หานอวิ๋นซีหยุดชะงัก ไม่ว่าผู้คนจะถามอะไร นางก็ไม่ตอบ
จนกระทั่งร่างที่คุ้นเคยตรงหน้าหายไป นางจึงตื่นจากภวังค์ของตัวเอง ในเวลานี้ ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างก็แยกย้ายกันไปแล้ว
เพียงแต่ แม้ว่าสติจะคืนกลับมา แต่หัวใจยังคงบีบรัดและรู้สึกอึดอัดเหลือเกิน
ระหว่างหลงเฟยเยี่ยกับตวนมู่เหยา ระหว่างศิษย์พี่กับศิษย์น้อง มีอะไรผิดปกติจริงๆ ใช่หรือไม่?
ไม่อย่างนั้น ทำไมชายผู้นั้นที่ไม่เคยให้ข้อยกเว้นกับใครเลย ถึงยอมลดมาดแล้วมาเที่ยวเล่นกับตวนมู่เหยา? มันผิดนิสัยของเขามาก
ในตอนที่ต่อสู้กับงูหลามพิษั์ หลงเฟยเยี่ยก็กระตือรือร้นที่จะปกป้องชีวิตของตวนมู่เหยา แต่ตอนที่อยู่ในหุบเขายาผีหลงเฟยเยี่ยกลับไม่แสดงความกรุณาใดๆ ตรงกันข้ามเขากลับลำเอียงกับนางมากกว่า
เหตุผลที่เขาเข้าข้างนางใน่แรกๆ ก็เพราะเขาและนางมีจุดประสงค์เดียวกันคือเซิงเสวี่ยตาน
หากเขาไม่ได้แบกรับคำสั่งของฮ่องเต้ในตอนนั้น เขาจะยังคงอยู่ข้างนางหรือไม่?
หานอวิ๋นซีที่คิดไปคิดมาก็หัวเราะเยาะเย้ยตัวเองขึ้นมา
นางเป็อะไรไป?
นางเป็เพียงหวังเฟยในนามของหลงเฟยเยี่ยเท่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับศิษย์น้องของเขาจะเป็อะไรกัน มันเกี่ยวอะไรกับนางด้วยล่ะ?
ศิษย์พี่ศิษย์น้องรักกันแปลกตรงไหน?
เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ หานอวิ๋นซีก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ นางพยายามอย่างเต็มที่ที่จะขยับมุมปากเพื่อแสดงรอยยิ้มที่ผ่อนคลายออกมา
นางรักษารอยยิ้มไว้ และหันกลับไปทันที ไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกับพวกเขา!
ใครจะคิดว่าการหันกลับหลังครั้งนี้จะไปชนเข้ากับคนข้างหลังโดยตรง หานอวิ๋นซีที่กำลังจะขอโทษ แต่คนคนนั้นผลักนางอย่างแรง “อยากตายหรือไร กล้ามาชนข้าได้อย่างไรกัน!”
หานอวิ๋นซีมองใกล้ๆ และเห็นว่าอีกฝ่ายเป็ชายหนุ่มจากครอบครัวที่ร่ำรวย มีรูปร่างอ้วนท้วม พัดด้ามจิ้วเสียบเฉียงไว้ด้านหลังศีรษะ พร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเป็ลูกผู้ดี
เมื่อเห็นท่าทางของหานอวิ๋นซีที่มองไป ชายหนุ่มร่างอ้วนก็แสดงท่าทีมุ่งร้ายและพูดอย่างเ็าว่า “มองอะไร เดินไม่มีตาหรือไร! ไม่เห็นหรือไรว่ามีคนอยู่ด้านหลัง?”
“เ้าคิดว่าทุกคนเป็เหมือนเ้าที่มีตาอยู่ด้านหลังหรือไร?” หานอวิ๋นซียังคงยิ้ม
“โอ้ แม่นางน้อยผู้นี้ปากกล้าเหลือเกิน!”
ขณะที่ชายหนุ่มร่างอ้วนพูด ก็ดึงพัดออกมาแล้วจ่อไปที่คางของหานอวิ๋นซี แต่ใครจะรู้ ยังไม่ทันได้แตะ หานอวิ๋นซีก็ยกมือขึ้นปัดพัดออกไปก่อน และในขณะที่ยกมือขึ้น ไม่รู้ว่านางโปรยอะไรไปตรงหน้าของชายหนุ่มร่างอ้วน ชายหนุ่มร่างอ้วนที่ได้กลิ่นหอมจางๆ ก็สูดดมอย่างแรงโดยไม่รู้ตัว
โดยไม่คาดคิด หลังจากได้กลิ่นนี้ เขาก็เริ่มหัวเราะคิกคัก ยืนนิ่งและเริ่มถอดเสื้อผ้าออก
และในเวลาเดียวกัน รอยยิ้มบนใบหน้าของหานอวิ๋นซีก็หายไปในที่สุดและแทนที่ด้วยสีหน้ามืดมน นางหันหลังและเดินออกไปโดยไม่แม้แต่จะมองชายหนุ่มร่างอ้วน
นางที่เต็มไปด้วยความโกรธ เ้าบ้านี่ ไม่เห็นหรือไรว่านางอารมณ์ไม่ดีอยู่ ยังกล้าที่จะยั่วโมโหนางในเวลานี้อีก เรียกได้ว่ารนหาที่ตาย!
เอาเถอะ นางยอมรับว่าตัวเองอารมณ์ไม่ดี
ด้านหลังของทิศทางที่หลงเฟยเยี่ยเดินไป หานอวิ๋นซีเดินไปตามถนนอย่างไร้จุดหมาย จนกระทั่งถึงยามสาย นางก็ได้ยินเสียงกลองจากวัดไกลๆ นางจึงจะนึกเื่สำคัญขึ้นมาได้
มีนัดกับกู้เป่ยเยวี่ยในตอนบ่าย!
ซึ่งเลยเวลานัดตามที่ตกลงกันไว้มาสองชั่วยามครึ่งแล้ว หานอวิ๋นซีที่ไม่คิดอะไร ก็ตรงไปที่โรงน้ำชาิเซียง ทันทีที่นางเข้าไปในที่นั่งส่วนตัว นางก็เห็นกู้เป่ยเยวี่ยมารอนางอยู่แล้ว
นางรีบขอโทษทันที “ขอโทษที่ข้ามาสาย”
แทนที่จะกู้เป่ยเยวี่ยจะกล่าวโทษนาง กลับรีบรินน้ำชาให้นาง “การที่หวังเฟยมาได้ ก็ถือว่าเป็เกียรติแล้ว เชิญดื่มน้ำชาสักถ้วยก่อน ไม่ต้องรีบร้อน”
ไม่ต้องรีบ นางมาสายขนาดนี้ ชายผู้นี้ยังจะพูดว่าไม่ต้องรีบอีกหรือ นิสัยดีเกินไปหรือไม่
แม้ว่าจะมีสถานะที่แตกต่างกัน แต่นางก็มองไม่เห็นคำตำหนิแม้แต่น้อยจากดวงตาที่อ่อนโยนของเขา
เมื่อใดก็ตามที่นางเห็นดวงตาที่อ่อนโยนของเขา หานอวิ๋นซีมักจะคิดว่า ไม่รู้ว่าสตรีผู้โชคดีคนไหนในโลกนี้ที่จะได้แต่งงานกับชายผู้นี้
หานอวิ๋นซีดื่มน้ำชาเล็กน้อย ในไม่ช้าก็ตระหนักว่ามีบางอย่างผิดปกติกับใบหน้าของกู้เป่ยเยวี่ย แม้ว่าจะเป็หมอพิษ แต่สุดท้ายก็ยังถือว่าเป็หมอ ดูจากสีหน้าของกู้เป่ยเยวี่ยแล้ว ดูเหมือนว่าเขาจะป่วยหนัก และเพิ่งจะดีขึ้นมาเล็กน้อยและ้ารักษาอย่างเร่งด่วน
“กู้เป่ยเยวี่ย เ้าเป็อะไรไป?” หานอวิ๋นซีที่กระวนกระวาย ก็โพล่งชื่อออกมาโดยตรง
“เมื่อหลายวันก่อนข้าเหนื่อยเกินไป พอออกนอกวังก็เจอลมหนาว เลยป่วยหนัก” กู้เป่ยเยวี่ยตอบอย่างใจเย็น
“ลมหนาว?” หานอวิ๋นซีสงสัย ถึงจะพูดได้ว่าหมอไม่รักษาตัวเอง แต่กู้เป่ยเยวี่ยจะเป็โรคธรรมดาเช่นลมหนาวได้อย่างไรกัน?
ดูจากสีหน้าของเขาแล้ว เห็นได้ชัดว่ามีบางอย่างผิดปกติ ชายผู้นี้ไม่สามารถซ่อนอะไรได้หรอก?
ด้วยความสงสัยในใจของหานอวิ๋นซี จึงทำท่าทางให้กู้เป่ยเยวี่ยยื่นมือออกมา เพื่อที่จะััชีพจรของเขา “ขอข้าดูหน่อย”
“ขอบคุณที่หวังเฟยเป็ห่วง แค่เป็หวัดเท่านั้น ไม่รบกวนจะดีกว่า” กู้เป่ยเยวี่ยปฏิเสธอย่างสุภาพ
“มือ ขอข้าดูหน่อย” หานอวิ๋นซีจริงจังมาก
ด้วยความไร้หนทาง กู้เป่ยเยวี่ยจึงทำได้เพียงยกแขนเสื้อขึ้นและวางแขนไว้บนโต๊ะ หานอวิ๋นซีตั้งใจจับชีพจร คิ้วที่สวยงามของนางขมวดแน่น
สภาพของชีพจรอ่อนแออย่างมาก ถึงขนาดที่ว่าพลังลมปราณบางส่วนก็ได้รับาเ็สาหัส แต่ก็เป็ไปตามที่กู้เป่ยเยวี่ยพูดไว้ เมื่อความเย็นเข้าสู่ร่างกาย ก็คงไม่มีภาวะชีพจรแบบอื่นหรอก
แปลก...
หานอวิ๋นซีมองเขาอย่างจริงจังอีกครั้ง ลักษณะที่อ่อนแอและป่วยนี้เหมือนเป็สภาพหลังหายจากพิษ
“หมอหลวงกู้ ลมหนาวทำให้เ้าอ่อนแอขนาดนี้เลยหรือ? ร่างกายเ้าไม่อ่อนแอเกินไปหรือไร?” หานอวิ๋นซีถามอย่างสงสัย
ใครจะคิดว่า กู้เป่ยเยวี่ยกลับพยักหน้า “ข้ามักจะเจ็บป่วยบ่อยๆ มาั้แ่เด็ก ตอนนี้ถือว่าร่างกายดีขึ้นมากแล้ว ในตอนเด็กๆ การที่ข้าป่วยหนักทุกๆ สามวันมันเป็เื่ปกติไปแล้ว หลายวันก่อนหน้านี้ข้ารับใช้ฮ่องเต้ในวัง เลยไม่ได้มีเวลาพักผ่อน พอเจอลมหนาวเข้าสู่ร่างกาย อาการป่วยก็โถมเข้ามา”
คิดไม่ถึงว่าจะเป็คนขี้โรค!
หานอวิ๋นซีรู้สึกประหลาดใจมาก นางไม่เคยคาดคิดว่าหัวหน้าหมอหลวงของอาณาจักรเทียนหนิงจะเป็คนขี้โรค หากกู้เป่ยเยวี่ยไม่พูด ใครจะดูออกกัน?
“เป็ไปได้หรือไม่ ว่าเคยป่วยเป็โรคบางอย่างตอนที่ยังเด็ก?” หานอวิ๋นซีถาม
ความขมขื่นส่องประกายในดวงตาของกู้เป่ยเยวี่ย พลางพูดอย่างราบเรียบว่า “ข้าได้ยินจากท่านปู่ว่าข้าเกิดก่อนกำหนด และกินยาเพื่อให้มีชีวิตรอด”
ครั้งนี้หานอวิ๋นซีใยิ่งกว่าเดิม แต่ก็โล่งใจเช่นกัน ไม่แปลกใจเลย โอกาสรอดชีวิตของทารกที่คลอดก่อนกำหนดในสมัยโบราณมีน้อยมาก โชคดีที่ชายผู้นี้คลอดออกมาอย่างถูกต้อง ทั้งยังมีปู่ที่เป็หมอเทวดา มิฉะนั้นต่อให้จะมียา ก็ไม่รู้ว่าจะเลี้ยงให้เติบโตมาได้อย่างไรอยู่ดี
หานอวิ๋นซีรู้แต่เพียงว่ากู้เป่ยเยวี่ยถูกปู่ของเขาจากสำนักแพทย์พามาที่เมืองหลวงเทียนหนิง ส่วนพ่อแม่ของเขา นางไม่รู้ และแน่นอนว่านางไม่ได้มีความสงสัยมากพอที่จะถามเกี่ยวกับเื่ราวชีวิตของเขา
นางพูดอย่างติดตลกว่า “ดูเหมือนว่าเ้าต้องเขียนจดหมายเข้าเฝ้าฮ่องเต้ เพื่อลดภาระงานสักหน่อยแล้วล่ะ”
กู้เป่ยเยวี่ยยิ้มจางๆ แม้ว่าใบหน้าจะซีด แต่รอยยิ้มนั้นอ่อนโยนราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิ “หวังเฟย ครั้งก่อนเื่ที่ท่านมอบหมายให้ข้าไปถาม...”
“เป็อย่างไรบ้าง?” หานอวิ๋นซีตื่นเต้น ที่แท้ชายผู้นี้ขอให้นางมาเพราะเื่นี้สินะ
นางขอให้เขาไปสืบว่าหานฉงอันกลายเป็ผู้ดูแลของสำนักแพทย์หยุนคงได้อย่างไร อันที่จริง นางแค่้าตรวจสอบว่าฮูหยินเทียนซินมีส่วนเกี่ยวข้องกับสำนักแพทย์หรือไม่
เมื่อเห็นว่าหานอวิ๋นซีตื่นเต้นมาก กู้เป่ยเยวี่ยก็ลังเล แต่ก็พูดต่อว่า “หวังเฟย กระหม่อมขอโทษ ผู้ดูแลสำนักแพทย์หยุนคงเคยได้ยินชื่อฮูหยินเทียนซิน แต่พวกเขาไม่รู้จักกัน”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ออกมา หานอวิ๋นซีก็ใ ฮูหยินเทียนซินมีชื่อเสียงไปทั่วเมืองหลวงเทียนหนิง ทั้งยังสัญญาว่าจะให้หานฉงอันเป็ผู้ดูแลสำนักแพทย์อหยุนคง แต่เดิมนางคิดว่าฮูหยินเทียนซินคงมีเส้นสายที่ยอดเยี่ยมในสำนักแพทย์หยุนคง
ใครจะรู้ว่ามันจะเป็แบบนี้
ผู้ดูแลที่อยู่ในสำนักแพทย์ถือได้ว่าเป็ระดับกลาง และยังมีผู้ที่มีตำแหน่งใหญ่กว่าอีกมากมาย บางทีพวกเขาอาจจะรู้จักฮูหยินเทียนซิน ฮูหยินเทียนซินมั่นใจว่าจะทำให้หานฉงอันขึ้นเป็ผู้ดูแลได้ ถ้าจะหาความเกี่ยวข้องก็คงต้องหาจากคนที่อยู่เหนือผู้ดูแลใช่หรือไม่?
“เช่นนั้นผู้าุโหรือย่วนจั่งรู้จักแม่ของข้าหรือไม่?” หานอวิ๋นซีถามอย่างกังวลใจ
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ออกมา กู้เป่ยเยวี่ยก็ยิ้ม “หวังเฟย ที่ข้าสอบถามมาได้ก็มีเพียงเท่านี้ ในตอนที่ท่านปู่ของข้ายังมีชีวิตอยู่ ก็ได้พบกับผู้าุโสำนักแพทย์เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น”
“หวังเฟย บางทีฮูหยินเทียนซินอาจจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสำนักแพทย์จริงๆ ก็ได้ ด้วยอำนาจของฮูหยินเทียนซิน หากจะช่วยเหลือหานฉงอันก็คงไม่ยาก ทักษะทางการแพทย์ของหานฉงอันในตอนนั้นคู่ควรกับตำแหน่งนี้จริงๆ” กู้เป่ยเยวี่ยวิเคราะห์อย่างเป็กลาง
เอาเถอะ หานอวิ๋นซีรู้ว่าตนเองหุนหันพลันแล่นไปหน่อย แต่มันมีเพียงเงื่อนงำเดียวเท่านั้นที่จะบ่งบอกตัวตนของฮูหยินเทียนซินได้ ดังนั้นนางก็เลยร้อนรนใจ
หลังจากดื่มชาไปสองสามถ้วย ในความเงียบ หานอวิ๋นซีก็ไม่ได้ทำให้กู้เป่ยเยวี่ยลำบากอีกต่อไป ท้ายที่สุดแล้วเื่นี้ไม่สามารถเร่งรีบได้ในเวลานี้ นางถามอย่างเป็กันเองว่า “เ้านัดข้ามา เพียงเพราะเื่นี้หรือ?”
“ยังมีอีกหนึ่งเื่...” กู้เป่ยเยวี่ยรู้สึกลำบากใจเล็กน้อย
หานอวิ๋นซีรู้อยู่แล้วว่าสัญชาตญาณของนางถูกต้อง ชายผู้นี้ต้องมีอย่างอื่นที่จะถามนางเป็การส่วนตัว
“ที่นี่ไม่มีใครอยู่ พูดมาเถอะ” นางพูดด้วยรอยยิ้มจางๆ
กู้เป่ยเยวี่ยยิ้มอย่างเขินอาย ดูน่ารักเป็พิเศษ
ถึงแม้จะขี้อาย แต่ก็ดูจริงจังเช่นกัน “หวังเฟย ข้าได้ยินเื่การเดิมพันของท่านกับคุณหนูหลิวเยวี่ย เช่นนั้นแล้ว...ข้าอยากรู้ว่าท่านรู้วิธีการใช้ปลาทองทดสอบพิษงูหมื่นตัวได้อย่างไร?”
ผู้ชมที่อยู่ในวันนั้นไม่เข้าใจ แต่กู้เป่ยเยวี่ยที่เป็หมอหลวง ดังนั้นเขาจึงเข้าใจและเป็เพราะเขาเข้าใจ เลยมองออกว่ามันผิดปกติ
การทดสอบความเป็พิษมีสองประเภท ประเภทหนึ่งคือการทดสอบยาพิษ และอีกประเภทคือการลองยาพิษ
การทดสอบพิษเป็งานของนักพิษ ผ่านการดมกลิ่น ชิม หรือแม้แต่การทดสอบผ่านการทำปฏิกิริยากับพิษอื่นๆ ซึ่งเป็หลักการที่คนธรรมดาไม่อาจเข้าใจได้
ส่วนการทดลองพิษคือการใช้หินพิษหรือคน หรือใช้วิทยายุทธ์ทดสอบยาพิษให้คนนอกดู
พิษงูหมื่นตัวนั้นพิเศษมาก และปริมาณในใบชาก็น้อยมาก สตรีผู้นี้รู้ได้อย่างไรว่าต้องทดสอบมันด้วยปลาทอง?
ทันทีที่คำพูดนี้ออกมา หานอวิ๋นซีก็หัวเราะ ไม่นานมานี้ กู้ชีฉ่าวก็มาที่จวนฉินอ๋องเพื่อถามคำถามนี้กับนางเช่นกัน แม้ว่ากู้เป่ยเยวี่ยจะไม่เข้าใจยาพิษ แต่ก็สมแล้วที่ได้เป็หมอเทวดา
สำหรับกู้เป่ยเยวี่ย หานอวิ๋นซีระแวงน้อยลงอย่างบอกไม่ถูฏ นางจึงตอบอย่างใจดีว่า “ข้าเห็นมันในหนังสือโบราณ โชคดีที่จำมันได้”
“เป็หนังสือโบราณที่ฮูหยินเทียนซินทิ้งไว้อย่างนั้นหรือ?” กู้เป่ยเยวี่ยถาม
เอ่อ...เอาเถอะ ไหนๆ นางก็ใช้ฮูหยินเทียนซินเป็เกราะป้องกันทุกคนที่ถามนางแล้ว ดังนั้นก็ใช้มันให้ถึงที่สุดก็แล้วกัน
“อืม ท่านแม่ข้าทิ้งไว้ให้”
“เช่นนี้แล้ว ฮูหยินเทียนซินก็เป็ปรมาจารย์ด้านพิษเหมือนกัน” กู้เป่ยเยวี่ยพูดอย่างจริงจัง
การโกหกครั้งหนึ่ง สามารถปกปิดได้ด้วยการโกหกนับไม่ถ้วน มุมปากของหานอวิ๋นซีกระตุกและยังคงพยักหน้าต่อไป “ก็ต้องใช่น่ะสิ แต่นางไม่มีโอกาสแสดงมัน”
หานอวิ๋นซีที่พูดไป นางก็ไม่อยากจะพูดหัวข้อนี้อีกต่อไป นางลูบท้องของนางและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “วันนี้ข้ามาสายแล้ว ข้าเลี้ยงเ้าเอง”
กู้เป่ยเยวี่ยที่้าจะปฏิเสธ แต่หานอวิ๋นซีกลับเร็วกว่าเขาและะโว่า “เสี่ยวเอ๋อร์ เสี่ยวเอ๋อร์ เอาเมนูมา!”
เสี่ยวเอ๋อร์เปิดประตูอย่างรวดเร็วและเข้ามา กู้เป่ยเยวี่ยเองก็ไม่สามารถปฏิเสธได้
โรงน้ำชาิเซียงมีเครื่องดื่มและของว่างมากมายซึ่งสามารถรับประทานเป็อาหารได้ นี่เป็ครั้งแรกที่หานอวิ๋นซีทานอาหารนอกบ้าน นางจึงสั่งของว่างจำนวนมากในคราวเดียว กู้เป่ยเยวี่ยมองไป พร้อมกับสายตาเอ็นดูและไม่รบกวนนาง
ในไม่ช้า อาหารก็ถูกนำเข้ามา แต่คนที่มาส่งอาหารทำให้หานอวิ๋นซีใมากจนเกือบตกเก้าอี้!
ผู้ที่มาเยือน...คือใครกัน?
