“ได้ยินบ่าวใช้บ้านพวกเขาบอกว่า นอกจากส่วนที่นำไปประกอบอาหารแล้ว พวกเขาก็ไม่รู้เช่นกันว่าจะเอาพริกมากมายขนาดนั้นไปทำอะไร รู้แต่ว่าพวกเขานำพริกไปกองรวมกันจนมีเต็มห้อง”
สีหน้าของหลี่อันหรานหมองลงอีกครั้ง นางไม่เข้าใจว่าหนิงเชินทำแบบนี้เพื่ออะไรกันแน่ ขณะที่นางกำลังครุ่นคิดกับตัวเอง ท่านป้าหวางก็ว่าต่อ “และเพราะพวกเขาเก็บพริกในแถบนั้นไปเยอะมาก พริกบนูเาจึงเกือบเกลี้ยง พริกที่ป้าเก็บมาให้เ้าจึงไม่มากเหมือนเก่า”
หลี่อันหรานพลันได้สติกลับมาอยู่กับตัว “ลำบากท่านป้าหวางแล้วเ้าค่ะ ข้าจะใคร่ครวญเื่นี้ดู”
นางเดินออกไปส่งท่านป้าหวางโดยไม่ได้พูดอะไรอีก จากนั้นทำงานไปด้วย ครุ่นคิดไปด้วยว่าหนิงเชินมีจุดประสงค์อะไร
หลายคนในหมู่บ้านรู้ว่านางใช้พริกในการทำน้ำพริก พร้อมกันนั้นยังรู้ว่าน้ำพริกนับเป็เครื่องปรุงจำพวกหนึ่งและเริ่มนำไปใส่ในอาหาร เื่นี้ไม่ได้มีอันใดให้ต้องกังวล เพราะถึงอย่างไรแล้ว วัตถุประสงค์ของการใส่ในอาหารกับน้ำพริกก็แตกต่างกัน ต่อให้พวกเขาจะเก็บพริกทั้งูเากลับมาทำอาหารก็เพียงพอให้คนในหมู่บ้านใช้ได้ระยะหนึ่งอยู่ดี
ที่นางไม่เข้าใจคือ ครอบครัวหนิงเชินกักตุนไว้ขนาดนี้ต้องมีจุดประสงค์อะไรแน่
โชคดีที่ตอนนี้หลี่อันหรานยังมีพริกให้พอใช้ได้อีกระยะหนึ่ง ก่อนหน้านี้นางกักตุนไว้เยอะเพราะคาดการณ์ไว้ว่าจะขาดแคลนในฤดูหนาว ตอนนี้จึงยังไม่ต้องกังวลเื่นี้นัก
เมื่อถึงเวลาทานมื้อเย็น นางก็นึกเื่อะไรบางอย่างขึ้นได้ระหว่างช่วยเสิ่นอิ๋นหวนทำอาหาร จึงเอ่ยถามว่า “ท่านแม่ เื่ที่ข้าให้ท่านไปจัดการเื่ที่ดินสองไร่ของครอบครัวเราเป็อย่างไรบ้างแล้ว? ท่านได้ไปคุยกับป้าสะใภ้รองหรือยังเ้าคะ?”
ครั้นได้ยินเช่นนั้น เสิ่นอิ๋นหวนพลันแน่นิ่งไปครู่หนึ่งและมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก นางหลบเลี่ยงสายตาของหลี่อันหรานพร้อมกับตอบอย่างขอไปทีว่า “คุยมาแล้ว แต่เื่นี้ต้องค่อยๆ ว่ากัน”
หลี่อันหรานเห็นในทันทีว่าท่านแม่ไม่กล้าสบตานาง “จะค่อยๆ ว่ากันได้อย่างไร ข้าต้องรีบใช้ที่ดินผืนนี้นะเ้าคะ”
“เ้าจะรีบใช้ทำอันใด ตอนนี้ครอบครัวเราไม่ได้ขาดแคลนอาหารหรือเสื้อผ้า”
“ท่านไม่ต้องสนใจว่าข้าจะใช้ทำอันใด ที่ดินผืนนี้เป็ของครอบครัวเรา อย่างไรก็ต้องทวงคืนมา ยอมให้ป้าสะใภ้รองใช้เพาะปลูกตั้งนานเพียงนั้น แต่พวกนางกลับไม่เคยนำผลผลิตมาแบ่งปันพวกเรา กระทั่งในยามที่พวกเราใกล้หิวตายก็ยังไม่เคย ยามนี้ข้า้านำที่ดินผืนนั้นกลับมาเพาะปลูกเอง ไม่ต้องกลัวจะขาดทุน”
พอหลี่อันหรานเห็นว่าเสิ่นอิ๋นหวนไม่พูดไม่จาก็ขมวดคิ้วมุ่น “ป้าสะใภ้รองปฏิเสธท่านใช่หรือไม่? นางว่าอย่างไรบ้าง?”
เสิ่นอิ๋นหวนกำลังทาน้ำมันในกระทะ เมื่อได้ยินหลี่อันหรานซักไซ้ก็ตอบอย่างกระอักกระอ่วน “ป้าสะใภ้ของเ้าบอกว่าจะใช้เพาะปลูกอีกสองสามปี รอพ้นสองสามปีไปแล้วค่อยคืนให้พวกเรา ถึงอย่างไรตอนนี้พวกเราก็ไม่ได้ใช้อยู่แล้ว”
หลี่อันหรานลุกพรวดฉับพลัน “จะไม่ใช้ได้อย่างไร? ข้าจะใช้เดี๋ยวนี้แหละ จะใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วย นางบอกว่าจะเพาะปลูกอีกสองสามปี เช่นนั้นได้พูดหรือไม่ว่าจะชดเชยสิ่งใดให้หากจะใช้ที่ดินของเรา?”
“ครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น จะชดเชยอันใดกัน?”
หลี่อันหรานฟังแล้วเดือดดาลทันที “ท่านพูดแบบนี้อีกแล้ว ท่านยิ่งเกรงกลัวพวกเขา พวกเขาก็ยิ่งกดขี่ไม่เห็นหัวท่าน ข้าไปคุยเื่นี้เองดีกว่า” นางว่าจบแล้วโยนท่อนไม้ติดไฟลงพื้น ก่อนพรวดพราดออกไปโดยพลัน
เสิ่นอิ๋นหวนรีบตามไปห้าม “นี่มันเพลาใดแล้ว เ้าจะไปทำอันใด?”
“ข้าก็จะไปคุยเื่นี้กับป้าสะใภ้รองน่ะสิ หากนางไม่ยอมคืนที่ดินสองไร่มาให้พวกเรา ข้าจะนำไปถามท่านย่าว่าที่ดินผืนนั้นเป็ของผู้ใดกันแน่ หากท่านย่าไม่ให้ความเป็ธรรม เช่นนั้นข้าจะนำไปให้ถิงจั่งตัดสิน แต่ละปีมีการจัดเก็บภาษี เขาต้องมีบัญชีรายชื่อว่าผู้ใดเป็เ้าของที่ดินแน่นอน”
หลี่อันหรานพูดจบแล้วเดินออกไปทันที เสิ่นอิ๋นหวนตามมาดึงนางไว้อีกครั้ง “ค่อยไปวันอื่นเถิด ตอนนี้ใกล้ได้เวลามื้อเย็นแล้ว เกรงว่าไปตอนนี้จะไม่เหมาะสม”
ทว่าหลี่อันหรานกลับสะบัดมือนางทิ้ง “มีอันใดไม่เหมาะสมกัน ข้าจะไป”
สิ้นเสียง นางก็เดินออกไปอีกครั้ง ทว่าเพิ่งจะก้าวพ้นประตูห้องครัวก็เห็นเจียงเฉิงเดินออกมาจากห้องพอดี หลี่อันหรานอยากพาเขาไปด้วยจะได้รู้สึกมั่นใจ นางเดินไปคว้าแขนเขาหมับ ก่อนเดินออกไปด้านนอกทันที “ไป ไปช่วยข้าทวงของของข้าหน่อย”
เจียงเฉิงไม่รู้เื่รู้ราวว่าเกิดอะไรขึ้น เขาเห็นเพียงว่าเสิ่นอิ๋นหวนไล่ตามออกมาด้วยสีหน้ากังวลใจ “เกิดอะไรขึ้นหรือ? จะไปที่ใด?”
“ไปบ้านป้าสะใภ้รองของข้า”
เจียงเฉิงแปลกใจไม่ต่างกัน “เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
“ไว้ค่อยเล่าให้ฟังระหว่างทาง ไปก่อนเถอะ”
สุดท้ายแล้วทั้งสองคนก็เดินออกไป เสิ่นอิ๋นหวนได้แต่ยืนทอดถอนใจมองเงาหลังทั้งสองคนจากลานบ้าน อย่างน้อยก็มีเจียงเฉิงไปเป็เพื่อนหลี่อันหราน นางรู้สึกสบายใจขึ้นหนึ่งเปลาะ ด้วยเหตุนี้จึงไม่ได้ไล่ตามไปเหนี่ยวรั้งอีก แต่หันกลับเข้าห้องครัวไปทำมื้อเย็นต่อ
ยามที่หลี่อันหรานพาเจียงเฉิงมาถึงบ้านของหลี่เยวี่ยซือ ครอบครัวนี้กำลังเตรียมจะทานมื้อเย็นพอดี
หลี่อันหรานะโทันทีที่ย่างเท้าเข้ามาในลานบ้าน “ป้าสะใภ้รองอยู่หรือไม่?”
เหอชุนฮวาหันมามองทางลานบ้านด้วยความแปลกใจ ใบหน้าพลันมีรอยยิ้มเมื่อเห็นว่าเป็หลี่อันหราน แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกแปลกใจที่มีเจียงเฉิงมาด้วย
หลี่เยวี่ยซือลุกออกมาขวางไม่ให้หลี่อันหรานเข้ามา “เ้ามาทำอันใดที่บ้านข้า?”
“หลบไป ข้ามาหาป้าสะใภ้รอง ไม่ได้มาทะเลาะกับเ้า ข้ามีเื่สำคัญจะคุยด้วย”
หลี่อันหรานพูดจบแล้วดันให้หลี่เยวี่ยซือถอยไปพร้อมกับกลอกตามองบนใส่ นางเดินตรงเข้าไปในตัวบ้าน ชำเลืองสายตามองอาหารบนโต๊ะก่อนจะหยุดมองที่เหอชุนฮวา “ป้าสะใภ้รอง ข้ามีเื่จะคุยกับท่าน ต้องรบกวนเวลาอาหารของท่านแล้ว แต่ท่านวางใจเถิด เื่ที่ข้า้าคุยสามารถแก้ไขได้อย่างง่ายดาย”
เหอชุนฮวาเห็นหลี่อันหรานเดินดุ่มๆ เข้ามาก็วางตะเกียบแค่นเสียงฮึดฮัด นางนั่งนิ่งไม่ไหวติงเพราะมองว่าตนเองเป็ผู้าุโ ควรรักษาท่าทีเอาไว้ ยิ่งไปกว่านั้นคือ นางรังแกครอบครัวหลี่อันหรานจนเคยชินแล้ว ไม่มีอะไรต้องเกรงกลัว
กระทั่งจนถึงตอนนี้ นางก็ยังคงดูแคลนพวกหลี่อันหรานไม่ต่างจากเดิม
“เ้ามีอันใดก็ว่ามาเถิด”
“ครอบครัวพวกข้ามีที่ดินสองไร่ซึ่งได้มาจากท่านย่าตอนที่แยกบ้าน ในบัญชีแยกบ้านระบุไว้ชัดเจนว่าเป็ของพวกข้า ทว่าต่อมา ครอบครัวพวกท่านกลับนำที่ดินสองไร่นั้นไปเพาะปลูก เมื่อไม่กี่วันท่านแม่ของข้าเคยมาคุยเื่นี้กับท่านแล้วว่าจะนำที่ดินกลับไปเพาะปลูกเอง แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ท่านถึงไม่ได้คืนให้นาง วันนี้ข้าจึงต้องมาทวงที่ดินด้วยตัวเอง ไม่ทราบว่ามีอะไรผิดหรือ? เหตุใดจึงไม่คืนให้พวกข้า?”
เหอชุนฮวาหรี่ตาลง “ที่แท้ก็เื่นี้หรอกหรือ ก่อนอื่นเลย ครอบครัวพวกข้าเพาะปลูกบนที่ดินผืนนั้นมาหลายปีแล้ว ที่ผ่านมาคอยใส่ปุ๋ยดูแลเองมาโดยตลอด ก่อนหน้านี้พวกเ้าทิ้งที่ดินผืนนั้นให้รกร้างและมีวัชพืชขึ้นเต็มไปหมด บัดนี้พวกเ้ามาทวงคืนกลับไปในตอนที่พวกข้าดูแลจนมันกลายเป็ที่ดินเนื้อดี จะเอาเปรียบกันเกินไปแล้ว”
“ที่นั่นมีวัชพืชขึ้นเต็มเพราะพวกข้าไม่ได้เพาะปลูกก็เท่านั้น พวกท่านนำไปใช้เพาะปลูกตั้งหลายปีขนาดนั้นแต่กลับไม่เคยนำผลผลิตมาแบ่งปันพวกข้าด้วยซ้ำ แต่ข้าไม่ทวงของพวกนี้ย้อนหลังหรอก ท่านคืนที่ดินมาให้หลัง่เก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงก็พอ” หลี่อันหรานยื่นคำขาด
