หมอกยิ่งหนาทึบขึ้นเรื่อยๆ ป่าสนมีวัชพืชงอกขึ้นมากมาย
เหล่าบัณฑิตค่อยๆ วิ่งหลบต้นสนที่ตั้งตระหง่านอย่างระมัดระวัง จึงทำให้ระยะห่างระหว่างพวกเขาค่อยๆ มากขึ้นเช่นกัน
อาลู่เพราะเป็ห่วงน้องสาวจึงจงใจวิ่งช้าลงเพื่อรอน้องสาว ทว่ารออยู่นานสองนานก็ไม่เห็นน้องสาวมาเสียที
ป่าสนแห่งนี้เมื่อมีหมอกหนาทึบก็ราวกับเขาอยู่ในเขาวงกตก็ไม่ปาน
อาลู่รู้สึกเหมือนกับยามที่เขาเข้าร่วมกับหน่วยลาดตระเวนครั้งแรกแล้วต้องเดินทางเขาป่าแห่งนั้น
ในอากาศมีกลิ่นคาวเจือมาอย่างบอกไม่ถูก
……
เฉินโย่วเดินเข้าไปใกล้แท่นบูชา
เ้างูั์บัดนี้ได้ถูกนางรวบหัวรวบหางเอาไว้แล้ว
ปากกว้างมีหางของตนเองยัดไว้ ร่างมหึมาดิ้นขลุกขลักพยายามต่อสู้สุดชีวิต
แม้จะอยู่ในสถานการณ์แสนอันตรายเช่นนี้ ในหัวของฉาวจิ่วกลับคิดว่าเ้างูั์นี่จะมีพิษหรือไม่ เพราะหากว่ามีพิษ แล้วมันงับหางตนเองเช่นนี้ มันจะไม่ตายเพราะพิษของตัวเองหรอกหรือ
เมื่อเขารับคบเพลิงนั้นมาแล้ว ก็ออกแรงฝืนลุกขึ้น
เมื่อเห็นเฉินโย่วค่อยๆ ก้าวไปทางแท่นบวงสรวง เขาก็กังวลว่าจะเกิดเื่ กระทั่งรู้สึกกลัวเสียด้วยซ้ำ แต่ก็ยังเลือกที่จะเดินตามไป
ยามที่เห็นเ้างูั์อยู่ตรงหน้าตน ก็เห็นทั้งร่างมันมะเมื่อมไปด้วยเกล็ดสีนิลที่แค่มองก็ชวนให้เวียนหัว
ฉาวจิ่วจึงได้แต่หลับตาะโข้ามมันไป
ครู่ต่อมาเขาก็พบว่าตนเองได้เข้ามาอยู่ในวงล้อมของเ้างู
ฉาวจิ่วรู้สึกไม่ค่อยคุ้นชินเท่าใด เขาพอจะมองเห็นเฉินโย่วที่ยืนนิ่งอยู่ราวกับกำลังทึ่งกับบางสิ่งอยู่ จึงได้ะโออกไป “โย่วจื่อ”
เมื่อเฉินโย่วได้ยินแล้วก็หันหน้ากลับมามองฉาวจิ่ว แล้วกล่าวด้วยความตื่นเต้น “พี่จิ่ว ท่านรอข้าตรงนั้น อย่าไปไหนล่ะ”
ฉาวจิ่วมองตามสายตาของเฉินโย่ว ก็เห็นว่าด้านหน้ามีแท่นบวงสรวงยกสูงอยู่
บนแท่นบวงสรวงมีกระถางสำริดสามขาวางอยู่สามใบ
ในกระถางมีต้นไม้หรือ
ไม่ใช่ต้นไม้ แต่เป็ท่อนไม้ที่มีกิ่งไม้ปักอยู่สองก้าน
กิ่งก้านเปลือยเปล่าตรงทื่อ ทั้งกิ่งและใบล้วนเป็สีเขียวมรกต ทว่าสีเขียวของมันราวกับสีเขียวของเ้างูั์ก็ไม่ปาน ทั้งสองด้านของกิ่งไม้มีรากงอกถี่ติดกันจนดูคล้ายกับขาตะขาบตัวหนึ่งที่ถูกมัดไว้กับท่อนไม้ตรงกลาง
ลวดลายบนกระถางสำริดสามขา ทำให้นางรู้สึกได้ถึงความเก่าคร่ำคร่า
เมื่อคิดถึงเ้างูั์ด้านนอก บนหัวของมันมีบางสิ่งที่ดูเป็สามเหลี่ยมคล้ายปีกงอกออกมา ดูแล้วก็ให้ความรู้สึกว่าเหมือนกับัที่กลายร่างเป็งูในตำนาน
ลักษณะเช่นนี้ไม่เคยพบเห็นที่ใด
ความหนาของร่างมันน่าจะหนาพอๆ กับตัวนางเห็นจะได้
“โย่วจื่อ เ้าอย่าผลีผลาม ที่นี่แปลกประหลาด อย่าได้ทำอะไรสุ่มสี่สุ่ม…” ฉาวจิ่วยังไม่ทันกล่าวจบ ก็เห็นว่าร่างของสหายรูปงามของตนยามนี้ยื่นเข้าไปอยู่ในแท่นบูชาแล้วครึ่งหนึ่ง
อีกทั้งร่างนั้นจะพยายามปีนป่ายขึ้นไปบนแท่นนั้นอยู่
“ไม่มีอะไร เมื่อก่อนข้าก็เคยเห็นมัน ไอ๊หยา ที่นี่ลื่นชะมัด…” เฉินโย่วปีนไปได้ครึ่งเดียวก็ร่วงลงมา
เมื่อเห็นเฉินโย่วที่ร่วงลงมากองที่พื้น ฉาวจิ่วก็ใจหายใจคว่ำ รีบเดินไปดูเด็กชายทันที
เห็นเฉินโย่วที่นั่งอยู่บนพื้นได้ถอดรองเท้าออกแล้ว…
ใต้แสงจากคบเพลิง เมื่อฉาวจิ่วเห็นเท้าเรียวอ่อนนุ่มก็อดหน้าแดงไม่ได้
ไม่รู้ว่าทำไมเท้าของสหายร่วมห้องจึงเล็กขนาดนี้
โชคดีที่หน้าตาเขาอัปลักษณ์ ใบหน้าของเขาในยามนี้ต่อให้แดงขึ้นมาก็ไม่มีใครมองออก ผิวของเขาทั้งดำทั้งหนา น่ากลัวยิ่งกว่างูเสียด้วยซ้ำ
เขาหันกลับไปมองเ้างูั์ก็รู้สึกเห็นใจขึ้นมาเล็กน้อย
กลับเห็นเฉินโย่วยกรองเท้าตนเองปาออกไป รองเท้าคู่เล็กกระแทกกับเขาของเ้างู
ข้างหนึ่งไปติดอยู่บนเขาของเ้างู ท่าทางของงูดูมึนงงราวกับโดนรองเท้ากระแทกจนโง่งมไปแล้ว
เฉินโย่วเมื่อถอดรองเท้าแล้วก็ปีนต่อ
ครานี้ง่ายกว่าเดิมมากนัก ร่างเล็กๆ ปีนขึ้นไป้าอย่างคล่องแคล่ว ไม่นานก็เห็นร่างนั้นอยู่ข้างกระถางสำริดสามขา ความสูงของร่างน้อยพอดีกับกระถางนั้นพอดี
เฉินโย่วยืนมองต้นไม้ในกระถางสำริด เ้าต้นนี้ราวกับเป็ต้นขนาดย่อจากที่นางเคยพบในทะเลทรายในครั้งนั้น
ยามนั้นครั้งแรกที่นางได้พบกับต้นไม้กลางทะเลทราย ในใจนางเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
นางรู้สึกอยู่ตลอดว่าเ้าต้นสีดำนั้นน่ากลัวยิ่งนัก นางมองแล้วรู้สึกทรมานเหลือเกิน
ดังนั้นเมื่อเห็นเ้าต้นไม้ตรงหน้า ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวคือถอนมันทิ้งเสีย
“ระวัง” ฉาวจิ่วะโเตือนอีกครา
แส้สีฟ้าของเฉินโย่วยามนี้ใช้พันธนาการเ้างูไว้อยู่ เมื่อมองเ้าต้นไม้ที่หน้าตาราวกับตะขาบ นางก็ไม่คิดอะไร โยนหมั่นโถวลูกหนึ่งใส่มันทันที
ในหัวของฉาวจิ่วพลันขาวโพลน
เหตุใดยามนี้ในกระเป๋าของนางจึงมีหมั่นโถวได้เล่า…ประหลาดนัก แล้วเหตุใดต้นไม้ที่หน้าตาราวกับตะขาบนั่นจึงล้มลงจริงๆ เล่า
ไม่ทันไรเฉินโย่วก็กระชากเถาวัลย์เขียวๆ ออกมาอย่างรวดเร็ว
จึงเหลือเพียงกิ่งไม้ดำๆ
ยามที่เฉินโย่วกระชากเถาวัลย์ออกมา เ้ากิ่งสีดำก็เหมือนจะเสียหายเล็กน้อย ด้วยเพราะบนเถาวัลย์มีใบงอกอยู่มากมาย รวมทั้งกิ่งใหม่ที่เพิ่งงอก
เฉินโย่วเมื่อถอนเถาวัลย์ออกมาแล้วก็โยนมันลงพื้น เพียงพริบตามันก็แห้งเหี่ยวราวกับถูกไฟเผา เหลือทิ้งไว้เพียงซากสีดำๆ เท่านั้น
ส่วนเ้าต้นไม้ที่ดูเหมือนตะขาบก็ถูกนางถอนออก แล้วโยนไปทางปากเ้างูั์
เฉินโย่วปัดมือเบาๆ แล้วจึงะโลงมาจากแท่นบวงสรวง
จากนั้นนางก็ปลดเชือกที่รัดหัวเ้างูั์ออก
นางก็เห็นว่าเ้างูตัวั์รีบเขมือบเ้าต้นไม้ตะขาบเข้าไปทันที จากนั้นก็เห็นร่างยาวค่อยๆ เลื้อยไปพันรอบกระถางสำริด ราวกับว่ามันเป็รูปสลักที่เป็ส่วนหนึ่งของแท่นบวงสรวง
กิ่งไม้ในกระถางสำริดจึงไม่มีใบไม้อีกต่อไป มีเพียงกิ่งไม้โล้นเลี่ยนสีดำเท่านั้น
ทว่ากลับดูมีชีวิตชีวากว่าเดิมนัก
ฉาวจิ่วที่ได้เห็นเหตุการณ์เมื่อครู่ทั้งหมดก็รู้สึกประหลาดใจ
เขาเองก็ไม่รู้ว่าสหายร่วมห้องของตนกำลังทำอะไร
“ที่เ้าเก็บมาเมื่อครู่คือของล้ำค่าหรือ” ฉาวจิ่วถามด้วยความสงสัย
ในมือเฉินโย่วถือเมล็ดพืชดำๆ เอาไว้ จากนั้นนางจึงยกขึ้นมามองด้วยความตั้งใจ ฉาวจิ่วจึงยื่นคบไฟเข้าไปใกล้ๆ ก็เห็นว่าของสิ่งนั้นดูเหมือนจะเป็เมล็ดพืช
เฉินโย่วส่ายหน้า “ข้าว่าน่าจะเป็เมล็ดแตง ดูท่าน่าจะอร่อย”
ฉาวจิ่วเมื่อได้ยินเฉินโย่วกล่าวเช่นนั้นก็เห็นนางหยิบก้อนเงินแวววาวก้อนหนึ่งออกมา แล้วออกแรงทุบลงไปบนเมล็ดพืชนั้น
เพื่อนร่วมห้องเขาดูเหมือนจะมีแรงไม่เบา
เพียงออกแรงทุบลงไปครั้งเดียว แท่นบูชาก็พาลสั่นไหวไปด้วย
กระถางสำริดก็ดูเหมือนจะสั่นไปด้วย
ส่วนเ้างูที่พันอยู่รอบกระถางสำริดก็ราวกับตายไปแล้ว
“ปังๆๆ!”
“ปังๆๆ!”
“แกร๊ก…”
ในที่สุดเฉินโย่วก็ทุบเ้าเมล็ดสีดำนั้นให้แตกออก
“ข้าบอกแล้วว่ามันคือเมล็ดแตง” ด้านในมีเมล็ดอ่อนที่ดูนุ่มนิ่มให้เห็นจริงๆ ไม่ทันจะรอให้ฉาวจิ่วได้ออกความเห็น เขาก็เห็นเฉินโย่วโยนเมล็ดอ่อนเข้าปากแล้วทำท่าเคี้ยวหนุบหนับเสียแล้ว
เมื่อกลืนลงคอแล้วก็ทำหน้าราวกับกำลังเมามาย
“อร่อยจัง ไม่รู้ว่าจะมีอีกหรือไม่”
ฉาวจิ่ว “…”
มีอะไรก็โยนใส่ปากเช่นนี้ ไม่กลัวพิการหรืออย่างไร
…...
ณ ตำหนักจ้าวเหอของฮองเฮา
องค์หญิงที่กำลังออดอ้อนพระมารดาของตนอยู่ จู่ๆ ใบหน้างามก็พลันแข็งค้าง พวงแก้มอมชมพูพลันเปลี่ยนเป็ขาวซีดราวกับกระดาษ
ท่าทางไร้ซึ่งสัญญาณใด
ร่างบางก็ล้มลงสู่อ้อมอกของฮองเฮาจ้าว
ฮองเฮาจ้าวที่กอดพระธิดาของตนไว้ พลันรู้สึกว่าร่างนี้ราวกับไร้สัญญาณชีพ ทั้งยังไร้ซึ่งความอ่อนนุ่ม
ฮองเฮาจ้าวแทบสิ้นสติ
