หลินหลานถิงมิคาดว่าจะมีวันที่นางต้องยกน้ำชามาขอขมาสตรีที่มีชาติกำเนิดเทียบตนมิได้ และแม้ในใจจะมีความเกลียดชังรุนแรง แต่นางก็ทำได้แค่ทำตามที่พี่เขยบอก
ยามที่อวิ๋นซีและเจียงเฉิงเดินออกมาจากจวนองค์ชาย เจียงเฉิงก็ยิ้มแล้วพูดขึ้นว่า “ท่านช่างเป็คนที่จะไม่ยอมเสียเปรียบเลยจริงๆ แต่ว่า พอได้มาเห็นท่าทางการยกนำชาขอขมาของหลินหลานถิงแล้ว ตัวข้าเองก็รู้สึกสบายอกสบายใจมากจริงๆ ”
อวิ๋นซีมองรถม้าของจวนหนิงอ๋อง นางเบ้ปากด้วยรู้ว่าบุรุษผู้นั้นคงมารับแล้ว ทว่า ก่อนที่นางจะก้าวขึ้นรถม้าก็หันไปมองเจียงเฉิงทีหนึ่ง “มิคาดว่าตัวท่านเองก็มีความชอบแย่ๆ เช่นนี้เช่นกัน ไว้วันหน้าก็มาที่จวนอ๋องสิ ข้าจะเข้าครัวทำอาหารต้อนรับท่านด้วยตนเอง”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเจียงเฉิงผลิบานเพิ่มขึ้นหลายส่วน “ได้”
นางเป็ฝ่ายเชื้อเชิญเขาด้วยตนเอง จะไม่ไปได้อย่างไร หรือต่อให้นางจะไม่เชิญ เมื่อเขามาเยือนเมืองหลวงแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องไปขวางหูขวางตาเ้าโอวหยางจวินเหยียนนั่นสักหน่อย เพียงแค่นี้ความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานก่อนหน้าก็ถือว่าไม่เสียเปล่าแล้ว
ทันทีที่อวิ๋นซีขึ้นรถม้า นางก็ถูกแขนแข็งแรงของใครบางคนฉุดดึงจนล้มลงไปบนตักเขา ก่อนที่เสียงดังเพี๊ยะเพี๊ยะสองเสียงจะดังขึ้น ยามนี้ที่ก้นของอวิ๋นซีถูกตี บุรุษคนนั้นก็พูดเสียงขรึม “ช่างกล้าเหลือเกิน ถึงกับปิดบังเปิ่นหวางเพื่อมาเจอเ้าสารเลวเจียงเฉิงนั่น”
อวิ๋นซีขมวดคิ้ว คิดอยากจะหยัดกายลุกขึ้น แต่กลับพบว่าเขากำลังกดตัวนางไว้อย่างแ่า ดังนั้น ในเมื่อทำอะไรไม่ได้ นางก็ได้แต่เอนหมอบอยู่ในท่านี้ “ข้าว่านะ ท่านใจแคบเกินไปแล้ว ข้าและเจียงเฉิงต่างก็เป็สหายกัน อีกทั้ง เขายังเป็พ่อบุญธรรมของลูกๆ ทั้งสองด้วย วันนี้พวกเราก็แค่บังเอิญเจอกันในเมือง หากจะกินข้าวด้วยกันสักมื้อจะเป็ไรไปเล่า เมื่อก่อนนี้ก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยกินด้วยกันมาก่อน”
บุรุษที่กำลังกินน้ำส้มสายชู น่ากลัวจริงๆ
จวินเหยียนคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “เ้ายังมีเหตุผลอีกหรือ? ”
หากนางไปกินข้าวกับฮ่าวฟานหรือเ้าสี่ แน่นอนว่าเขาย่อมไม่พูดอันใด แต่หากจะกินข้าวสองต่อสองกับเจียงเฉิงถือเป็เื่ที่ทำไม่ได้โดยเด็ดขาด
“แล้วทำไมข้าจะไม่มีเหตุผลเล่า ยิ่งกว่านั้น พวกเราสองคนก็กระทำอย่างเปิดเผย ไม่ได้เข้าไปกินร่วมกันในห้องพิเศษส่วนตัว แต่กินที่โต๊ะในโถงใหญ่ของร้าน โอวหยางจวินเหยียน นี่ท่านตั้งใจจะหาเื่ข้าใช่หรือไม่” ตอนนี้อวิ๋นซีมีสีหน้าดำคล้ำแล้ว “หรือจะบอกว่าตัวข้าไม่คู่ควรให้ท่านเชื่อใจเพียงนั้น ท่านถึงได้มัวกังวลว่าข้าจะสวมหมวกเขียวให้ อีกประการ เมื่อครู่นี้ที่บอกว่าเจียงเฉิงสารเลว ตัวท่านต่างหากที่เป็เ้าสารเลวตัวจริง”
เมื่อได้พูดไปเรื่อยๆ อวิ๋นซีก็รู้สึกน้อยใจยิ่ง นางไม่กลัวหรอกว่าคนอื่นจะคิดจะว่าเช่นไร แต่ถ้าเป็โอวหยางจวินเหยียนผู้นี้ละก็ นางทนไม่ได้จริงๆ แค่สงสัยก็ไม่ได้ ซึ่งนี่อาจเป็เพราะยามปกตินางคงจะตามใจเขามากเกินไป
พร่ำบ่นได้ไม่นาน ใบหน้างามของภรรยาก็มีน้ำตาอาบนอง ต่อให้ในใจของจวินเหยียนจะยังมีความไม่พอใจมากเพียงใด แต่ตอนนี้เขาก็นับว่าพ่ายแพ้แล้ว ชายหนุ่มตระกองกอดนางไว้ขณะที่นางนั่งอยู่บนตักตน คนทั้งสองหันหน้าเข้าหากัน จากนั้นเขาจึงค่อยๆ เกลี่ยน้ำตาที่โหนกแก้มของนางออกไปอย่างระมัดระวัง พูดโอ๋เสียงเบา “ใช่ เป็ข้าเองที่สารเลว ฮูหยิน อย่าได้ขุ่นเคืองเพราะคนสารเลวเช่นข้าอีกเลย นี่ไม่ดีต่อสุขภาพเ้า”
อวิ๋นซีไม่ได้มีท่าทีสนใจเขา เพียงแต่ในดวงตาสุกใสคู่นั้นเต็มไปด้วยความน้อยใจ
ต่อให้จะเป็ดวงใจที่แข็งแกร่งเพียงใดเมื่อต้องเห็นสตรีของตนเป็เช่นนี้ เขาก็ไม่อาจตำหนินางได้อีกแม้แต่ครึ่งคำ เขาพูดเสียงเบา “เด็กโง่ ข้าสงสัยเ้าที่ใดกัน ข้าเพียงแต่ไม่ชอบให้เ้าและเจียงเฉิงใกล้ชิดกันมากเกินไป เ้าต้องรู้ว่า เขานั้น...”
คำสุดท้ายที่เกือบจะหลุดปาก เขากลับเลือกที่จะไม่พูดออกมา เพราะความคิดของเจียงเฉิงต่อภรรยา ชัดเจนว่านางคงยังไม่รู้ ดังนั้น หากตอนนี้พูดออกมาจะไม่เท่ากับเป็การเตือนให้นางรู้ว่ายังมีเื่เช่นนี้อยู่หรอกหรือ
“เขาทำไม? ” อวิ๋นซีเห็นท่าทางที่อยากจะพูด แต่ก็ยังยั้งปากไว้ของเขา จึงเอ่ยถาม
จวินเหยียนจุมพิตโหนกแก้มนาง ยิ้มบางๆ แล้วพูดไปว่า “ไม่มีอะไร แต่ หากวันหน้าเ้าจำต้องไปมาหาสู่กับเจียงเฉิงอีก ข้างกายเ้าก็ต้องมีสาวใช้ติดตามไปด้วยสักคน และที่สำคัญ ห้ามกินข้าวกับเขาสองต่อสองเป็อันขาด อีกทั้ง ในเมื่อยามนี้เขาเป็บิดาบุญธรรมของลูกทั้งสองของเรา เช่นนั้นก็เชิญคนมาที่จวนเสียก็นับว่าใช้ได้แล้ว”
ขอแค่มาอยู่ในถิ่นของตน เขาก็ไม่เชื่อว่า เ้านั่นจะยังโอหังอย่างได้ใจเช่นนี้ได้อีก คนคิดปรารถนาในตัวภรรยาของเขา ทว่า ไม่ว่าจะชาตินี้ ชาติหน้า หรือชาติหน้าหน้าก็ล้วนไม่มีทาง เพราะอวิ๋นซีต้องเป็ของเขา โอวหยางจวินเหยียน ทุกชาติทุกภพ
อวิ๋นซีได้ยินคำตอบนั้นก็อดไม่ได้ให้ต้องมองสามีด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย จากนั้นจึงยิ้มแล้วตอบคำ “ได้ ข้าล้วนฟังท่าน แต่ขอบอกท่านไว้อย่าง หากวันหน้ายังคิดสงสัยข้าอีก ข้าไม่ปล่อยท่านไว้แน่”
“เปิ่นหวางบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าไม่ได้สงสัยเ้า? ” จวินเหยียนรู้สึกราวกับตนโดนใส่ร้าย แท้จริงแล้วตัวเขาไม่เคยสงสัยนาง ไม่เคยแม้สักครั้ง
อวิ๋นซีแค่นเสียงเ็า “วันนี้ท่านต้องสงสัยแน่ๆ เพียงแต่ตอนนี้ไม่ยอมรับ”
คนทั้งสองท่านพูดคำข้าพูดคำกันอยู่บนรถม้า สำหรับสามีภรรยาคู่นี้ สิ่งที่เรียกว่าไม่มีความสุข หรือสิ่งที่เรียกว่าการถกเถียง ระหว่างพวกเขาล้วนไม่เคยมี ชายหนุ่มมองสตรีที่อิงแอบอยู่ในอ้อมอกตน เขารักโอ๋นางมากเกินกว่าจะไปสงสัยนาง
เมื่ออวิ๋นซีและจวินเหยียนกลับถึงจวนก็มุ่งหน้าไปดูเด็กทั้งสามคนก่อนเป็อันดับแรก จากนั้นก็ค่อยกลับไปยังห้องนอนของตน ก่อนที่อวิ๋นซีจะนึกถึงเื่ในวันนี้ แล้วตัดสินใจบอกเื่ที่ตนไปพบฮูหยินผู้เฒ่าอวิ๋นมาให้จวินเหยียนฟัง รวมถึงเื่สถานะที่แท้จริงของจ้าวลี่เจีย
จวินเหยียนไม่ได้มีท่าทีประหลาดใจเลยสักนิดกับเื่ที่จ้าวลี่เจียเป็คุณหนูรองตระกูลอวิ๋น เขาพยักหน้า จากนั้นจึงบอกในสิ่งที่ตนไปสืบหามาได้ “เมื่อสี่สิบสองปีก่อนฮูหยินผู้เฒ่าอวิ๋นให้กำเนิดบุตรสาวฝาแฝดจริงๆ ซึ่งท่านโหวอวิ๋นเองก็รักใคร่ในลูกแฝดหญิงคู่นี้ของตนเป็อย่างมาก ทว่า ตอนหลังลูกสาวคนที่สองกลับหายไป ท่านโหวจึงให้คนออกตามหานางอยู่นาน ทั้งยังทำถึงขั้นไปร้องขอต่อเบื้องพระพักตร์อดีตฮ่องเต้ ยามนั้นอดีตฮ่องเต้ที่ทำอันใดไม่ได้ สุดท้ายก็ได้แต่ตอบรับคำขอของเขา หลังจากที่ให้องครักษ์ลับตามหาตัวนางอยู่นานหลายปี ค้นหาไปทั่วทั้งแคว้นหนานเย่านี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีข่าวคราวของคุณหนูรองอวิ๋น”
เมื่ออวิ๋นซีได้ฟังจนจบก็อึ้งไปเล็กน้อย ด้วยคาดไม่ถึงว่าท่านโหวอวิ๋นจะทุ่มเทถึงขนาดไปขอร้องต่อเบื้องพระพักตร์เพื่อลูกสาวที่หายตัวไปคนหนึ่ง อีกทั้ง อดีตฮ่องเต้เองก็ยังรับปากช่วยเขาหาคน ถึงกระนั้นนางก็รู้ เื่ที่เกิดขึ้นไม่มีทางตกลงกันได้ง่ายเพียงนั้น และต้องเป็ท่านตาของตนที่ให้สัญญาอะไรบางอย่างกับอดีตฮ่องเต้เป็แน่
แลกเปลี่ยนกับฮ่องเต้จะง่ายดายเพียงนั้นได้อย่างไร
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ นางก็ถอนใจออกมาเสียงหนึ่ง “ท่านว่า ฮูหยินผู้เฒ่าอวิ๋นจะบอกเื่นี้กับอาจารย์อาน้อยของท่านเมื่อใด? แล้วนางจะคิดเช่นไร? ”
นางเห็นจ้าวลี่เจียเป็ดังผู้าุโในครอบครัวตนอย่างแท้จริง และหากให้พูดตามความสัมพันธ์ทางสายเืแล้ว คนก็ยังถือเป็ท่านป้าแท้ๆ ของนางอีกด้วย ตอนนี้เมื่อได้คิดๆ ดูแล้ว นางก็อดไม่ได้ให้รู้สึกว่าเื่นี้ช่างน่าประหลาดนัก คลาดกันไปคลาดกันมา แต่สุดท้ายก็ได้มาเจอกันแล้ว
นอกจากนี้ องครักษ์ลับของฮ่องเต้มีมากเพียงใด ด้วยเื่นี้ แม้นางจะไม่แน่ใจเต็มร้อย แต่อย่างน้อยก็พอเดาได้บ้าง เื่ในตอนนั้นที่แม้แต่องครักษ์ลับก็ยังสืบหาไม่ได้ แต่ตอนหลังเป็เพราะนางกับจวินเหยียน ท้ายที่สุดคุณหนูรองและคุณหนูสามจากตระกูลอวิ๋นที่ไม่ได้ข่าวคราวมายี่สิบปีล้วนปรากฏตัวออกมาพร้อมๆ กัน
จวินเหยียนขบคิด จากนั้นจึงพูดขึ้นว่า “วางใจเถอะ เื่นี้ ข้ามั่นใจว่าตระกูลอวิ๋นจักต้องสามารถจัดการได้อย่างดีแน่” คนตระกูลอวิ๋นล้วนเฉลียวฉลาด เื่นี้รู้ได้จากการกระทำตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ในอดีตนั้นตระกูลเฉียวเกิดเื่ขึ้น ท่านโหวผู้เฒ่าอวิ๋นรู้ว่า หากสิ้นริมฝีปากเสียแล้ว ฟันก็ย่อมเหน็บหนาว [1] ยามนั้นคนถึงได้ตัดสินใจแยกตัวออกจากศูนย์กลางอำนาจอย่างรวดเร็ว ต่อให้ลูกชายของเขาจะยังเป็ขุนนาง แต่ก็ไม่มีทางไปััอำนาจทางการทหารง่ายๆ แน่
ยิ่งกว่านั้น รากฐานของตระกูลอวิ๋นทางฝ่ายขุนนางบุ๋นก็ตื้นเขิน ฮ่องเต้ไม่เห็นอยู่ในสายพระเนตร ทว่าการเป็เช่นนี้ก็ยังสามารถแลกมาได้กับความสงบสุขของคนในตระกูล มิเช่นนั้น ตลอดระยะเวลาหกปีนับแต่ที่ตระกูลเฉียวเกิดเื่มาจนถึงตอนนี้ ไม่แน่ว่าอาจไม่มีตระกูลอวิ๋นหลงเหลืออยู่อีกแล้วก็เป็ได้
————————————————————————————————
เชิงอรรถ
[1] หากสิ้นริมฝีปากเสียแล้ว ฟันก็ย่อมเหน็บหนาว(唇亡齿寒)เปรียบว่า มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน ขาดกันไปไม่ได้ (หากไม่มีริมฝีปาก ฟันด้านในก็จะหนาว)
