“ฉันจะสอบเข้ามหาลัย”
แต่ซือจวิ้นที่ได้ยินประโยคนี้กลับไม่ได้รู้สึกใเลยแม้แต่น้อย ชวีเสี่ยวปอไม่พอใจกับปฏิกิริยาตอบสนองของเขาเป็อย่างมาก จึงวางปีกไก่ลงและผลักเขาไปทีหนึ่ง
ชวีเสี่ยวปอรู้สึกว่าตัวเองเริ่มเมาขึ้นมานึดนึงแล้ว จู่ๆ ทำไมถึงได้พูดเื่เมาๆ แบบนี้ขึ้นมาได้นะ
“ให้ตายเถอะ ฉันดื่มเยอะไปใช่ไหมเนี่ย” ชวีเสี่ยวปอเอนหลังพิงโซฟาอย่างรู้สึกหัวร้อนเล็กน้อย “เมื่อกี้ฉันพูดว่าไงนะ? ”
“นายจะสอบเข้ามหาลัย” ซือจวิ้นจ้องเขา
ชวีเสี่ยวปอตกอยู่ในความงุนงงไปชั่วขณะ แต่ก็กลับรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างสว่างวาบในใจขึ้นมา
“ใช่ ฉันจะสอบเข้ามหาลัย กับเซี่ยเจิง”
ส่วนในเื่ที่ทะเลาะกับเวินลี่ ก็ยังคงเป็เหมือนเดิมเช่นทุกครั้ง
วันรุ่งขึ้นเมื่อชวีเสี่ยวปอกลับบ้านมา เวินลี่ก็นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารทำราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น อีกทั้งยังถามเขาขึ้นมาประโยคหนึ่งด้วยว่า : “กินข้าวหรือยัง? ”
ชวีเสี่ยวปอถอดรองเท้าไปด้วย พลางพูดขึ้นว่า : “ไม่หิวครับ”
เวินลี่จึงเริ่มบ่นขึ้นมา : “ไม่กินข้าวได้ยังไง? คุณป้า เอาปลาไปอุ่นให้หน่อยค่ะ”
ทุกอย่างเป็เหมือนเช่นเดิม
มีเพียงแต่อากาศที่เริ่มหนาวขึ้นทุกวัน
เมื่อถึงฤดูหนาว โรงเรียนก็จะจัดกิจกรรมให้นักเรียนได้วิ่งในตอนเช้า เพื่อให้ “ได้ออกกำลังกาย เสริมสร้างภูมิต้านทาน” และขณะที่วิ่งอยู่ในเช้าวันนี้ก็เริ่มมีเกล็ดหิมะโปรยปรายลงมาแล้ว
“ปีนี้หิมะตกเร็วไปหน่อยนะเนี่ย” ชวีเสี่ยวปออดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นมา พร้อมทั้งกระชับเสื้อคลุมขนสัตว์ให้แน่นขึ้น
“นายเหมือนขนมปังเลยอะ” เซี่ยเจิงวิ่งอยู่ข้างๆ เขา
“ขนมปัง นายว่าใคร? ” ชวีเสี่ยวปอเอื้อมมือไปตบลงบนเสื้อคลุมขนสัตว์ตัวยาวของเซี่ยเจิง “นายไม่ใช่ขนมปังแล้วสิ นายเป็หนอนผีเสื้อต่างหาก”
“นายสองคนนี่ปัญญาอ่อนหรือเปล่าเนี่ย? ” เจียงอี้หยางที่วิ่งอยู่ด้านหลังของชวีเสี่ยวปอทนดูต่อไปไหว
“ห้ามคุยกัน! วิ่งไปห้ามคุยกัน! ” คุณครูผู้ควบคุมดูแลที่ยืนอยู่ด้านนอกลู่วิ่งชี้ไปยังพวกเขาทั้งสามคน “ถ้าคุยกันอีกวิ่งเพิ่มสามรอบ !”
หลังจากที่วิ่งเงียบๆ มาได้พักใหญ่ เจียงอี้หยางก็พูดขึ้นมาอย่างกลั้นเอาไว้ไม่อยู่ “เช้าๆ แบบนี้ เขาไปโมโหมาจากไหนเนี่ย !”
“พูดเพ้อเจ้ออะไร” ชวีเสี่ยวปอพูดขึ้น “นายคิดว่าครูเขาไม่หนาวหรือไง นายไม่เห็นเหรอครูเขาตัวแข็งจนต้องะโดึ๋งๆ อยู่นั่น! ให้ตายสิ! เจียงอี้หยาง! นายอย่าเหยียบรองเท้าฉันสิ! ”
“ขอโทษ! ขอโทษ! ” เจียงอี้หยางรีบชะลอฝีเท้าให้ช้าลง แล้วจึงเอ่ยต่อไปว่า : “จริงสิ คืนนี้พวกเราไปตรง Universal กัน ตรงนั้นมีร้านผัดหมาล่ามาเปิดใหม่อยู่ร้านหนึ่ง ฉันมีคูปอง ลดตั้งยี่สิบเปอร์เซ็นต์แหนะ! ” Universal คือห้างสรรพสินค้าแถวนี้ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กลับโรงเรียนของพวกเขามากที่สุด ในขณะที่พูดเจียงอี้หยางก็หยิบคูปองส่วนลดออกจากกระเป๋ามาสะบัดไปมา เมื่อดูจากทิศทางลม ชวีเสี่ยวปอรู้สึกว่าคูปองนี้มันจะพัดเข้ามาโดนหน้าของตัวเองอยู่แล้ว
“ข้าวเช้าฉันยังไม่ทันได้ย่อยเลย !” ชวีเสี่ยวปอมองเขาตาเขม็ง “คืนนี้ค่อยว่ากัน !”
“เซี่ยเจิงแล้วนายล่ะ! ถ้านายไปปอเอ๋อร์ต้องไปด้วยแน่ๆ ” เจียงอี้หยางเปลี่ยนมาถามอีกคน
“ฉันไม่ไป คืนนี้ฉันมีธุระ” เซี่ยเจิงตอบ พวกเขาพูดคุยกันไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็วิ่งครบหนึ่งรอบแล้ว จากนั้นทุกชั้นเรียนจึงแยกย้ายจับกลุ่มกันเดินออกไป
“มีธุระอะไรก็ต้องกินข้าวก่อนสิ” รอบนี้ถึงตาชวีเสี่ยวปอถามเขาแล้ว ส่วนเจียงอี้หยางที่ยืนอยู่ด้านข้างก็เห็นพ้องต้องกันขึ้นมา “ใช่ๆ ”
“ไม่ได้อะ นัดเวลาไว้แล้ว” เซี่ยเจิงส่ายหน้าไปมา
“ก็ได้ งั้นฉันก็คงจะต้องรอซือจวิ้นฝึกเสร็จแล้วละ” เจียงอี้หยางพูด
“นายไปสอนพิเศษเหรอ? ” ชวีเสี่ยวปอคิดอยู่พักหนึ่ง “วันนี้ไม่ใช่วันศุกร์สักหน่อย” บางครั้งตารางการสอนของเซี่ยเจิงก็จัดเอาไว้จนแน่นเอี๊ยด ขนาดบางคืนวันศุกร์ยังต้องมีสอนด้วยเลยคาบหนึ่ง “แล้วอีกอย่างพ่อแม่ใจร้ายที่ไหนไม่ให้ลูกกินข้าวแต่ให้มาเรียนก่อนเนี่ย? ”
“ไม่ใช่” เซี่ยเจิงหัวเราะขึ้นมา “ฉันได้งานใหม่มาน่ะ”
“อะไรนะ? ”
“งานร้องเพลงน่ะ”
“ให้ตายเถอะ? นี่มันเื่ั้แ่เมื่อไหร่กัน? ” ชวีเสี่ยวปอรู้สึกงงไปเล็กน้อย “ที่ไหน? ร้านเหล้าเหรอ? ”
“ใช่ ตรงถนนที่เป็แหล่งรวมร้านเหล้า” ถนนที่เป็แหล่งรวมร้านเหล้าที่มีชื่อเสียงในเมืองนี้มีอยู่แห่งเดียว ซึ่งโดยทั่วไปแล้วก็จะรู้ได้ในทันทีว่าอยู่ตรงไหน เซี่ยเจิงอธิบายขึ้นมา “ครั้งก่อนที่ฉันบอกว่าไปสัมภาษณ์มา ก็ไปที่นี่มานั่นแหละ”
“แบบนี้เรียกว่าสัมภาษณ์ที่ไหนกัน” ชวีเสี่ยวปอบ่นขึ้นมา “นายก็สอนพิเศษตั้งหลายวิชาแล้วนะ เงินไม่พอใช้ใช่หรือเปล่า? ”
“ไม่ใช่แบบนั้น” เซี่ยเจิงรู้สึกว่าชวีเสี่ยวปอเริ่มอารมณ์ไม่ดีขึ้นมาแล้ว เขาจึงต้องเปลี่ยนน้ำเสียงให้ระมัดระวังมากกว่าเดิม “ปอเอ๋อร์ นายโกรธเหรอ? ”
“เปล่า” ชวีเสี่ยวปอส่ายหน้าไปมา ถึงแม้ว่าสีหน้าเขาจะดูไม่ดีสักเท่าไหร่ แต่ก็ยังพูดขึ้นมาว่า : “ฉันแค่รู้สึกว่านายเหนื่อยเกินไปแล้ว”
“เงินพอใช้อยู่ แต่หาเพิ่มอีกหน่อยก็ไม่ได้เสียหายอะไรนี่ ใช่ไหม” เซี่ยเจิงถือโอกาสในตอนที่ไม่มีคน บีบท้ายทอยของชวีเสี่ยวปอไปทีหนึ่ง “แต่ถ้านายไม่ชอบ ฉันร้องครบอาทิตย์นี้เดี๋ยวลาออกเลย”
“ฉันก็ไม่ได้หมายความแบบนั้น” ทันใดนั้นชวีเสี่ยวปอก็รู้สึกว่าตัวเองคิดมากเกินไปหน่อยแล้ว สถานการณ์ของเซี่ยเจิงต่างไปจากเขา เขาไม่ต้องกังวลเื่เงินเลยแม้แต่น้อย แต่เซี่ยเจิงกลับจำเป็ต้องไขว่คว้าทุกโอกาสที่สามารถหาเงินได้ เขาทำเช่นนี้ค่อนข้างที่จะงี่เง่าไปหน่อยจริงๆ “ร้องเพลงในร้านเหล้าไม่ใช่ว่าต้องร้องทั้งคืนเหรอ? ”
“ในนั้นมีนักร้องหลายคน” เซี่ยเจิงพูดขึ้น “ฉันร้องแค่ชั่วโมงเดียวก็เสร็จแล้ว หนึ่งชั่วโมงได้สองร้อยหยวน”
“ใช้ได้อยู่นะเนี่ย !” ชวีเสี่ยวปอคิดคำนวณดู ถ้าหากเซี่ยเจิงร้องหนึ่งอาทิตย์ เงินก็จะเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายของเขาและแม่เขาในหนึ่งเดือนแล้ว
“คืนนี้ไปด้วยกันไหม? ” เซี่ยเจิงเห็นว่าชวีเสี่ยวปอได้มีความเห็นใดขึ้นมาอีก จึงได้เสนอชวนเขาขึ้นมา
“ได้ !” ชวีเสี่ยวปออารมณ์ดีขึ้นมาแล้ว “ถือว่านายขึ้นเวทีครั้งแรกด้วย? ฉันต้องไปให้กำลังใจอยู่แล้ว !”
“อืม ที่จริงวันนั้นลองร้องไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่นับว่าใช่ก็ได้”
ตอนค่ำทั้งสองคนเรียกรถมายังถนนที่เป็แหล่งรวมร้านเหล้า อันที่จริงก่อนหน้านี้ชวีเสี่ยวปอเคยมาที่นี่อยู่สองสามครั้ง แต่เขารู้สึกว่ามันไม่ได้น่าสนใจเท่าไหร่นัก ประเด็นสำคัญหนึ่งเลยคือเสียงดังเกินไป สองก็เป็เพราะว่าเขาคอไม่แข็งสักเท่าไหร่ ทว่าครั้งนี้ไม่เหมือนกับทุกที ชวีเสี่ยวปอมาที่นี่พร้อมกับจุดประสงค์หลักของเขา
เขาจะมาดูแฟนหนุ่มร้องเพลง
เมื่อเปิดประตูเข้ามา ชวีเสี่ยวปอก็เกือบจะถูกเสียงดังวุ่นวายทำให้จี๊ดขึ้นสมอง แต่ร้านเหล้าแห่งนี้เมื่อแทบกับร้านอื่นๆ แล้ว ก็ยังถือว่าสงบกว่ามาก เมื่อครู่ที่ผ่านมาหลายๆ ร้าน นักร้องประจำร้านล้วนจับไมโครโฟนร้องะโออกมาจนน้ำกระเพื่อม อีกทั้งยังฟังไม่ได้เลยสักนิด ชวีเสี่ยวปอเกือบจะรู้สึกขิตอยู่ตรงนั้นไปแล้ว
“เถ้าแก่ครับ” เซี่ยเจิงเดินไปด้านหน้า แล้วจึงทักทายผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังยืนพิงเวทีอยู่
ชวีเสี่ยวปอเหลือบมองไปครั้งหนึ่ง ผู้ชายคนนี้แต่งตัวมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก นอกจากหนวดเคราที่เต็มไปทั้งใบหน้าแล้ว ก็ยังมีรอยสักเต็มทั้งแขนจนสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
“มาแล้วเหรอ” เถ้าแก่หน้าหนวดคนนี้พยักหน้าให้เซี่ยเจิง ทั้งยังมองชวีเสี่ยวปอที่อยู่ด้านหลังเขา “มาด้วยกัน? ”
“เพื่อนผมครับ” เซี่ยเจิงพูดแนะนำขึ้นมา
ชวีเสี่ยวปอเองก็รีบทักทาย และแนะนำชื่อกับเถ้าแก่ทันที
“นายสองคนไปหาที่นั่งเถอะ” เถ้าแก่ส่งสัญญาณบอกเขาสองคน “เขาน่ายังเหลืออีกสองเพลงที่ยังไม่ได้ร้อง อีกเดี๋ยวเซี่ยเจิงไปรับไม้ต่อจากเขาได้เลยนะ”
พวกเขาทั้งสองคนไปหาที่นั่งตรงด้านหลัง ชวีเสี่ยวปอชำเหลืองมองไปบนเวทีครั้งหนึ่ง ในตอนนี้นักร้องเป็ชายหนุ่มที่กำลังถือกีตาร์เอาไว้อยู่ ดูเหมือนว่าจะอายุไม่เยอะเท่าไหร่ เดาว่าน่าจะอายุประมาณยี่สิบห้ายี่สิบหกได้
เพลงที่ร้องคือเพลงลูกทุ่งที่กำลังเป็ที่นิยมใน่นี้
ในขณะนั้นชวีเสี่ยวปออดไม่ได้ที่จะฮัมเพลงตามเขาไปด้วยเล็กน้อย พร้อมกันนั้นเขาก็มองไปรอบๆ ด้วย ในร้านเหล้าแห่งนี้ถือว่าคนค่อนข้างเยอะพอสมควร เขาจินตนาการขึ้นมาอยู่ครู่หนึ่ง ถ้าหากให้เขาขึ้นไปร้องสักเพลงหนึ่งบนเวทีคงจะตื่นเต้นน่าดูเลย