ระหว่างที่ทั้งสองสนทนากันอยู่นั้น ไม่นานก็เห็นหวงฝู่รุ่ยถือว่าววิ่งเข้ามาถึงตรงหน้า
“พี่หมวกฟาง พี่สาวหยุน พวกเราย่างเนื้อรับประทานกันดีหรือไม่?”
ไป่หยุนเฟยประหลาดใจ “ย่างเนื้อ?”
หวงฝู่รุ่ยพยักหน้ากล่าวว่า “ถูกแล้ว ขอบอกพวกท่านเอาไว้ ต้ายต้ายย่างเนื้อได้อร่อยที่สุด อีกอย่างเสี่ยวโหรวโหรวก็ชมชอบรับประทานที่สุดอีกด้วย”
ไป๋หยุนเฟยผงะจนแทบจะยืนไม่อยู่ จากนั้นจึงหันไปมองสุกรคลั่งอสูรชาดที่อยู่ข้างกายเด็กสาว “มัน... มันกินเนื้อหรือ?!”
“ถูกแล้ว” หวงฝู่รุ่ยกล่าว “เสี่ยวโหรวโหรวชมชอบกินเนื้อที่สุด ทุกครั้งจะกินมากกว่าต้ายต้ายอีก”
ไป๋หยุนเฟยสับสนแล้ว... สุกรที่กินเนื้อสัตว์! คงไม่ได้สับสนไปกระมัง? เ้าเป็สุกรนะ...
ถังซินหยุนเข้าใจความคิดของไป๋หยุนเฟย จึงกล่าวเสียงค่อย “หยุนเฟย มันเป็อสูริญญาระดับห้าขั้นปลาย ท่านคงไม่ได้คิดว่ามันเป็... สิ่งนั้นกระมัง?”
“เอ่อ...” ไป๋หยุนเฟยพลันเข้าใจกระจ่าง “ไฉนข้าจึงลืมไปได้ คิดไม่ถึงว่าจะถูกรูปลักษณ์ภายนอกของอสูริญญาตบตาได้!”
สุกรคลั่งอสูรชาดคล้ายจะทราบว่าไป๋หยุนเฟยคิดอันใดอยู่ มันเงยหน้าขึ้นส่งสายตามองมา จากนั้นจึงส่งเสียงอู๊ดอู๊ดก่อนจะแยกเขี้ยวให้เห็นฟันขาวสะอาดในปาก...
“แต่ว่าพวกเราไม่มีอุปกรณ์ในการย่าง...” ไป๋หยุนเฟยแบมือออก ก่อนหน้านี้ในยามที่เดินทางทั่วแผ่นดินมันพกพาอุปกรณ์หลายอย่างติดตัว แต่ว่ากลับไม่มีอุปกรณ์สำหรับการปิ้งย่าง
“ข้ามี ข้ามี!”
หวงฝู่รุ่ยกล่าวอย่างภาคภูมิ ก่อนจะเลื่อนกระเป๋าสีชมพูใบเล็กที่คาดอยู่บนเอวมาไว้ตรงหน้าท้อง จากนั้นจึงสอดมือควานหาในกระเป๋า หลังจากล้วงมือค้นหาอยู่ชั่วครู่ก็ชักมือออกมา ตรงหน้านางบังเกิดแสงวาบสว่าง แล้วเตาย่างยาวหนึ่งวาก็ปรากฏขึ้น
“อ้อ ยังมี... ถ่านไม้หอมอีก หากใช้ย่างจะทำให้เนื้ออร่อยกว่าใช้ลูกไฟพลังิญญาอีก” พูดพลางก็ควานหาอยู่ชั่วครู่ จากนั้นจึงนำเอาถุงถ่านสีม่วงออกมา
“ยังมีโต๊ะอีก” แสงสีแดงวาบขึ้น แล้วโต๊ะสี่เหลี่ยมก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า จากนั้นก็มีเก้าอีกอีกสองสามตัว
“ยังมีอีก ยังมีเนื้อกวาง ยังมีปลาห้าแฉก ยังมี...” หวงฝู่รุ่ยกล่าวต่อเนื่องไม่หยุด แล้วจานหลายใบที่วางไว้ด้วยเนื้อ ปลา และผักสดก็ถูกนำออกจากกระเป๋ามาเรียงรายอยู่บนโต๊ะ
“……”
ไป๋หยุนเฟยตาค้างลอบหลั่งเหงื่ออย่างเงียบงัน --- เ้าเป็โดราเอมอน*หรือไร?!
“เ้า... เ้าเป็โดราเอมอนหรือไร?!” ขณะครุ่นคิดไป๋หยุนเฟยก็เผลอหลุดปากออกไปโดยไม่รู้ตัว
“เพียงเท่านี้ก็ครบแล้ว!” หวงฝู่รุ่ยปัดมืออย่างยินดี แต่เมื่อได้ยินคำพูดของไป๋หยุนเฟยจึงถามด้วยความสงสัย “เอ๊ะ? พี่หมวกฟาง ท่านว่าอะไร? โดราเอมอน... มันคืออะไร?”
“เอ่อ... ไม่มีอะไร” ไป๋หยุนเฟยส่ายหน้าก่อนจะถามด้วยความสงสัย “ศิษย์น้องหญิง กระเป๋าใบนี้คือ...”
ถังซินหยุนที่อยู่ด้านข้างยิ้มพลางเอ่ยปากตอบ “นั่นคือกระเป๋าช่องมิติ ก็เป็เช่นเดียวกับแหวนช่องมิติ ได้ยินมาว่าอาจารย์ปู่หลอมประดิษฐ์ให้แก่เสี่ยวรุ่ยด้วยตนเอง”
“อาจารย์ปู่? หรือว่าจะเป็อดีตเ้าสำนักจื่อจิน?”
“อืม ถูกแล้ว ท่านปู่จื่อใจดียิ่ง ต้ายต้ายบอกว่าอยากจะเอาของใส่ไว้ในกระเป๋า ท่านก็หลอมประดิษฐ์วัตถุิญญาเป็กระเป๋าให้มิหนำซ้ำยังมีช่องมิติไว้เก็บของอีกด้วย” หวงฝู่รุ่ยกล่าวด้วยความปลาบปลื้มพร้อมกับตบไปที่กระเป๋าบนหน้าท้องเบาๆ
“ท่านอดีตเ้าสำนักจื่อจิน...” ไป๋หยุนเฟยพยักหน้ารับทราบ แต่แล้วจู่ๆก็ฉุกคิดถึงเื่บางอย่างได้ จึงเอ่ยถามขึ้น “จริงสิ วัตถุิญญาช่องมิติ... ต้องหลอมประดิษฐ์อย่างไร?”
ถังซินหยุนส่ายหน้าปฏิเสธ ไป๋หยุนเฟยจึงทราบว่าถามผิดคนแล้ว แต่ผู้ใดจะคิดว่าเป็หวงฝู่รุ่ยที่ชูมือขึ้นอย่างตื่นเต้น “ข้าทราบ ข้าทราบ!”
“โอ? เ้าทราบ?”
“อื้อ!” หวงฝู่รุ่ยวางมาดราวกับอาจารย์น้อยอธิบายว่า “วัตถุิญญาช่องมิติ อย่างแรกต้องเข้าใจกฏเกณฑ์แห่งมิติเสียก่อนจึงจะสามารถหลอมประดิษฐ์ขึ้นได้ และหากไม่ใช่ผู้ฝึกปรือพลังมิติแล้ว ก็ต้องเป็ชนชั้นราชันิญญาจึงจะสามารถเข้าใจกฏเกณพ์แห่งมิติได้...”
“พลังมิติ ราชันิญญา...” ไป๋หยุนเฟยส่ายหน้าอย่างอับจนปัญญา ยามนี้จึงทราบแล้วว่าคงไม่ต้องนึกถึงเื่นี้อีก
……
ต่อจากนั้นหวงฝู่รุ่ยก็แสดงวิชาการปิ้งย่างระดับสูงให้ไป๋หยุนเฟยได้ชม และก็เป็อย่างที่นางบอกว่าไม่ได้อวดโอ่ ไป๋หยุนเฟยและถังซินหยุนจึงรับประทานไปไม่น้อย
ส่วนสุกรคลั่งอสูรชาดคนเดียว... ไม่ใช่ ตัวเดียวก็กินไปมากกว่าไป๋หยุนเฟยถึงสามเท่า แม้แต่ปักษาไร้เงาเสี่ยวไป๋เองก็กินเนื้อกวางไปหนึ่งจาน --- ไป๋หยุนเฟยจึงได้เรียนรู้อีกครั้ง ว่าไม่อาจนำเื่ปกติของโลกมาทำความเข้าใจต่ออสูริญญาได้...
…………
คืนนั้น ในถ้ำหลอมประดิษฐ์
หลังจากผ่อนคลายมาครึ่งวัน ไป๋หยุนเฟยก็รู้สึกสดชื่นขึ้นอย่างที่คิด เมื่อเริ่มหลอมประดิษฐ์ก็สำเร็จั้แ่ครั้งแรก
“ระดับไอเทม: หายากระดับสูง”
“พลังโจมตี: 451”
“สิ่งจำเป็ในการอัพเกรด: แต้มิญญา 77 แต้ม”
ขณะมองดูกระบี่สั้นในมือ ไป๋หยุนเฟยก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย “ระหว่างการหลอมเมื่อครู่สภาพร่างกายข้าสมบูรณ์พร้อม การหลอมประดิษฐ์ก็ไปถึงจุดสูงสุดของข้าแล้ว แต่ที่ได้ก็ยังเป็ชั้นมนุษย์ระดับสูงเท่านั้น ชั้นปฐี... หรือว่าจะเป็ไปไม่ได้จริงๆ...”
จากนั้นก็ใช้เวลาอีกชั่วยามครึ่งในการหลอมประดิษฐ์มีดสั้นอีกเล่ม แต่พลังโจมตีกลับลดลงเหลือเพียงสี่ร้อยสามสิบห้าหน่วยเท่านั้น ยังน้อยกว่ากระบี่เล่มก่อนหน้าอีก
“ไม่เพียงแต่ไม่ดีขึ้นแต่กลับยังแย่ลง ข้า้าชั้นปฐี ชั้นปฐี...” ไป๋หยุนเฟยส่ายหน้าด้วยความผิดหวังก่อนจะเก็บมีดสั้นใส่แหวนช่องมิติ --- หากว่าเ้าเฉินหวงฮัวทราบว่าไป๋หยุนเฟยหลอมประดิษฐ์วัตถุิญญาชั้นมนุษญ์ระดับสูงสำเร็จสองเล่มติดกันแล้วยังแสดงท่าทีผิดหวังเช่นี้ คาดว่ามันคงต้องอับอายจนแทบจะพุ่งศีรษะชนกำแพง
“เมื่อยามบ่ายศิษย์น้องหญิงบอกว่านางสามารถบีบอัดให้วัตถุดิบหลายชนิดมีขนาดเล็กลง แล้วพลังของวัตถุิญญาก็จะมากขึ้น... จำได้ว่าวิชาหลอมประดิษฐ์ก็มีวิธีการเช่นนี้...” จู่ๆไป๋หยุนเฟยก็พลันนึกถึงคำพูดของหวงฝู่รุ่ยขึ้นมาได้ หลังจากใคร่ครวญอยู่ชั่วครู่ก็พลิกฝ่ามือนำม้วนตำราบันทึกวิชาหลอมประดิษฐ์ออกมาค้นหา
ผ่านไปชั่วครู่ ไป๋หยุนเฟยก็ตาเป็ประกาย “พบแล้ว! วิธีหลอมบีบอัด!”
เมื่ออ่านดูโดยละเอียดรอบหนึ่ง มันก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย “ต้องเป็บรรพิญญาจึงจะสามารถใช้วิธีการนี้ได้... เฮ้อ!!”
แต่หลังจากครุ่นคิดทบทวนไป๋หยุนเฟยก็กล่าวกับตนเองว่า “แต่ว่า วิธีนี้ดูแล้วไม่ยากเท่าใด สมควรจะ... ข้าในยามนี้สมควรจะสามารถใช้วิธีนี้ได้กระมัง? ไม่น่าจะมีอะไรนอกจากระดับการบีบอัดที่ต่างกัน แม้จะทำได้ไม่ถึงขั้นสมบูรณ์ แต่ก็น่าจะเพียงพอที่จะหลอมประดิษฐ์วัตถุิญญาชั้นปฐีออกมา...”
“จะทดลองดีหรือไม่?” ไป๋หยุนเฟยถือม้วนตำราด้วยท่าทีลังเลไม่กล้าตัดสินใจ
“……”
“ข้าไม่ครุ่นคิดมากความแล้ว! หากไม่ลองแล้วจะรู้ได้อย่างไร อีกอย่างต่อให้ล้มเหลว อย่างมากก็แค่สิ้นเปลืองวัตถุดิบเท่านั้นเอง!” ไป๋หยุนเฟยเมื่อเลิกคำนึงถึงการประหยัดวัตถุก็ปราศจากความลังเล มันเริ่มรวบรวมสมาธิตั้งใจอ่านม้วนตำราเพื่อศึกษาการหลอมวิธีนี้โดยละเอียดทุกขั้นตอน
ดูแล้วกลับไม่มีความซับซ้อนอันใด เพียงต้องใช้พลังธาตุไฟห่อหุ้มเอาไว้แล้วเปลี่ยนแปลงความเข้มของพลังไฟอย่างต่อเนื่องเพื่อบีบอัดวัตถุดิบลงทีละน้อยเท่านั้นเอง วิธีนี้ก็คล้ายกับการควบกลั่น แต่ข้อแตกต่างที่สำคัญก็คือ ระดับการบีบอัดยิ่งสูง วัตถุิญญาที่ได้ก็จะยิ่งมีพลังมากขึ้น --- แน่นอนว่า สิ่งแรกที่ต้องทราบก็คือต้องบีบอัดไม่เกินระดับที่คุณภาพของวัตถุดิบยังไม่ลดลง ไม่เช่นนั้นรังแต่จะเป็การทำลายวัตถุดิบให้สูญเปล่าไป
ราวครึ่งชั่วยามต่อมา ไป๋หยุนเฟยก็เก็บม้วนตำราจากนั้นจึงมองดูแหวนช่องมิติบนนิ้วมือ หลังจากครุ่นคิดสักพักก็กล่าวในใจว่า “วัตถุดิบที่เหลืออยู่มีแต่สินแร่ชั้นดีหลากชนิด เช่นนั้นก็ดี หากจะเสี่ยงก็ต้องทุ่มให้สุด อย่างไรวันนี้ข้าก็ต้องหลอมประดิษฐ์วัตถุิญญาชั้นปฐีออกมาสักชิ้นให้ได้!”
หลังจากใช้มือขวาแตะข้างกระถางหลอมประดิษฐ์ ไป่หยุนเฟยก็ถ่ายทอดพลังิญญาเข้าไป ถุงมือแผดสุริยันก็วาบแสงสีแดงขึ้นจนรูปดวงอาทิตย์บนหลังมือดูราวกับสุริยันที่สาดแสงอันแรงกล้า ที่ไป๋หยุนเฟยสวมถุงมือแผดสุริยันไว้เช่นนี้ก็เพื่อช่วยเพิ่มพลังของธาตุไฟให้สูงยิ่งขึ้น
“ปัง!”
ลูกไฟอันร้อนแรงปรากฏขึ้นภายในกระถางแล้วค่อยๆขยายขนาดใหญ่ขึ้น สุดท้ายถึงกับห่อหุ้มกระถางหลอมประดิษฐ์เอาไว้
ไป๋หยุนเฟยสะบัดมือซ้าย สินแร่ห้าก้อนก็ถูกโยนลงสู่กระถาง เพียงพริบตาเดียวก็ถูกหลอมแยกหลายเป็แร่เหลวล่องลอยอยู่ภายในลูกไฟ ไป๋หยุนเฟยเพ่งสายตาก็เกิดพายุหมุนขนาดเล็กขึ้นในกระถาง พายุนี้หมุนด้วยความเร็วสูงพร้อมกับหดเล็กลง แล้วแร่เหลวที่อยู่ภายในก็หดลงตามขนาดของพายุหมุน
ผ่านไปชั่วครู่ ยามที่วัตถุดิบภายในลูกไฟถูกย่อขนาดจนเหลือเท่ากำปั้น มันก็ถูกอัดแน่นจนคล้ายกับจะเป็ของแข็งสีแดงสด แต่ไป่หยุนเฟยกลับขมวดคิ้วแแ่พร้อมกับกล่าวในใจว่า “ยังไม่พอ!”
ไป่หยุนเฟยสะบัดมือซ้ายอีกครั้งเพื่อโยนสินแร่ขนาดเท่าศีรษะลงไปในกระถางอีกหลายก้อน...
ไป๋หยุนเฟยจ้องเขม็งมองดูวัตถุดิบในกระถาง มันไม่ใคร่ครวญหรือคำนึงถึงเื่ใดทั้งสิ้น พลังิญญาไหลพล่านไปทั่วอย่างต่อเนื่องเพื่อควบคุมและบีบอัดควบแน่นพลังธาตุไฟ
“ยังไม่พอ!”
แล้วก็โยนสินแร่อีกหลายก้อนลงไป...
หากเป็การหลอมปกติ ปริมาณวัตถุดิบขนาดนี้ก็สามารถหลอมประดิษฐ์ค้อนหนักร้อยชั่งหรือโล่ขนาดเท่าบานประตูได้หนึ่งชิ้นแล้ว ไป๋หยุนเฟยบีบอัดไม่คิดชีวิต ในที่สุดมันก็บีบอัดวัตถุดิบจนมีขนาดเท่าศีรษะ!
หนึ่งชั่วยามต่อมา ดวงตาไป๋หยุนเฟยเบิกกว้างแดงฉานด้วยสายเื พลังิญญาในร่างมันพลุ่งพล่านจนแทบทะลัก ลูกไฟในกระถางก็บิดหมุนอย่างรุนแรงจนไม่อาจมองเห็นวัตถุที่อยู่ภายในได้แล้ว
“ปัง!”
เสียงะเิจากในกระถางดังขึ้นแ่เบา เมื่ออยู่ภายในถ้ำที่เงียบสงัดเช่นนี้ เสียงะเิก็คล้ายจะทิ่มแทงเข้ารูหูของไป๋หยุนเฟย
ไป๋หยุนเฟยสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างใหญ่หลวง!
“ผิดท่า! ไม่อาจควบคุมได้แล้ว!!”
---------------------------------------------------------------
(*) ต้นฉบับใช้คำว่า 小叮当(เสี่ยวติงตัง) ซึ่งเป็ชื่อเรียกในภาษาจีนของโดราเอมอน ถ้าใช้ทับศัพท์อาจจะไม่ได้อรรถรส เลยขออนุญาตใช้เป็โดราเอมอนครับ
