“แกว๊ก!!”
เสียงร้องของวิหคดังมาจากส่วนลึกในป่า เสียงนั้นทรงพลังดังสะท้านไปทั่ว ไม่ช้าฝูงวิหคในป่าก็แตกฮือออกรอบทิศ...
ยามได้ยินเสียงวิหคอันทรงพลัง ไป๋หยุนเฟยก็ััได้อย่างชัดเจนถึงการปะทะของพลังิญญากระโชกมาจากทิศทางเดียวกัน
“ภูติญญาสองคนและวีรชนิญญาอีกหลายคน!” ไป๋หยุนเฟยเลิกคิ้วด้วยความตระหนก ไฉนจึงมีผู้ฝึกปรือิญญามากมายมาชุมนุมกันในสถานที่เช่นนี้ได้?
อาชาทั้งหลายก็หยุดชะงักจากบรรยากาศอันผิดปกติที่มาจากในป่า จากนั้นพวกมันก็เริ่มส่งเสียงพลางกระทืบเท้า คนที่อยู่บนหลังม้าต้องใช้เวลาครู่ใหญ่ค่อยทำให้มันสงบลงได้ แต่จากนั้นก็ไม่อาจสั่งให้มันขยับได้อีก
“น้องไป๋ เกิด... เกิดอะไรขึ้น?” เห็นสีหน้าผิดปกติของทุกคน หวงว่านจึงเอ่ยปากถามด้วยความกังวล
“ผู้ฝึกปรือิญญา... อีกทั้งยังมีหลายคน” ไป๋หยุนเฟยหันกลับไปหาอีกฝ่ายด้วยสายตาสับสน “แต่สิ่งที่พวกมันกำลังต่อสู้ด้วยอยู่ช่างแปลกประหลาดนัก...”
เมื่อได้ยินว่าผู้ฝึกปรือิญญากำลังต่อสู้ หวงว่านก็มีสีหน้าหวาดหวั่นกังวล “อา? ถ้าเช่นนั้น ถ้าเช่นนั้นพวกเราสมควรรีบเร่งเดินทางเพื่อไม่ต้องยุ่งเกี่ยวดีหรือไม่?”
“ตกลง อย่างนั้นก็ดี อย่างน้อยที่สุด จะได้ไม่ชักนำปัญหาใดๆเข้ามา...” ไป๋หยุนเฟยพยักหน้า
“ไฮ้ ไม่ได้ ไม่ได้!” ทันใดนั้น เสียงจิ้งิเฟิงก็ดังขึ้นพร้อมกับจับจ้องมายังไป๋หยุนเฟยด้วยแววตาสนใจ “เ้าคิดจะแนะนำอะไร? พวกเราพลาดโอกาสเช่นนี้ได้อย่างไร!? อย่างน้อยที่สุดพวกเราก็ควรเข้าไปสังเกตการณ์ก่อนไม่ใช่หรือ?”
“หรือเ้าทราบว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่น?” ไป๋หยุนเฟยถามด้วยความสับสน
“ก็เพราะข้าไม่ทราบ ดังนั้นข้าจึงสงสัย!” จิ้งิเฟิงหัวเราะ “ข้าชื่นชอบการได้ชมเื่ราวจากนอกวง หากว่าเราเพียงเข้าไปสังเกตการณ์ดู คิดจะออกมาเมื่อไหร่ก็ทำได้”
“เ้าพูดราวกับเป็เื่ง่าย...” ไป๋หยุนเฟยนิ่งงันไร้คำพูด แต่มันรับทราบแล้วว่าจิ้งิเฟิงทักษะที่จะทำดังว่าได้ หากมันคิดจะลอบสืบข่าวโดยไม่ให้ผู้ใดพบเห็น ด้วยความสามารถในการอำพรางตนของจิ้งิเฟิงก็เกินพอที่จะทำได้ นอกจากว่าอีกฝ่ายจะฝีมือร้ายกาจเกินไป ไม่เช่นนั้นการจะเข้าไปแล้วออกมาก็เป็เื่ง่ายดายยิ่ง
“ถูกต้อง ไฉนพวกเราไม่เข้าไปชมดู? พวกเราที่นี่หลายคนฝีมือสูงส่ง ต่อให้ต้องเผชิญปัญหาก็ไม่ต้องกังวล อีกอย่างพวกเราเพียงชมดู สมควรจะไม่เป็อะไร” เทียนิตาเป็ประกายอยู่ข้างกายไป๋หยุนเฟย มันยังตื่นเต้นยิ่งกว่าจิ้งิเฟิงอีก ถึงกับยืดคอมองเข้าไปในป่า
“เอ่อ...” หลังจากมองดูทั้งคู่ไป๋หยุนเฟยยังคงลังเลอยู่ อันที่จริงมันเองก็สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น โดยเฉพาะมันให้ความสนใจต่อเสียงวิหคร้องในคราแรกนั้น....
“ป้าจ้าว พวกเราสมควรเข้าไปชมดู เสียงวิหคเมื่อครู่ฟังแล้วน่าวิตกอยู่บ้าง...” ระหว่างที่ไป๋หยุนเฟยลังเล ถังซินหยุนก็เอ่ยปากสนับสนุน
ป้าจ้าวหรี่ตาลง หลังจากถกเถียงหาข้อยุติ ในที่สุดก็พยักหน้า “พวกเราจะเข้าไปชมดูจากที่ห่างไกล หากเป็ไปได้ก็ไม่สมควรสอดมือยุ่งเกี่ยวเื่ของอีกฝ่าย...”
“ตกลง” ถังซินหยุนเอ่ยปากตอบก่อนจะหันไปมองไป๋หยุนเฟย
“ตกลง พวกเราจะเข้าไปชมดู แต่เพียงชมดู เท่านั้นก็พอ!” ไป๋หยุนเฟยพยักหน้าอย่างอับจนปัญญา มันรับปากกับหวงว่านว่าจะกลับมาในเวลาไม่นานและขอให้หยุดพักขบวนชั่วครู่ แม้จิ้งิเฟิงและเทียนิร้อนใจจะไปยังที่นั้น แต่ก็ยังรอคอยผู้ฝึกปรือิญญาที่เหลือ จากนั้นทั้งหมดก็รีบออกมุ่งหน้าไปยังจุดซึ่งพลังิญญาปั่นป่วนด้วยความเร็วปานเหินบิน
…………
หลังจากเข้าไปราวสิบห้าสิบหกลี้ ในที่สุดก็ััได้ถึงพลังิญญาอันเข้มแข็งเดือดพล่านในอากาศ ทั้งหมดจึงหยุดลงและซุกซ่อนพลังิญญาของตนเอาไว้ จิ้งิเฟิงใช้เคล็ดิญญาของตนลบการคงอยู่ของตัวเองก่อนจะนำหน้า ไป๋หยุนเฟยแทบไม่อาจจับััการคงอยู่ของอีกฝ่ายได้ ความสามารถนี้สร้างความอิจฉาแก่มันอยู่บ้าง ด้านหลังทั้งคู่เป็ป้าจ้าวและถังซินหยุนซึ่งมองแผ่นหลังจิ้งิเฟิงด้วยสายตาหวาดหวั่น
ตัวตนของเทียนิก็เลือนรางอย่างยิ่งเนื่องเพราะพลังของมันเพียงอยู่แค่ด่านปัจเจกิญญา ด้วยพลังิญญาอันป่วนป่วนสับสนเบื้องหน้า ย่อมไม่มีผู้ใดสามารถตรวจพบพวกไป๋หยุนเฟยได้ นอกจากว่าจะทุ่มเทใช้ััิญญาตรวจสอบสุดกำลัง
ด้านหน้าสุด จู่ๆจิ้งิเฟิงก็พลันหยุดลง มันโบกมือส่งสัญญาณให้ทุกคนหยุด ก่อนจะซ่อนตัวที่หลังพุ่มไม้อย่างเงียบงัน
ไป๋หยุนเฟยเดินไปที่ข้างกายมันและลอบมองผ่านใบไม้เพื่อสังเกตการณ์
ราวห้าสิบวาเบื้องหน้า เป็หนองน้ำขนาดไม่ใหญ่โต มีเงาร่างของคนเก้าคนล้อมวงกันอยู่ สายตาทุกคนจับจ้องขึ้นไปที่กลางอากาศสูงจากกลางวงขึ้นไปราวห้าวา
ที่ตรงนั้นมีวิหคสีครามสองตัวกำลังบินพัวพันกันอยู่ อีกด้านเป็อินทรีสีทอง วิหคตัวหนึ่งพยายามจะหลบหนี แต่ก็ถูกสกัดไว้โดยทันทีก่อนจะถูกบีบให้‘กลับเข้าสู่วง’ทุกครั้งไป
หากมองให้ดี วิหคหนึ่งในสองตัวนั้นมีสีขาวปลอด แต่เพราะแสงสีครามที่วนเวียนรอบตัวจึงทำให้มองเห็นว่ามันเป็สีครามไปด้วย ส่วนอกและขนของมันเป็สีขาวล้วนไร้ลวดลาย แต่ยามนี้มีรอยเืย้อมเป็ด่างด่วงอยู่บนขนของมัน ปีกมันสยายกว้าง จากปลายปีกถึงปลายปีกกว้างถึงเจ็ดเชียะ แต่ยามกระพือปีกกลับไม่มั่นคง --- ที่แท้ปีกซ้ายมันได้รับาเ็
แม้จะได้รับาเ็ แต่วิหคสีขาวกลับไม่มีทีท่าจะยอมแพ้ มันร้องเสียงต่ำด้วยความเดือดดาล สายลมรอบตัวมันพัดกระโชกตามจังหวะกระพือปีก กลายเป็คมมีดสายลมซัดออก
วิหคสีเทาอีกตัวเป็ก็ใช้ธาตุลมเช่นกัน ขณะบินวนเวียนตามแรงลมกระโชกโดยไร้อันตรายมันก็สร้างกระแสลมกระโชกพัดออกเช่นกัน ดูจากภายนอกวิหคตัวนี้กลับไม่ปรากฏาแบนตัว พลังของมันทัดเทียมกับวิหคอีกตัว แต่กระนั้นความเร็วของมันกลับด้อยกว่าคู่ต่อสู้ ดังนั้นแม้จะวิหคสีขาวจะาเ็แต่มันก็ยังไม่อาจเอาชนะได้ ด้วยอินทรีั์ที่บินวนเวียน้าเฝ้ามองลงมามิหนำซ้ำยังมีผู้คนที่อยู่ด้านล่างอีก วิหคสีขาวจึงไม่อาจหนีรอด จากที่เห็นหากยืดเวลาต่อไปอีกไม่นานวิหคสีขาวคงไม่อาจรอดพ้นชะตาถูกสยบเอาไว้ได้
คนด้านล่างที่ล้อมวงอยู่ต้องหลบเลี่ยงคมมีดสายลมเป็บางครั้ง มีเพียงชายร่างสูงและชายร่างต่ำเตี้ยที่สามารถยืนได้อย่างมั่นคงคอยจับจ้องในอากาศ พลังิญญาพวกมันที่แทรกซึมในอากาศราวกับพร้อมถูกเรียกใช้ เมื่อใดที่ถูกโจมตีใส่พวกมันจะวาดมือแล้วพลังสีครามจากคนหนึ่งไม่ก็สีทองจากอีกคนหนึ่งจะพุ่งไปสลายพลังลมให้หายไป
จากที่เห็น คนทั้งกลุ่มนี้กำลังตามจับวิหคสีขาวนี้อยู่ นอกจากผู้นำทั้งสองคนแล้วที่เหลือล้วนสะพายเชือกและตาข่ายที่เพื่อใช้ในการจับสัตว์ เห็นได้ชัดว่าพวกมันกำลังรอโอกาสที่จะจับเป็วิหคสีขาวให้ได้
……
“หรือพวกมันกำลังพยายามจับอสูริญญา? ผู้คนช่างมากมายนัก! ภูติญญาสองคน วีรชนิญญาสามคนและปัจเจกิญญาสี่คน... เห็นได้ชัดว่าพวกมันไม่คิดจะฆ่าวิหคตัวนั้น แต่กำลังพยายามจับเป็อยู่...” ไป๋หยุนเฟยไม่เคยเห็นการต่อสู้กับอสูริญญามาก่อนเช่นเดียวกับอีกสามคนที่เหลือ แต่แล้วดวงตามันก็ทอประกายพิสดารยามสังเกตบางอย่างออก “วิหคตัวนั้น ดูเหมือน...”
“ป้าจ้าว นั่นเป็ปักษาไร้เงา!” ทันใดนั้นถังซินหยุนก็อุทานอย่างประหลาดใจ ไป๋หยุนเฟยหันไปมองก็พบเห็นเพียงความกังวลและห่วงใยในดวงตาของนาง
“มิผิด นั่นเป็ปักษาไร้เงาตัวเดียวกัน ไม่คิดเลยว่าจะมาอยู่ที่นี่ได้ แต่ว่ามันถูกผู้คนล้อมเอาไว้ได้แล้ว...” ป้าจ้าวขมวดคิ้วมองไปที่วิหคตัวนั้น
ได้ยินคำพูดของทั้งคู่ ไป๋หยุนเฟยจึงถามด้วยความประหลาดใจ “เอ๊ะ? แม่นางถัง ท่านเคยเห็นวิหคสีขาวตัวนั้นมาก่อนหรือ?”
