ดวงตะวันที่เคยลอยเด่นค่อยๆ คล้อยต่ำลงสู่ขอบฟ้า
ท่านอาจารย์ชรายังคงลุ่มหลงไปกับบทกวี
แม้แสงสายัณห์จะสาดลงมาบนตำราแล้ว เขาก็ยังไม่สนใจ
ดวงตาแม้จะยังปิดสนิทแต่ยังคงเปล่งเสียงอ่านบทกวี พร้อมทั้งโยกศีรษะไปมา
แรกเริ่มมีคนหลับกันไปครึ่งชั้นเรียน ต่อมาคนครึ่งชั้นเรียนที่หลับไปก็ตื่นขึ้น แต่อีกครึ่งชั้นเรียนกลับพากันหลับไปเสียแล้ว…
คงจะเป็เพราะหลับกันจนเต็มอิ่มแล้ว ยามนี้ทั้งชั้นเรียนจึงพากันตื่นขึ้นมา
บทกวีที่รู้สึกว่าฟังแล้วห่อเหี่ยวใจ ยามนี้ก็ฟังรื่นหูขึ้นมา
ต้นไม้ใหญ่นอกหน้าต่างอาบด้วยแสงสายัณห์จนกลายเป็สีทอง
เหล่าบัณฑิตที่ลอบอ่านตำราวิชาอื่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็แน่นอนว่ามีบางคนที่ตั้งใจฟังท่านอาจารย์อ่านชือจิงจริงๆ
คูมู่ชุน บัณฑิตหนุ่มจากแคว้นจิงเป็หนึ่งคนที่ตั้งใจจดบันทึกอย่างจริงจัง ท่านั่งหลังตรงดุจพู่กันที่เต็มไปด้วยความเคร่งครัด นั่งอยู่เช่นนี้ั้แ่แรกเริ่มจนถึงบัดนี้
แต่ท่าทางการจับพู่กันของเขาช่างแปลกประหลาด ดูราวกับกำลังกำหมัดโดยมีพู่กันอยู่ในมือ
ทว่าตัวอักษรของเขายังถือว่าใช้ได้ แม้จะดูแข็งทื่อไปสักหน่อย แต่ก็ถือได้ว่าตามมาตรฐาน ดูท่าแล้วคงจะเคยเรียนเื่นี้โดยเฉพาะมาก่อน
ยามคูมู่ชุนจรดพู่กันดูเหมือนจะต้องใช้เรี่ยวแรงมากเหลือเกิน
เขาไม่เหมือนกับเด็กคนอื่นๆ ในชั้นเรียนที่หากไม่เป็บุตรที่ถูกตามใจจนนิสัยเสียก็เป็บุตรคนเล็ก ไม่ก็บุตรอนุ แต่เขาเป็บุตรคนโตของตระกูลคูมู่
เขายังมีน้องชายอีกสองคน และน้องสาวอีกหนึ่งคน
ถึงกระนั้นแคว้นจิงกับแคว้นเชินก็ยังต่างกัน แคว้นเชินให้ความสำคัญกับมารดา และการสืบทอดทางสายเื แต่แคว้นจิงกลับยึดความสามารถเป็หลัก
ท่านพ่อของเขาชอบน้องรองที่สุด เพราะน้องรองทรงพลังกว่าใคร อายุเพียงไม่เท่าไรก็ขี่ม้าได้เป็เลิศกว่าใครเสียแล้ว
ต่อมาคือน้องสาม มารดาของน้องสามเป็บุตรสาวของตระกูลสูงศักดิ์ เป็ภรรยาที่ท่านพ่อของเขาแต่งเข้ามาหลังจากได้รับบรรดาศักดิ์
มีเพียงน้องสาวเท่านั้นที่เป็บุตรจากมารดาคนเดียวกัน
ทว่ามีคราหนึ่งที่เข้าได้ยินท่านพ่อสนทนากับซานเหนียงว่าจะยกน้องสาวของเขาให้กับแม่ทัพชราซ่าฮาฉี ด้วยเพราะภรรยาของแม่ทัพชรากำลังป่วย ทุกวันนี้เพียงยื้อไว้ไม่ให้สิ้นใจเท่านั้น กระนั้นตระกูลซ่าฮาก็เริ่มเฟ้นหาคนใหม่แล้ว
ดังนั้นเขาจึงไม่เหมือนกับคนอื่น คนอื่นมาที่นี่เพื่อศึกษาจริงๆ
ทว่าเขาไม่เพียงแต่เข้าศึกษา แต่ยังต้องแบกรับภารกิจอันหนักอึ้งเอาไว้ด้วย
เขา้าจะยิ่งใหญ่กว่านี้ หากจะวัดกันเื่กำลัง เขาก็ไม่อาจสู้น้องรอง น้องรองเก่งกาจยิ่ง
หากจะวัดกันที่สถานะ เขาก็ไม่สู้น้องสาม ตระกูลที่สนับสนุนน้องสามแข็งแกร่งเหลือเกิน
เขามีเพียงอย่างเดียวคือเคยศึกษาเล่าเรียน ทั้งเขายังเชื่อเป็อย่างยิ่งว่าการศึกษาจะช่วยเปลี่ยนทุกอย่างได้
เขาให้เวลากับตัวเองสามปี
เขาจะต้องได้วิชากลับไป
เขาจะต้องยับยั้งไม่ให้น้องสาวแต่งกับซ่าฮาฉีให้ได้ แม่ทัพซ่าฮาฉีอายุสี่สิบปีแล้ว อายุมากถึงเพียงนี้จะให้น้องสาวของเขาใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับตาแก่เช่นนี้ได้อย่างไร
คูมู่ชุนชอบอ่านตำรา ดังนั้นยามท่านอาจารย์ร่ายบทกวีเช่นนี้ สำหรับเขาจึงรู้สึกว่าไพเราะเหลือเกิน
ยามที่กำลังจดบันทึก เขาก็หันซ้ายหันขวามองรอบกาย พลันเห็นเด็กหนุ่มที่เมื่อคราวที่แล้วยามเขาแนะนำตัวก็มีโอกาสได้เดินสวนกัน เพื่อนบัณฑิตนามอาลู่คนนี้ยิ้มให้เขาครั้งหนึ่ง ครานี้เมื่อเขามองไปก็เห็นว่าอาลู่ยังคงส่งยิ้มให้เขา
เขาไม่เพียงแต่ชอบอ่านตำรา เขาชื่นชอบที่นี่ด้วยเช่นกัน
ความรู้สึกยามเข้ามาในสำนักเชินคล้ายกับได้กลับบ้าน ทั้งยามที่อยู่ในสำนักยังรู้สึกดีกว่าอยู่ในจวนเสียด้วยซ้ำ ผู้คนที่นี่แต่ละคนล้วนแต่มากความสามารถ วาจาก็น่าฟัง เช่นนี้เขาจะไม่ชอบที่นี่มากได้อย่างไร
เฉินโย่วที่นั่งอยู่ข้างกายพี่ชายก็ล้วงตำราเล่มหนึ่งออกมาเช่นกัน จึงไม่ได้สนใจท่าทีของพี่ชายและคูมู่ชุน เพราะหากว่านางสังเกตเห็น นางย่อมจะต้องลุกขึ้นยืนไว้อาลัยให้คูมู่ชุนอย่างแน่นอน
รอยยิ้มเช่นนี้ของพี่ชายย่อมไม่มีทางมีความหมายว่าเขาพอใจต่ออีกฝ่าย
ตำราที่นางกำลังเปิดอ่านไม่ใช่ตำราเหลวไหลอะไร แต่เป็ชือจิงที่ท่านอาจารย์กำลังสอนอยู่
เฉินโย่วยามยังเล็กมากก็อ่านตำราเล่มนี้จนทะลุปรุโปร่งแล้ว ทว่าหลังจากที่ได้นอนเต็มอิ่ม เมื่อฟังเสียงท่านอาจารย์ก็รู้สึกว่ามีรสชาติบางอย่างเพิ่มเข้ามา
ทว่าความรู้สึกนั้นก็ไม่เลวนัก เฉินโย่วจึงตั้งใจอ่านตามท่านอาจารย์ไปด้วย
หยินสงที่ในตอนแรกเอาแต่จับตามองเฉินโย่วที่นอนหลับอยู่ไม่วางตา มองไปก็หน้าแดงใจเต้นจนพี่ชายของเฉินโย่วจับได้ แถมยังถลึงตาใส่เขาอีกหนหนึ่ง เขาจึงได้แต่แสร้งหันกลับมาทำเป็ตั้งใจเรียน ทว่าชือจิงที่ท่านอาจารย์กำลังอ่านช่างน่าเบื่อนัก อีกทั้งเขายังไม่ได้เตรียมหนังสือเล่มอื่นมาอ่าน จึงอดไม่ได้ที่จะหันไปมองเฉินโย่วอย่างโง่งมอีกครั้ง
เขาเฝ้ามองั้แ่เฉินโย่วตื่นขึ้นมาจนผล็อยหลับไปอีกครั้ง จนบัดนี้ตื่นขึ้นมาอีกครา
เฉินโย่วยามหลับน่ามองเพียงใด ยามตื่นมาอ่านตำรายิ่งน่ามองยิ่งกว่าเดิม
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงยามที่นางเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้ตนคราหนึ่ง
ใบหน้าของหยินสงยามเห็นรอยยิ้มนั้นพลันเปลี่ยนเป็ร้อนลวก
จวบจนท่านอาจารย์ปิดตำราลงแล้วประกาศเลิกเรียน
หยินสงก็รีบลุกขึ้นแล้ววิ่งจากไปทันที
จ้งหรูยังคิดว่าสหายร่วมห้องจะรีบวิ่งไปหาเฉินโย่วเพื่อชวนคุยเสียอีก
ยามนี้เขารู้แล้วว่าผู้าุโตระกูลเขาคืออาจารย์ผู้ชี้แนะของเฉินโย่ว ความสัมพันธ์ของพวกเขาจึงซับซ้อนขึ้นมา เมื่อนับตามลำดับแล้วเขาน่าจะต้องเรียกเฉินโย่วว่าท่านอาเล็ก
สหายร่วมโต๊ะของเขาจะต้องเป็สตรีอย่างแน่นอน ย่อมจะต้องมีหลายเื่ที่ไม่สะดวกจึงได้กลับไปก่อนเช่นนี้
จ้งหรูเมื่อคิดเช่นนี้ก็ยิ่งรู้สึกมั่นใจ
เขาจึงรีบเก็บข้าวของแล้วตามไป
สุดท้ายกลับพบว่าสหายหยินสงกลับเอาแต่วิ่งไปทางป่าสน หรือว่าเขาคิดจะไปปลดทุกข์ที่นั่นกัน
เมื่อจ้งหรูคิดถึงเื่นี้ก็นึกอายขึ้นมา ว่ากันตามหลักแล้วเขาก็ไม่ควรตามไปอีก ทว่าเขาก็ไม่อาจยับยั้งฝีเท้าของตนไม่ให้เดินตามไปได้ แต่เขาก็ยังพยายามรักษาระยะห่าง ด้วยเกรงว่าหากอีกฝ่ายเป็สตรีที่กำลังจะไปปลดทุกข์จริงๆ…
ไม่ใช่เกรงว่าสิ จะต้องใช่แน่ๆ ก็เขาตามมาเสียตั้งนาน ยามนี้ก็เห็นว่าสหายหยินสงกำลังนั่งยองลง
ทว่ากลับไม่ได้ถอดกระโปรง เพียงแค่กระดกก้นขึ้น
จ้งหรูพลันหน้าแดงขึ้นมา
ทว่าเขาก็สงสัยจริงๆ ว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไรอยู่
จึงค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้
ก็เห็นว่าศีรษะของหยินสงได้หายไปเสียแล้ว เหลือเพียงร่างกายที่ยังโผล่ออกมาให้เห็น ภาพตรงหน้าช่างน่ากลัวเหลือเกิน
ยามนี้ยังเป็่ใกล้ย่ำเข้ายามสายัณห์ รอบกายรายล้อมไปด้วยต้นสนเช่นนี้ จ้งหรูอยู่ดีๆ ก็ขนลุกเกรียวด้วยความกลัว
ความจริงแล้วหยินสงกำลังระบายความเครียดอยู่ เมื่อเช้ายามที่ต้องออกมาออกกำลัง เขาก็พบว่าตรงนี้มีโพรงไม้ขนาดใหญ่อยู่
จากนั้นก็พบว่าหากเขากล่าวอะไรใส่โพรงไม้นี่ มันก็จะก้องอยู่เพียงแค่ในโพรงเท่านั้น คนด้านนอกจะไม่ได้ได้ยินเสียงที่เขาะโออกมาแม้แต่น้อย เมื่อได้ทำเช่นนี้เขาก็รู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด
เขาจ้องมองเฉินโย่วอยู่ตลอดทั้งคาบเช่นนี้ ในใจแม้จะอับอาย แต่ก็ลิงโลดเหลือเกิน
ดังนั้นเขาจึงได้มาะโใส่โพรงไม้ว่าเขาชอบเฉินโย่ว เฉินโย่วเป็สตรี
เสียงะโดังลั่นนั้นค่อยๆ สะท้านหายไปในมุมลึกของโพรงไม้
ด้านในของมันคือโพรงถ้ำที่เฉินโย่วและฉาวจิ่วตกลงไปเมื่อวันก่อน
ท่ามกลางความมืด เ้างูั์ก็ขยับตัวไปมา
เดิมทีหน้าที่ของมันคือการพิทักษ์ต้นไม้ต้นนั้น แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร คนที่มาในวันนั้นจึงได้มีกลิ่นอายเดียวกับต้นไม้ต้นนั้น ทว่าเขากลับถอนต้นไม้ออกมาเสียแล้ว ตอนนี้มันเองก็ยังรู้สึกงุนงงอยู่
ตอนแรกมันก็คิดว่าจะพักรักษาตัวให้ดี ทว่าทุกวันในเวลาเดิม โพรงถ้ำจะมีเสียงประหลาดดังขึ้นมา
เสียงนั้นโหวกเหวกโวยวายจนเ้างูั์ได้แต่เอาหัวซุกไปในโพรงหญ้า ในใจก็รู้สึกว่าน่ารำคาญเหลือเกิน
เมื่อจ้งหรูขยับเข้าไปใกล้ก็ได้ยินเสียงอู้อี้กล่าวว่า “ข้าเป็สตรี”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นจ้งหรูก็ได้แต่เอามือปิดปากด้วยความใ…
เมื่อหยินสงได้ะโแล้วก็ยืนขึ้นด้วยความรู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจขึ้นมา
เมื่อหันมองซ้ายขวาแล้วว่าไม่มีคน เขาก็เดินไปไกลแล้วจึงแหวกชุดยาวของตนเองออก
เขาเคยแข่งกับท่านอารองมาก่อนว่าใครจะถ่ายเบาได้ไกลกว่ากัน ทั้งยามแข่งก็ยังอยู่ในที่กลางแจ้งเช่นนี้
เมื่อเขาถ่ายเบาอย่างสบายอกสบายใจเรียบร้อยแล้ว
จ้งหรูได้แต่มองแผ่นหลังของหยินสงด้วยความใ ในใจยุ่งเหยิงราวกับปอป่าน สหายหยินสงกำลังแอบฝึกถ่ายเบาอยู่หรือ
แสงสายัณห์สาดลงบนแผ่นหลังของหยินสง มองเห็นว่าแผ่นหลังนั้นขยับไหวเบาๆ
