“ปล่อย...”
ฮวาเหยียนออกแรงดึงอีกครั้ง ทว่าดึงจนเจ็บข้อมือก็ยังสลัดไม่หลุด
“ตี้หลิงหาน อย่าได้ทรงคิดจะเอาเปรียบหม่อมฉัน รีบปล่อยมือของหม่อมฉันเร็วเข้า”
ฮวาเหยียนกล่าวขึ้นอีกหน
แต่กลับเห็นขนตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย ริมฝีปากแดงขยับเป็คำว่า “เสด็จแม่...”
ฮวาเหยียนพลันได้สติกลับมา นางถึงกับตัวสั่นระริก “ผู้ใดเป็เสด็จแม่ของท่าน หม่อมฉันไม่มีบุตรชายที่ตัวโตถึงเพียงนี้!”
อั้นฉียังคงจับจ้องฮวาเหยียน เห็นผู้เป็นายของตนจับมือนางเอาไว้แน่น คิ้วพลันขมวดเป็ปม ทว่าเห็นได้ชัดว่านายท่านติดอยู่ในฝันร้าย พูดจาเลื่อนเปื้อน ทว่าฟังดูเถิดว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ตอบกลับอย่างไร?
“เสด็จแม่ หานเอ๋อร์เจ็บ...”
ทันใดนั้นตี้หลิงหานก็ส่งเสียงพึมพำออกมาอีกครั้ง
ฮวาเหยียนหันมองเขา เวลานี้ดวงตาของตี้หลิงหานปิดสนิท เก็บซ่อนความเฉยเมยในดวงตาเขายามปกติ แต่กลับเผยให้เห็นความอ่อนแอที่ไม่เคยมีมาก่อน
บุรุษผู้นี้ ใบหน้ายามลืมตาและหลับตาล้วนแตกต่างกัน
“เจ็บที่ใดหรือ?”
ฮวาเหยียนถามเสียงเบา
ตี้หลิงหานเม้มริมฝีปากแน่น ไม่กล่าวอันใดอีก ราวกับเสียงกระซิบอันเปราะบางเมื่อครู่เป็เพียงภาพลวงตา
หัวใจของฮวาเหยียนเต้นผิดจังหวะ นางรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย บางคราทุกคนก็มีเื่ราวของตนเอง
เช่นเดียวกับนาง เช่นเดียวกับตี้หลิงหาน
เห็นได้ชัดว่าตี้หลิงหานควบคุมตนเองได้เก่งกาจเป็อย่างยิ่ง ทั้งที่ยามนี้เขาตกอยู่ในห้วงแห่งฝันร้าย ทว่าหลังจากเรียกขานเสด็จแม่ไปเมื่อครู่ ปากของเขาก็ปิดสนิท
ฮวาเหยียนไม่รู้ว่าตอนนี้เขากำลังเผชิญหน้ากับสิ่งใดในความฝัน และแน่นอนว่านางเองก็ไม่้ารับรู้
เพียงแต่มือของนางถูกตี้หลิงหานจับเอาไว้แน่น เปิดปากครั้งหนึ่งก็เรียกขานเสด็จแม่ นี่มันเื่อันใด?
“ตี้หลิงหาน?”
“ตื่นเสียทีเถิด!”
“พระองค์มิรู้หรือว่าหญิงชายมิควรถูกเนื้อต้องตัวกัน?”
ฮวาเหยียนะโหลายครั้งหลายครา ทว่าตี้หลิงหานกลับยังไม่ฟื้น ไม่เหมือนคราก่อนที่นางเพียงพูดว่า ‘หากมิทรงเปิดปาก หม่อมฉันจะใช้ปากป้อนให้’ เพื่อข่มขู่เขา ทว่าบุรุษผู้นี้กลับเปิดปากขึ้นโดยไม่รู้ตัว แต่ตอนนี้ไม่ว่านางจะะโเช่นไร ล้วนไม่เกิดประโยชน์
เสี่ยวฉีที่อยู่ใกล้ๆ ได้ยินคำพูดของฮวาเหยียน เขาได้แต่หวังว่าตนเองจะสลบไปเหมือนพี่น้ององครักษ์เงาคนอื่นๆ เสีย! จะได้หลีกเลี่ยงไม่ให้เขาต้องโกรธจนกัดฟันกรอดเช่นนี้
...
ขณะเดียวกัน ทางด้านอั้นปาและอั้นจิ่วที่ออกมาจากจวนไท่จื่อ
เสียงนกหวีดดังขึ้นท่ามกลางท้องฟ้ายามราตรี แหลมคมราวกับเสียงร้องของนกอินทรี สายลมพัดผ่านไร้ร่องรอย จากนั้นไม่นานเสียงฝีเท้าก็ดังขึ้น องครักษ์เงาหลายสิบคนปรากฏตัวขึ้นทีละคน “พี่อั้นจิ่ว พี่อั้นปา...”
“นายท่านได้รับาเ็สาหัส สือเอ้อร์และสือซาน พวกเ้าเข้าไปทำการอารักขา ส่วนคนที่เหลือให้ถอยกลับไปทั้งหมด เตรียมกำลังพร้อมรบและเสริมการป้องกัน”
อั้นจิ่วสั่งการ
“ขอรับ”
“พี่อั้นจิ่ว ตอนนี้สถานการณ์ของนายท่านเป็เยี่ยงไร?”
หนึ่งในองครักษ์เงาเอ่ยถาม
สีหน้าของอั้นจิ่วหนักอึ้ง “ตอนนี้ยังไม่มีอันใด ข้าและอั้นปาจะไปเชิญท่านหมอมา พวกเ้าปกป้องจวนไท่จื่อให้ดี แม้แต่แมลงสักตัวก็จงอย่าให้เล็ดลอดเข้าไปได้”
“ขอรับ”
“พี่อั้นจิ่ว ท่านกับพี่อั้นปามีสีหน้ามิสู้ดี เื่ไปเชิญท่านหมอมอบให้พี่น้องเช่นพวกข้าจัดการเถิด พี่อั้นปาและพี่อั้นจิ่วโปรดพักสักครู่”
หนึ่งในองครักษ์เงาซึ่งมีอายุราวสิบหกหรือสิบเจ็ดปีกล่าวขึ้นมาด้วยดวงตาแฝงความกังวล
ทว่ากลับเห็นอั้นจิ่วโบกมือ “พวกเ้าล้วนซ่อนตัวอยู่ใต้เงามืด ไม่เคยติดต่อกับนักปรุงยา เกรงว่าอาจมิได้รับความไว้วางใจ ดังนั้นพวกข้าทั้งสองจึงจะจัดการเองและรีบไปรีบกลับ พวกเ้าทำหน้าที่ของตนให้ดี เข้าใจหรือไม่?”
“ขอรับ”
เหล่าองครักษ์เงาตอบรับ
อั้นจิ่วพยักหน้า จากนั้นมองไปที่อั้นสือเอ้อร์และอั้นสือซาน [1] “นายท่านอยู่ข้างบ่อน้ำพุร้อน ได้รับาเ็สาหัส มีสตรีผู้หนึ่งคอยดูแลอยู่ นางมีฐานะสูงส่ง ไม่ว่านางจะกระทำอันใดหรือพูดอันใดกับนายท่าน พวกเ้าล้วนไม่จำเป็ต้องใส่ใจ จำไว้เพียงอย่างเดียวว่าอย่าทำให้นางโกรธเป็อันขาด”
เมื่ออั้นสือเอ้อร์และอั้นสือซานได้ยินคำสั่งของอั้นจิ่ว หัวใจของพวกเขาพลันสั่นไหว สตรี? สูงศักดิ์? มิอาจไม่เชื่อฟัง? มิอาจทำให้ขุ่นเคือง? มิใช่ว่าต้องเป็พระชายาในอนาคตหรือ?
พวกเขารีบดึงสติของตนกลับมาและตอบรับ “ขอรับ”
เพียงอั้นจิ่วโบกมือ เหล่าองครักษ์เงาก็เร้นกายหายไปในความมืดทันที
อั้นจิ่วกุมหน้าอกก่อนจะไอออกมาคำหนึ่ง องครักษ์เงาทั้งเก้าเช่นพวกเขาล้วนติดตามอยู่ข้างกายนายท่าน หลายปีมานี้ไม่เคยได้รับาเ็สาหัสเช่นนี้มาก่อน สิ่งที่นายท่านกล่าวกับคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่คืนนี้ กลับมิได้เป็ความจริง
เหล่าองครักษ์เงาที่แฝงตัวอยู่ในความมืด แต่ละคนทำหน้าที่ของตนเองและมีบทบาทของตนเอง ไม่สอดส่องพวกขุนนางก็รวบรวมข้อมูลบางประการ
พวกเขาทั้งเก้าต้องคอยติดตามข้างกายนายท่านเพื่อรักษาความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด ทว่ากลับคิดไม่ถึงว่าทหารทั้งหมดจะถูกกวาดล้าง แม้จะเป็เพราะพลังระดับาาของนายท่าน แต่ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็บกพร่องต่อหน้าที่ จนเกือบจะเกิดผลลัพธ์ที่มิอาจย้อนกลับได้
หากคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ...
อั้นจิ่วตัวสั่น ไม่มีทางให้เกิดความเป็ไปได้นี้
เพราะเสียงสัญญาณเมื่อครู่ องครักษ์เงาที่ซ่อนตัวอยู่ทุกแห่งในเมืองหลวงจึงกลับมายังจวนไท่จื่อ และเวลานี้คุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ก็มิอาจออกจากจวนได้แล้วจริงๆ
“ไปกันเถิด”
อั้นจิ่วกับอั้นปาสบสายตากัน ก่อนแยกย้ายกันอย่างรวดเร็ว แม้เพียงชั่วพริบตาเดียวก็มิยอมให้เสียเปล่า
อั้นจิ่วมุ่งตรงไปยังจวนอ๋องมู่
เวลานี้เกือบถึงยามจื่อ [1] แล้ว ท้องนภามีดวงดาราทอแสง ข้างหูได้ยินเสียงสกุณาร้องจิ๊บๆ
โคมไฟสองโคมที่แขวนอยู่หน้าเรือนของผู้คนพากันเปล่งแสงวูบวาบ
ทุกคนล้วนตกอยู่ในห้วงฝันอันล้ำลึก ทว่าในวันนี้จวนไท่จื่อกลับโดนโจมตีอย่างหนัก
ใบหน้าของอั้นจิ่วซีดเผือด เมื่อนึกถึงผู้เป็นายของตน ดวงตาของเขาพลันแดงก่ำ ทั้งก้าวเท้าอย่างเร่งร้อน รู้สึกเจ็บในอกจนรอยคล้ำรอบดวงตาปรากฏชัด ทว่าเขาไม่สนใจ รีบเคลื่อนกายโดยใช้แรงถึงขีดสุดขณะมุ่งหน้าไปทางจวนอ๋องมู่
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะหนักและเร่งรีบดังขึ้นในความมืดคราแล้วคราเล่า
“เป็ผู้ใดจึงได้มาดึกดื่นเช่นนี้?”
เสียงคนเฝ้ายามดังขึ้นที่หน้าประตู
“ข้าน้อยอั้นจิ่ว มีเื่สำคัญที่ต้องเรียนท่านอ๋องมู่ตามคำสั่งขององค์รัชทายาท”
อั้นจิ่วตอบ
เดิมทีเด็กรับใช้ที่อยู่หลังประตูหาวซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เมื่อได้ยินคำพูดของอั้นจิ่วเขาก็ฟื้นคืนสติอย่างรวดเร็ว ความง่วงงุนในกายพลันโดนดีดจนหมดสิ้น คนที่อยู่นอกประตูคือผู้ใด? องค์รัชทายาท้าพบท่านอ๋องมู่?
อา อา อา...
“ทะ ท่านโปรดรอสักครู่ขอรับ”
เขาเอ่ยตอบอย่างตะกุกตะกัก
จากนั้นจึงหันหลังกลับวิ่งเข้าไปในจวน “ท่านลุงหวัง องค์รัชทายาทเสด็จมา ้าพบท่านอ๋อง คนรออยู่นอกประตูขอรับ”
จากนั้นจวนอ๋องมู่ก็จุดไฟจนสว่างทั้งจวน
มู่เอ้าเทียนแต่งกายและรีบร้อนพุ่งออกมา เดิมทีเขาอยู่ในวังเพื่อหารือเกี่ยวกับาชายแดน ทั้งก่อนหน้านี้ยังฝากข้อความถึงคนในครอบครัวว่าตนอาจต้องพักค้างแรม ทว่าแม้เื่การศึกจะรัดแน่น ทว่าพระพลานามัยของฮ่องเต้ย่อมสำคัญที่สุด ดังนั้นพวกเขาจึงแยกย้ายกันในยามจื่อ และเขาเองก็เพิ่งกลับถึงจวนได้ไม่นาน เมื่อครู่กำลังจะหลับตา ยังไม่ทันเข้าสู่ห้วงนิทราก็ได้รับแจ้งว่าองค์รัชทายาทมาเยือน?
ใช่แล้ว ราตรีนี้องค์รัชทายาทมิได้เสด็จเข้าวัง เพราะพระวรกายมิสู้ดี องค์ฮ่องเต้จึงให้องค์รัชทายาทเสด็จกลับจวนไปก่อน
แล้วเหตุใดพระองค์จึงมาเยือนจวนตระกูลมู่กลางดึกเช่นนี้เล่า?
มู่เอ้าเทียนคิดอย่างว้าวุ่นใจไปตลอดทาง
นึกถึงเื่เงินสามล้านตำลึงที่บุตรีของตนติดค้างไว้อยู่ เป็ไปได้หรือไม่ว่าพระองค์เสด็จมาเพราะ้าเงินจำนวนนั้น?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ คิ้วของมู่เอ้าเทียนก็ขมวดเข้าหากันแน่น
เขารู้ดีว่าตอนนี้ลูกรักของเขามิอาจนำเงินสามล้านตำลึงออกมาได้เนื่องจากเื่งบประมาณทางการทหาร ทว่าเื่นี้ย่อมมีเหตุผล ลูกรักของเขามีคุณธรรม มีใจรักแคว้นตน นางเป็ความภาคภูมิใจของเขา ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดเื่ใด เขาก็จะไม่ยอมให้บุตรีแสนล้ำค่าของเขาต้องเข้าจวนไท่จื่อในฐานะสาวใช้
หากองค์รัชทายาทไม่ยอมปล่อยพวกเขาไป อ้างถึงข้อตกลงในสัญญา อย่างมากเขาก็แค่เข้าจวนไท่จื่อแทนลูก หึ! เขาตัดสินใจแล้ว
มู่เอ้าเทียนเดินไปที่ห้องโถงด้วยใบหน้าจริงจัง ทว่าก่อนที่เขาจะเดินไปถึงก็พบว่าพ่อบ้านหวังได้พาคนเข้ามาแล้ว เมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้ก็ตระหนักได้ว่าผู้ที่มาไม่ใช่องค์รัชทายาท แต่เป็ผู้ใต้บังคับบัญชาของพระองค์ ดูเหมือนจะมีนามว่าอั้นจิ่ว เขามีความทรงจำเกี่ยวกับคนผู้นี้
“ท่านอ๋องมู่ โปรดช่วยชีวิตด้วย”
เชิงอรรถ
[1] อั้นสือเอ้อร์ อั้นสือซาน 暗十二, 暗十三 (Àn shí èr, Àn shí sān) ในที่นี้หมายถึง องครักษ์เงาลำดับที่สิบสองและสิบสาม
[2] ยามจื่อ 子时 (zǐ shí) หมายถึง เวลา 23.00 น. – 01.00 น.
