า ขั้นที่สองก็คือเพิ่มพลังสี่เท่า และขั้นที่สามก็คือเพิ่มพลังสิบหกเท่า!
หากขับเคลื่อน《กายอำมฤตปีศาจ์》ขั้นที่หนึ่ง ผลข้างเคียงยังพอทนได้ ต้องใช้เวลาสิบวันหรือไม่ก็ครึ่งเดือนในการฟื้นฟู ถ้าเป็ขั้นที่สอง เส้นลมปราณจะแตกสลาย ส่วนถ้าเป็ขั้นที่สาม ผู้ใช้จักต้องตายโดยไม่ต้องสงสัย
ดังนั้นมันจึงถูกเรียกว่าวิชาต้องห้าม เพราะเมื่อใดที่ใช้มันจะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อร่างกาย จึงเป็เหตุผลที่ไม่มีคนใช้มันในสถานการณ์ปกติ
หลังจากที่จูชิงได้《กายอำมฤตปีศาจ์》เขาถึงกับใจหายอย่างอดมิได้ ในขั้นพลังปัจจุบัน หากใช้ขั้นที่สามจะเพิ่มพลังได้สิบหกเท่า กระทั่งจอมยุทธ์ขั้นหลอมลมปราณก็ยังมิใช่คู่ประมือ ทว่าหลังจากที่ใช้วิชาต้องห้ามนี้ สิ่งที่รอคอยเขาอยู่ก็คือความตาย
ถ้านับรวมทั้งหมดตอนนี้ จูชิงผสานอักขระาหลัวโหวไปแล้วสิบเจ็ดอักขระ เก้าอักขระาหลัวโหวในขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณถูกกลั่นหลอมโดยสมบูรณ์ แขนขวาเก้าอักขระ ขาทั้งสองข้างละสองอักขระ และบนตัวอีกสี่อักขระ
สิ่งที่น่าสะพรึงที่สุดในรอบครึ่งปีนี้ก็คือการปรากฏตัวของสำนักผีราชัน จอมยุทธ์จากสำนักผีราชันนับพันคนลอยอยู่เหนือฟ้าเมืองสมุทรสุราลัย ขั้นพลังอยู่ที่ขั้นสร้างลมปราณเป็อย่างต่ำ
เมื่อเรือรบเหล็กทมิฬของสำนักผีราชันประจักษ์ แม้แต่ไห่อู๋ตี้ยังอ้าปากค้าง ก่อนหน้านี้เขายังคิดว่าตัวเองคือผู้ไร้เทียมทานแห่งโลกบำเพ็ญเพียรนี้อยู่เลย
ครั้งนี้สำนักผีราชันทุ่มเทอย่างมหาศาล ลำพังแค่จอมยุทธ์ขั้นเหินนภาก็มีอยู่ถึงสิบสองคน ล้วนแล้วเป็ขั้นเหินนภาห้าชั้นฟ้าทั้งสิ้น!
เมื่อมีกองกำลังสนับสนุนจากสำนักผีราชัน อนารยชนที่อยู่ในเขตมหาสมุทรของเมืองสมุทรสุราลัยถูกสำนักผีราชันสังหารอย่างอำมหิตเหี้ยมแทบสูญพันธุ์!
จอมยุทธ์ลัทธิปีศาจเป็ที่รู้จักกันในนามนักฆ่าเืเย็น ทั้งนี่ยังเป็าระหว่างเผ่าพันธุ์ พวกเขาย่อมไม่มีทางปรานี
“เป็ไปได้ยังไง จอมยุทธ์แผ่นดินใหญ่มาที่นี่ได้ยังไง?” จิงฉยงเป็โทสะ การปรากฏตัวของสำนักผีราชันทำให้แผนการของมันปั่นป่วน
“จอมยุทธ์บนแผ่นดินใหญ่แข็งแกร่งขนาดนี้เชียวหรือ?” วาฬป่าเถื่อนตัวเล็กกว่าปกติยืนอยู่ข้างจิงฉยงแล้วถอนหายใจ
“ท่านพ่อ ทำไมต้องเอ่ยปากชมพวกมันด้วยเล่า จอมยุทธ์จากแผ่นดินใหญ่แล้วอย่างไร ที่นี่คือมหาสมุทร ถิ่นฐานของพวกเราวาฬป่าเถื่อน” จิงฉยงไม่พอใจเป็อย่างมาก
แม้ว่าวาฬป่าเถื่อนจะมีรูปร่างใหญ่โต ทว่าเมื่อแข็งแกร่งถึงระดับหนึ่งแล้วจะสามารถปรับเปลี่ยนขนาดร่างกายได้อย่างอิสระ ดังนั้นการตัดสินความแข็งแกร่งของวาฬป่าเถื่อนจากรูปลักษณ์ทำได้แค่กับวาฬป่าเถื่อนที่อยู่ต่ำกว่าขั้นสั่งสมเท่านั้น
วาฬป่าเถื่อนตัวนั้นก็คือจิงฮั่วเป็พ่อของจิงฉยง แล้วยังเป็หนึ่งในผู้นำเผ่าวาฬป่าเถื่อน ขั้นบำเพ็ญเพียรอยู่ที่ขั้นเหินนภาห้าชั้นฟ้า และเป็ผู้ที่ทำลายวังิญญาสมุทรด้วยตัวคนเดียว!
จิงฮั่วััได้ถึงความแข็งแกร่งของจอมยุทธ์จากแผ่นดินใหญ่ มีหลายคนที่แข็งแกร่งยิ่งกว่ามัน พลังระดับนี้สามารถกวาดล้างทั้งมหาสมุทรได้ กระทั่งวาฬป่าเถื่อนก็ยังยากจักต้านทาน
“พวกเรายังมีท่านอนารยชนศักดิ์สิทธิ์ นับประสาอะไรกับพวกมนุษย์โง่เง่า?” จิงฉยงแค่นเสียงหึ
“เ้าเด็กโง่ ใช่ว่ามีแค่พวกเราที่ไหนที่มีอนารยชนศักดิ์สิทธิ์ มนุษย์เองก็มีจอมยุทธ์ขั้น์ปฐีเช่นกัน” จิงฮั่วส่ายศีรษะ
“พวกเราวางแผนกันมาหลายสิบปีก็เพื่อวันนี้ แล้วจะถอดใจเพียงเพราะมนุษย์จากแผ่นดินใหญ่อย่างนั้นรึ!” จิงฉยงคำรามอย่างไม่เต็มใจ
จิงฮั่วเองก็ไม่เต็มใจเช่นกัน แต่เพื่อเผ่าวาฬป่าเถื่อน พวกเขาจึงต้องยอมถอดใจ ไม่เช่นนั้นเผ่าวาฬป่าเถื่อนจักต้องถูกทำลายหายสาบสูญไปตลอดกาล
“ถอนกำลัง!” เสียงของจิงฮั่วดังขึ้น จากนั้นกองทัพเผ่าอนารยชนก็ถอยร่นรวดเร็วราวกับกระแสน้ำ
พอเห็นว่าอนารยชนถอยทัพ ลี่กุ่ยกับเอ๋อร์กุ่ยมิได้แปลกใจ เพราะทุกอย่างถูกลิขิตไว้ั้แ่ที่พวกเขาปรากฏตัวในเมืองสมุทรสุราลัยแล้ว
แม้จะไม่มีจอมยุทธ์สำนักผีราชันมาสมทบ ทว่าลำพังแค่เอ๋อร์กุ่ยกับลี่กุ่ยสองคนก็สามารถโค่นล้มเผ่าพันธุ์วาฬป่าเถื่อนได้อย่างง่ายดาย จอมยุทธ์ขั้นเหินนภาแปดชั้นฟ้าสองคน พลานุภาพกล้าแกร่งหาใดเปรียบ!
“การปิดล้อมเมืองสมุทรสุราลัยสิ้นสุดแล้ว ถึงเวลาตามหาแดนหลับใหลของเทพสมุทร!” เอ๋อร์กุ่ยพูดกับไห่อู๋ตี้
ไห่อู๋ตี้พยักหน้า “แน่นอน นั่นเป็ข้อตกลงที่พวกเราคุยกันไว้ก่อนหน้านี้!”
ลี่กุ่ยเหลือบมองไห่อู๋ตี้ “เ้าไม่จำเป็ต้องพูด สำนักผีราชันย่อมทำตามสัญญา!”
ลี่กุ่ยโยนคัมภีร์หยกออกไปสองเล่ม ไห่อู๋ตี้เหมือนกับได้เจอขุมทรัพย์ รีบอ้าแขนรับคัมภีร์ทั้งสองไว้ในอ้อมแขน!
สำนักผีราชันเป็หนึ่งในสำนักย่อยของลัทธิปีศาจ ทั้งยังเป็ขุมพลังอำนาจอันดับต้นๆ ของทวีปเฉียนหยวน ฐานพลังของพวกเขามิใช่สิ่งที่ขุมพลังสามัญสามารถทัดเทียม
คัมภีร์หยกทั้งสองนั้นอันหนึ่งเป็วิชาขั้นปฐี ส่วนอีกอันหนึ่งเป็วรยุทธ์ขั้นปฐี เป็ของล้ำค่าที่สำนักผีราชันใช้แลกเปลี่ยนกับซากกระดูกเทพสมุทร!
ในทวีปเฉียนหยวน วิชาขั้นปฐีมีให้เห็นไม่มากนัก และยิ่งยากขึ้นไปอีกเมื่อเป็ในมหาสมุทร กระทั่งวิหารสมุทร์ยังไม่มีวิชาขั้นปฐี ในการแลกเปลี่ยนระหว่างวิชา วรยุทธ์ขั้นปฐีกับซากกระดูกเทพสมุทรนั้น ไห่อู๋ตี้ไม่ใช่คนตัดสินใจ แต่เป็จอมยุทธ์ขั้น์ปฐีหนึ่งชั้นฟ้าที่อยู่ในวิหารสมุทร์!
แม้จอมยุทธ์ขั้น์ปฐีจะมีอายุขัยยืนยาวกว่าจอมยุทธ์ทั่วไป แต่ถ้าไม่สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดต่อไปได้ ชีวิตก็จักดับสิ้น เนื่องจากข้อจำกัดของวิชาเขามิอาจพัฒนาต่อไปได้แล้ว มีทางเลือกเดียวก็คือเปลี่ยนวิชา ถึงจักอันตราย ทว่าก็คุ้มค่าที่จะลองเสี่ยง
ซากกระดูกเทพสมุทรเป็สมบัติล้ำค่าของวิหารสมุทร์ก็จริง แต่ก็เป็เพียงสัญลักษณ์อย่างหนึ่งเท่านั้น ถึงเทพสมุทรจะมีบุญคุณต่อพวกเขา ทว่าหลายปีผ่านไปหลายชั่วอายุคน บุญคุณก็ค่อยๆ จางหาย สุดท้ายกระดูกก็เป็แค่กระดูกที่นอนจมอยู่ก้นทะเล ดังนั้นนำมันมาแลกเปลี่ยนเพื่อผลประโยชน์บางอย่างจะไม่ดีกว่าหรือ
ด้วยเหตุนั้น สำนักผีราชันจึงส่งจอมยุทธ์นับพันคนมาที่นี่ก็เพื่อนำซากกระดูกเทพสมุทรกลับไปที่แผ่นดินใหญ่ ระหว่างนั้นหากมีใครอาจหาญกล้า่ชิง สำนักผีราชันก็จักทำให้พวกเขารู้ว่า ทำไมลัทธิปีศาจถึงมีชื่อเรียกว่าลัทธิปีศาจ
ซากกระดูกเทพสมุทรไม่สามารถใส่ลงถุงเอกภพได้ เื่นี้ผีราชันได้บอกกับพวกเขาก่อนออกมาจากสำนักแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงต้องใช้เรือรบเหล็กทมิฬลากกลับไป!
สองวันต่อมา ภายใต้การนำทางของไห่อู๋ตี้ จอมยุทธ์หลายสิบคนก็ออกจากเมืองสมุทรสุราลัยมุ่งหน้าไปยังทะเลลึก
จูชิงไม่รู้เลยว่าการปรากฏตัวของสำนักผีราชันจะก่อปัญหาอะไรกับมหาสมุทรนี้ สิ่งที่เขาสนใจมีเพียงอย่างเดียวก็คือหยดเืสีแดงฉานที่เต้นตุบๆ อยู่ที่ปลายนิ้ว มันคือเืวานรวินาศที่เขาได้เป็รางวัลจากโลกหินโลหิต์!
สือจึบอกว่าวานรวินาศน่าพรั่นพรึงแสนพรรณนา แต่จูชิงไม่เคยเห็นอะไรที่เกี่ยวกับมันมาก่อนในคัมภีร์!
[1] หมายถึง ฝีมือของทั้งสองฝ่ายสูสีกัน
