"ให้เขาเข้ามา"ฮ่องเต้หยวนเต๋อเอ่ยดังกังวาน
ขันทีถอยออกมาและครู่หนึ่ง บุรุษชุดดำเดินเข้ามากลางตำหนักฝีเท้าก้าวเดินอย่างกระฉับกระเฉงทรงพลัง หน้ากากสีเงินนั้น ราวกับกลายเป็ตำนานเล่าขานและสัญลักษณ์ของเป่ยฉีไปโดยปริยาย
อวี่เหวินหรูเยียนเองก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองชายหนุ่มแม้หน้ากากจะปิดบังใบหน้าของเขาทว่าดวงตาสีดำสนิทที่เผยให้เห็นนอกหน้ากากคู่นั้นกลับดึงดูดความสนใจผู้คน
ฉู่ชิง บุตรชายของท่านแม่ทัพ นางเคยได้ยินมาว่าเขาเป็เด็กอัจฉริยะคนแรกที่มีชื่อเสียงลือเลื่องในเป่ยฉีและตอนนี้ก็เป็แม่ทัพหลวงที่มีอำนาจยิ่งใหญ่ แต่น่าเสียดายที่ใบหน้านั่นกลับ...
เมื่อเห็นฉู่ชิง ดวงตาของจ้าวอี้ก็เป็ประกายอย่างมิอาจทนได้"จื๋อหร่าน..."
ทว่าฉู่ชิงกลับไม่สนใจจ้าวอี้เขาเดินไปกลางห้องโถงของตำหนักโค้งคำนับเบื้องหน้าฮ่องเต้หยวนเต๋อและฮองเฮาอวี่เหวิน เอ่ยอย่างเสียงดังฟังชัด "ฝ่าาพ่ะย่ะค่ะ แม่ทัพหลวง ฉู่ชิง มีเื่ประสงค์ทูลฝ่าาพ่ะย่ะค่ะ"
“อืม ไปนำมา”ฮ่องเต้หยวนเต๋อเหลือบมองสาส์นในมือของฉู่ชิง ฉู่ชิงระมัดระวังตัวอยู่เสมอการที่เขานำสาส์นกราบทูลมานั่นเป็การยืนยันได้ว่าไม่สะดวกให้ผู้อื่นรับรู้เื่นี้ดูเหมือนจะเป็เื่ที่รู้กันระหว่างฮ่องเต้และตัวเขา
ทันใดนั้นขันทีที่อยู่ข้างๆ ก็เร่งรีบเดินไปข้างๆฉู่ชิง รับสาส์นในมือเขาและยื่นถวายต่อหน้าเบื้องพระพักตร์ของฮ่องเต้หยวนเต๋อ
ในตำหนักผู้คนทั้งหมดต่างมองไปที่สาส์นกราบทูลนั้น ในใจของแต่ละคนต่างแอบคาดเดาต่างกันไป
แม้จะไม่รู้เนื้อหา ทว่ากลับรู้ได้ว่าแม่ทัพหลวงฉู่ชิงผู้ควบคุมอำนาจทางการทหาร ทั้งยังเป็หัวหน้าของกองทหารอารักขาพระราชวัง เื่ที่เขานำมากราบทูลรายงานต้องมิใช่เื่เล็กแน่ยิ่งกว่านั้น ยังปรากฏตัวอยู่ในงานเลี้ยงเทศกาลฉีเฉี่ยว ไม่เสียดายแล้วที่มาเยือนตำหนักชีอู๋
ผู้คนต่างสังเกตสีหน้าท่าทางที่แสดงออกของฮ่องเต้หยวนเต๋ออย่างระมัดระวังราวกับอยากจะเห็นท่าทีตอบสนองของเขาว่าจะเป็อย่างไร
ทว่าเหนียนยวี่กลับจ้องมองฉู่ชิงราวกับไม่มีเื่อันใด
รวดเร็วเพียงนี้ ทำสำเร็จหรือไม่?
สาส์นนั่น...
“ไอ้คนสารเลว!” จู่ๆฮ่องเต้หยวนเต๋อก็ะโขึ้นมาทันใด ั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้าแทบทุกอณูบนร่างกายอัดแน่นไปด้วยความโกรธเกรี้ยว จนไม่ว่าอย่างไรก็มิอาจดับลงได้
ผู้คนในตำหนักทุกคนล้วนตื่นตระหนก ฮองเฮาอวี่เหวินรีบเอ่ยคำปลอบโยนขึ้นทันที"ฝ่าา พระองค์..."
"ฉินเฟิงเ้าคุกเข่าลงต่อหน้าเจิ้นเสียดีๆ " ฮ่องเต้หยวนเต๋อถือสาส์นกราบทูลพร้อมกับชี้ไปทางบุรุษที่คุกเข่าอยู่กลางตำหนัก
ไฟแห่งความโกรธเกรี้ยวของฮ่องเต้เพียง่เวลาสั้นๆ ไฟนั้นช่างร้อนแรงเผาไหม้ไปถึงเ้าเมืองชุ่นเทียน ฉินเฟิงนอกจากนี้ยังลามไปถึงผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเื่ในครั้งนี้ กระนั้นคนที่เกี่ยวข้องก็ยังสับสนอยู่บ้างเล็กน้อย
แม่ทัพฉู่เพ่ยที่อยู่ด้านข้างเหลือบมองฉู่ชิงขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ฝ่าา แล้วเื่บุตรชายข้าเล่าพ่ะย่ะค่ะมีเงื่อนงำแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ?” ฉินเฟิงรู้สึกตระหนกไม่สบายใจภายใต้ความหวาดผวานั้น คาดเดาขึ้นอย่างสุ่มสี่สุ่มห้าทว่าเมื่อเอ่ยถึงบุตรชายของเขา ฮ่องเต้พระองค์ผู้ซึ่งนั่งอยู่บนตำแหน่งสูงสุด ยิ่งทวีความโกรธเกรี้ยวบนใบหน้ารุนแรงขึ้น
“หยุดเอ่ยถึงบุตรชายของเ้าให้เจิ้นฟังบุตรชายของเ้าคนนั้นมีความผิดโทษถึงตาย”ฮ่องเต้หยวนเต๋อลุกยืนขึ้นกะทันหันด้วยความโกรธ สาส์นกราบทูลในมือฟาดลงบนหัวของฉินเฟิง"เ้าลองอ่านด้วยตัวเองดูเสีย บุตรชายของเ้าลงมือทำเื่พวกนี้"
ฉินเฟิงรู้สึกปวดหัว ตัวสั่นสะท้านมากขึ้นเขาคุกเข่าและหยิบสาส์นกราบทูลที่อยู่บนพื้นขึ้นมาเปิดอ่าน เมื่อเห็นเนื้อหาในนั้นเหงื่อผุดเต็มใบหน้า สีหน้าก็ยิ่งดูไม่น่ามองขึ้นไปอีก
"ไม่ เป็ไปไม่ได้เื่พวกนี้..." ฉินเฟิงอ่านจบ ในแววตาฉายแววความกังวลอยู่ลึกๆ "เื่นี้...อาจมีอะไรผิดพลาดพ่ะย่ะค่ะ”
“ผิดพลาดงั้นหรือ? แม่ทัพหลวงพาคนไปค้นรังซ่องสุมของบุตรชายเ้าแล้วศพที่พบเ่าั้...ส่วนใหญ่เป็ศพและกระดูกของหญิงสาวที่ยังไม่เข้าวัยผู้ใหญ่และเด็กสาวที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ได้ให้การมาหมดแล้ว ไหนเ้าลองอธิบายมาเสียว่าเื่นี้มีตรงไหนที่เข้าใจผิด?” ฮ่องเต้หยวนเต๋อหรี่ตา"เ้าในฐานะเ้าเมืองชุ่นเทียน คงจะรู้กฎหมายของเป่ยฉีดีใช่หรือไม่?"
ฉินเฟิงตัวสั่นสะท้านไม่ต้องเอ่ยถึงเื่คนที่ตายไป เพียงแค่เด็กผู้หญิงที่โดนล่วงประเวณีก็นับว่าเป็บาปที่ให้อภัยให้ไม่ได้แล้ว ทั้งยังจำนวนคนที่เขียนในสาส์นกราบทูลนั่นอีก...
ฉินเฟิงกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว จำนวนคนขนาดนั้น แม้จะถูกลงโทษด้วยความตายก็ยังถือว่าไม่มากเกินไปด้วยซ้ำ
คนมากมายในตำหนักเพียงได้ยินคำพูดของฮ่องเต้หยวนเต๋อล้วนฟังแล้วรู้สึกระแคะระคาย คนส่วนใหญ่ต่างกำลังมองดูงิ้วสนุกๆ ในครั้งนี้มีเพียงหนานกงฉี่ที่ขมวดคิ้ว
คุณชายเ้าเมืองชุ่นเทียนเป็คนมักมากเื่นี้ไม่ว่าผู้ใดต่างก็รู้ดี ทว่าเื่เด็กสาวเ่าั้...หนานกงฉี่เองก็ยังไม่คาดคิดถึงเื่นี้และเวลานี้ในใจของเขาเกิดรู้สึกสงสัยขึ้นมาทันใด
ฉินอันเสียชีวิตเมื่อเช้า พร้อมกับเื่การกระทำต่ำช้าไร้ยางอายที่เขาลอบทำลับหลังก็ถูกเปิดเผยออกมาติดๆกัน เื่ทั้งหมดนี้เป็เื่บังเอิญงั้นหรือ?
บังเอิญ? แต่นี่จะเป็เื่บังเอิญเกินไปแล้ว!
หนานกงฉี่เหลือบมองเหนียนยวี่ เป็ไปได้หรือไม่ที่จะเป็ฝีมือนาง?
แต่เื่พวกนี้ของฉินอัน แม้แต่เขาก็ยังไม่รู้บุตรีอนุสกุลเหนียนผู้นี้จะรู้เื่นี้ได้อย่างไรกัน
เหนียนยวี่เอ๋ยเหนียนยวี่ หนานกงฉี่ค้นพบว่าั้แ่รู้จักสตรีนางนี้เขาก็รู้สึกว่านางมีความลับมากมายเกินไป ทำให้ผู้คนอยากค้นหายิ่งนักทว่ากลับไม่เจอแม้แต่ต้นสายปลายเหตุใดๆ
หนานกงฉี่เริ่มครุ่นคิดไปต่างๆ นานา ไม่รู้ว่าเมื่อใดที่มองเหนียนยวี่แล้วรู้สึกเคลิบเคลิ้มและเหนียนอีหลานที่ทำตัวอ่อนหวานสง่างามอยู่ด้านข้างมาตลอดเดิมที่อยากลอบมองมู่อ๋องจ้าวอี้กลับไม่คาดคิดเลยว่าจะเห็นท่าทีใคร่ครวญของหนานกงฉี่
เมื่อเบนสายตาตามทิศทางที่เขามอง นางเห็นเหนียนยวี่ ในใจก็รู้สึกสั่นไหว
เหนียนยวี่...เอ้อเปี่ยวเกอ...เมื่อนึกถึงการกระทำและคำพูดของเอ้อเปี่ยวเกอที่นอกประตูอันชิ่งหรือว่าเขาก็หลงใหลหญิงสารเลวต่ำต้อยนางนี้ไปแล้ว?
นี่มันไม่ถูกต้อง!
เอ้อเปี่ยวเกอมองสายตาของเหนียนยวี่ เห็นได้ชัดว่ามีเื่สงสัยและอยากค้นหา
"ได้ยินว่าคุณชายฉินเป็คนมักมากในสตรีเช่นนั้นคนที่ลงมือสังหาร บางทีอาจจะเป็สตรีหรือเปล่า?"
คำพูดของหนานกงฉี่เมื่อครู่นี้ทำให้เหนียนอีหลานนึกถึงบางสิ่งขึ้นมาได้ในทันที
"โอ้..." เหนียนอีหลานตัวสั่นสะท้าน การคาดเดานั้น ทำให้ในใจนางหวาดกลัวจนถ้วยชาในมือพลิกคว่ำ
เสียงอุทานใของเหนียนอีหลานในยามนี้ ทำให้บรรยากาศตึงเครียดในตำหนักกลายเป็เื่แปลกประหลาดมากยิ่งขึ้นทันที
หนานกงเยวี่ยอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วและดึงตัวเหนียนอีหลาน เหนียนอีหลานตระหนักถึงอะไรบางสิ่งได้ก็เร่งรีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว "อีหลานสมควรตายเพคะ อีหลานไม่ระวังทำถ้วยชาตก ขอฝ่าาและฮองเฮาโปรดลงโทษหม่อมฉันด้วยเพคะ"
ความเฉยเมยในสายตานั้น ทำให้เหนียนอีหลานสะอึกและลอบคิดไม่ดีในใจตนที่ลืมตัวจนเสียกิริยาเช่นนี้เกรงว่าคงทำให้ความประทับใจของท่านอ๋องมู่ยิ่งแย่ลงไปอีก
“เป็เด็กสาวในตระกูลข้าเอง เมื่อได้ยินเื่พวกนี้แล้วก็คงจะอดเห็นใจเด็กสาวเ่าั้ไม่ได้เพคะ"ฮูหยินผู้เฒ่าหนานกงถอนหายใจ คำพูดฟังดูฉุนเฉียวและวาจาเพียงประโยคเดียวก็เป็การลดโทษเื่ท่าทีเสียกิริยาของเหนียนอีหลานอีกด้วยวิธีนี้ก็ยิ่งทำให้เหนียนอีหลานดูเป็คนที่มีจิตใจดีมีเมตตา
“ใช่เพคะเด็กสาวเ่าั้ช่างน่าสงสารจริงๆ” ฮองเฮาอวี่เหวินเอ่ยปากเหลือบมองดูเหนียนอีหลาน น้ำเสียงเป็ห่วงเป็ใยมากขึ้น "อีหลาน เ้าอย่าหวาดกลัวไปเลยเปิ่นกงและฝ่าาไม่ลงโทษเ้าแน่ เ้านั่งลงเถิด"
“ขอบพระทัยพระเมตตาของฝ่าาและฮองเฮาเพคะ"เหนียนอีหลานน้อมกายและย่อเข่าคำนับด้วยท่าฝูเชินให้ทั้งสองพระองค์รู้สึกโล่งใจอย่างเหลือล้น ทว่าการคาดเดาที่ผุดขึ้นในใจเมื่อครู่นี้กลับยิ่งเติบโตขึ้นเรื่อยๆ หลังจากกลับไปนั่งที่
เหนียนอีหลานนึกถึงเื่เมื่อเช้ายามที่หนานกงฉี่รู้ว่าคนในภาพวาดคือเหนียนยวี่ เขาก็รีบเร่งจากไป แล้วยิ่งนึกถึงเื่ที่เห็นนอกประตูอันชิ่งเมื่อครู่นี้อีกความสนใจของเอ้อเปี่ยวเกอที่มีต่อเหนียนยวี่ยิ่งคิดเหนียนอีหลานก็ยิ่งรู้สึกได้ว่าเื่นี้ผิดปกติ
จากที่นางรู้จักเอ้อเปี่ยวเกอเอ้อเปี่ยวเกอจะไม่พูดคำนี้โดยไม่มีเหตุผลแน่ เว้นแต่ว่า...เขาจะรู้อะไรบางอย่าง!