“พวกเราไม่ใช่คนไม่ดี พวกเราไม่ได้จะทำร้ายเ้าจริงๆ อย่ากลัวเลย” ซูิเยว่ยื่นมือไปหาหญิงบ้าคนนั้น
หญิงบ้ามองนางก่อนจะเงียบไปจริงๆ
ซูิเยว่คิดว่าสถานการณ์จะดีขึ้น แต่กลับคิดไม่ถึงว่าหญิงบ้าคนนั้นจะพุ่งเข้ามากัดแขนนาง
“ระวัง” จี๋โม่หานใ
“อื้อ....” ซูิเยว่ร้องออกมาด้วยความเจ็บ
หญิงบ้าจับแขนของซูิเยว่มากัดแบบนั้นไม่ยอมปล่อย จี๋โม่หานงอนิ้วชี้แล้วเคาะที่แก้มของหญิงบ้าคนนั้น เมื่อนางรู้สึกเจ็บถึงได้ปล่อยออกแล้วหดตัวกลับไปอยู่ที่มุมห้อง
“เป็อย่างไรบ้าง?”
จี๋โม่หานขมวดคิ้วเข้าหากัน เขากุมมือของซูิเยว่ขึ้นมาอย่างเ็ป บนข้อมือขาวมีรอยฟันเรียงกัน โชคดีที่กัดไม่ลึกมาก แค่ผิวแตกเล็กน้อย “เจ็บมากหรือไม่?”
ซูิเยว่ขมวดคิ้วส่ายหน้า “ไม่เป็ไร”
หญิงบ้าไม่สามารถพูดจาปกติได้ ตอนนี้กังวลแค่คนที่อยู่ในห้อง หลิงชวนเอ่ยอย่างลังเล “หรือให้กระหม่อมไปเรียกซูเฉินมา?”
ซูิเยว่ส่ายหน้า “ไม่มีประโยชน์ ข้าเองก็เป็หมอ”
จี๋โม่หานยกมือขึ้นลูบหัวนาง “ไม่ต้องรีบ จะต้องมีวิธีแน่”
ซูิเยว่ก้มหน้าเงียบไปครู่หนึ่ง หญิงบ้าที่ขดตัวอยู่ในมุมเหมือนจะเหนื่อยแล้วก็เงียบลง
ซูิเยว่ก็พลันเงยหน้าขึ้นเหมือนคิดอะไรขึ้นมาได้ ดวงตาเป็ประกาย
ไม่รอให้จี๋โม่หานถาม ซูิเยว่ก็ยื่นมือไปทางหญิงบ้าคนนั้นอีกครั้ง แล้วพูดเสียงอ่อนโยน “ข้าคือฉินหว่าน ข้าคือฉินหว่านไง”
คนในห้องต่างชะงักไป จี๋โม่หานเองก็ชะงัก
ทว่าประโยคนี้กลับได้ผลจริงๆ หญิงบ้าคนนั้นชะงักไปก่อน จากนั้นแววตาก็มองซูิเยว่อย่างระมัดระวัง แต่ก็ไม่โวยวายอะไรแล้ว ขอบตาค่อยๆ มีน้ำเอ่อขึ้นมา
ซูิเยว่วางมือลงบนมือของหญิงบ้าเบาๆ ก่อนจะกุมมือของนางเอาไว้ หญิงบ้าเองก็ไม่ได้ต่อต้าน
“ข้าคือฉินหว่าน ไม่ต้องกลัวนะ ข้าไม่มีทางทำร้ายเ้า”
หญิงบ้ามองซูิเยว่อยู่นาน ริมฝีปากก็สั่น “หว่านเอ๋อร์ หว่านเอ๋อร์ เ้าคือหว่านเอ๋อร์”
ซูิเยว่ยิ้ม “ใช่ ข้าคือหว่านเอ๋อร์”
หญิงบ้าคนนั้นพุ่งเข้ามากอดซูิเยว่ทันที โดยไม่รอให้จี๋โม่หานได้มีการเคลื่อนไหวใด จี๋โม่หานยกมือขึ้นมาได้ครึ่งหนึ่งก็ถอนหายใจ
หญิงบ้ากอดซูิเยว่เอาไว้ในอ้อมกอดแน่น น้ำตาไหลออกมา ปากก็พูดพึมพำไม่หยุด “หว่านเอ๋อร์ของข้า ในที่สุดก็หาเ้าเจอแล้ว หว่านเอ๋อร์ หว่านเอ๋อร์”
ซูิเยว่เองก็กอดหญิงบ้าตอบแล้วตบหลังนางเบาๆ เพื่อปลอบอารมณ์ของนาง “อย่ากลัว อย่ากลัว”
เพียงเท่านั้นหญิงบ้าก็สงบลง
ซูิเยว่ถอนหายใจเงียบๆ มองไปทางจี๋โม่หานที่อยู่ด้านข้าง คิ้วขมวดเข้าหากัน “หม่อมฉันเดาไม่ผิดจริงๆ หญิงคนนี้มีความเกี่ยวข้องกับท่านแม่ พอหม่อมฉันพูดชื่อของแม่ออกมานางก็สงบลงเลย”
คิ้วของจี๋โม่หานขมวดเข้าหากัน “เช่นนั้นคนที่มีความเกี่ยวข้องกับแม่ของเ้า เหตุใดถึงมาปรากฏตัวในวัง ทั้งยังถูกฮ่องเต้ขังเอาไว้นับสิบกว่าปี?”
ซูิเยว่รู้สึกว่าตอนนี้เต็มไปด้วยกลุ่มหมอกควัน ส่วนหมอกตรงนั้นก็คือความจริง ตอนนี้ถ้าอยากทำความจริงให้กระจ่างก็ต้องฟื้นฟูสติคนคนนี้ให้ได้ หรือไม่ก็ตรวจสอบตัวตนของนางให้ได้
แต่ว่านางไม่ค่อยจะรู้เื่ของมารดามากนัก ในความทรงจำของนางไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับแม่ของตัวเองเลยสักนิดเดียว
ซูิเยว่มองไปทางจี๋โม่หาน “ท่านรู้หรือไม่ว่าตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นที่จวนสกุลซู หรือมีเื่อะไรที่เกี่ยวข้องกับท่านแม่?”
จี๋โม่หานส่ายหน้า “ตอนนั้นข้าอายุสิบสองปีเพิ่งจะกลับมาจากบนเขา ตอนนั้นแค่ได้ยินว่าเ้าสกุลซูกับฮูหยินสกุลซูรักกันมาก ต่อมาเ้าก็เกิดมา ตอนนั้นขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊ต่างก็มาอวยพร จากนั้นไม่นาน เ้าสกุลซูก็ประกาศว่าฮูหยินสกุลซูไม่สบายและได้ตายจากไปแล้ว”
“อืม” ซูิเยว่พยักหน้าน้อยๆ นางถามจี๋โม่หานเช่นนี้ ความจริงแล้วก็ไม่ได้หวังอะไรมากเท่าไรนัก อย่างเื่เมื่อตอนนั้นฮ่องเต้ก็ทำออกมาได้สมบูรณ์แบบ ปิดบังทุกคนมาได้หลายสิบปี
จี๋โม่หานหันกลับไปมองหลิงชวน “ตอนนั้นข้าให้เ้าไปตรวจสอบ ได้อะไรมาบ้างหรือไม่?”
หลิงชวนเองก็ส่ายหน้า “ตอนนั้นที่องค์ชายให้กระหม่อมไปตรวจสอบส่วนมากเป็เื่ของพระชายาพ่ะย่ะค่ะ ส่วนเื่ของฮูหยินสกุลซู กระหม่อมเองก็ไม่รู้อะไรมากนัก รู้แค่ว่าฮูหยินสกุลซูเหมือนจะเป็คนต่างถิ่น ไม่มีญาติในเมืองหลวงพ่ะย่ะค่ะ”
จี๋โม่หานถอนหายใจ ก่อนจะมองซูิเยว่แล้วพูดเสียงอ่อนโยน “แม่หนูอย่ารีบเลย ข้าจะส่งคนไปตรวจสอบพื้นเพของเ้าให้ชัดเจน”
ซูิเยว่ไม่ได้พูดอะไร นางปล่อยหญิงบ้าออกจากอ้อมกอดก่อนจะจับบ่าของนางแล้วมองอยู่ครู่หนึ่ง หญิงบ้าในตอนนี้กลับเชื่อฟังอย่างน่าประหลาด ทั้งยังไม่อาละวาดหรือโวยวายอีกแล้ว ซูิเยว่ให้นางทำอย่างไรนางก็ทำอย่างนั้น
“เ้ามองข้า ข้าอยากรู้ว่าดวงตาของเ้ายังดีอยู่หรือไม่?”
เสียงของซูิเยว่อ่อนโยนพร้อมถามเสียงเบา
หญิงบ้าจ้องนางอยู่ครู่หนึ่งก็พยักหน้า
ซูิเยว่ตรวจดวงตาของนางอย่างละเอียดรอบหนึ่ง แล้วก็ยกมือขึ้นไปลูบหัวของนาง คิ้วขมวดเข้าหากัน
จี๋โม่หานถาม “เป็อย่างไรบ้าง?”
“นางไม่ได้เป็บ้าเพราะเหตุผลภายนอกหรือตื่นตระหนกเกินไป” ซูิเยว่สรุปออกมา
“ตอนที่นางสงบดวงตาจะใส มีแววร้อนรนเล็กน้อย ส่วนหัวก็ไม่ได้มีแผลรุนแรงจนเห็นชัด หากข้าเดาไม่ผิด นางคงจะถูกคนวางยาจนทำให้สติเลอะเลือน”
จี๋โม่หานกล่าวออกมาตรงๆ “เป็ฮ่องเต้”
ถ้าหากเป็บ้าเพราะถูกวางยา เช่นนั้นก็ต้องเป็ฮ่องเต้แล้ว
“ตอนนี้ข้าทำได้แค่พยายามช่วยให้ถึงที่สุด” ซูิเยว่ถอนหายใจ
“ถ้าหากเป็เพราะยาทำให้สติเลอะเลือน เช่นนั้นก็สามารถรักษาให้หายได้ เพียงแต่ต้องใช้เวลานานมากๆ แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาแล้ว หลิงชวน เ้ารีบไปเอาเข็มเงินมาให้ข้า”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ไม่นานหลิงชวนก็เอาเข็มเงินมาให้ซูิเยว่ เมื่อหญิงบ้าที่อยู่บนเตียงเห็นเข็มเงิน รูม่านตาก็หดเข้าหากัน ตัวเริ่มสั่นอีกครั้ง นางกอดผ้าห่มถอยไปที่มุมกำแพง
ซูิเยว่จับมือของนางแล้วพูดปลอบเสียงอ่อนโยน “เ้าดูข้าสิ ข้าคือหว่านเอ๋อร์ ข้าจะไปทำร้ายเ้าได้อย่างไร ข้าไม่มีทางทำร้ายเ้า”
หญิงบ้าชะงักไป นางมองซูิเยว่แล้วพูดอย่างน่าสงสาร “จริงหรือ?”
“จริงสิ” พอเห็นท่าทางของหญิงบ้าแล้ว ในใจของซูิเยว่ก็รู้สึกทุกข์ใจ นางยกมือขึ้นไปลูบใบหน้าของหญิงบ้าแล้วยิ้ม “เ้าอย่ากลัวเลย ข้าแค่อยากจะรักษาเ้า ข้าไม่มีทางทำร้ายเ้า”
หญิงบ้าตะลึงไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็พยักหน้า “ได้”
ซูิเยว่ถอนหายใจ แต่ก็ไม่กล้าวางการระมัดระวังลง นางหยิบเข็มเงินจากด้านข้างออกมาแล้วจิ้มลงไปที่จุดเหนือหัวของหญิงบ้าคนนั้น ร่างของหญิงบ้าสั่นอย่างแรงครู่หนึ่ง ใบหน้าปรากฏความหวาดกลัวขึ้นมาเล็กน้อย
“ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัว” ซูิเยว่ยกมือขึ้นลูบหลังนางเบาๆ “ครู่เดียวก็เสร็จแล้ว”
หลังจากแทงเข็มเงินเสร็จแล้ว ตอนแรกหญิงบ้าไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ไม่นานคิ้วของนางก็ขมวดเข้าหากันพร้อมกับเอามือกุมหัวแน่น ก่อนจะพูดออกมาอย่างเ็ป “ข้าปวดหัว ปวดหัวมาก”
