เพราะูเาหลงยวนสูงมาก ยามยืนชมอาทิตย์อัสดงอยู่บนยอดเขาลูกนี้ก็ราวกับได้อยู่ในตำแหน่งเสมอกันกับดวงอาทิตย์ เหมือนกับว่าแค่ยื่นมือออกไปก็จะััมันได้ก็ไม่ปาน
ทันทีที่ยืนอยู่ด้านหลังฮ่องเต้ ยามอยู่ในวังหลวงคนอื่นๆ จะเรียกเขาว่าท่านเกากง ความจริงแล้วเขามีชื่อเล่นว่าจ่าวจือ ทว่าทุกวันนี้กลับไม่มีใครขานนามเขาเช่นนั้น ข้อแรกก็เพราะตำแหน่งที่สูงขึ้นของเขา ข้อที่สองคำว่า ‘จ่าว’ ในชื่อของเขาฟังคล้ายกับพระนามของฮองเฮาจ้าว ในวังหลวงมีข้อห้ามของชนชั้นสูง เช่นนั้นเขาจึงได้แต่เปลี่ยนนามของตัวเองเป็เสี่ยวเกา
เขาจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่พบท่านพ่อก่อนที่จะถูกขายเข้าวัง ท่านพ่อได้ยื่นขนมจ่าวเกาให้เขา
ความทรงจำนั้นฝังลึกอยู่ในใจ
จากเสี่ยวจ่าวเป็เสี่ยวเกา
จากเด็กชายเกากลายเป็ชายชราเกา
รสชาติของขนมจ่าวเกาก็เจือจางเหลือเกิน
เขาเองก็ไม่ชอบกินขนมชนิดนั้นอีก
กิจกรรมยามว่างของเขาน้อยนัก มีเพียงฝึกวิชายุทธ์ และคอยปกป้องฝ่าา
ทว่าวันนี้ยามที่เขาติดตามฝ่าามาจนถึงศาลารับลมริมทะเลสาบ ก็ได้พบกับฮูหยินหลัวอยู่ที่นั่น
ครั้งนี้เป็ครั้งที่สอง
ครั้งแรกที่พบคือยามที่ฮูหยินหลัวกำลังโอบกอดพระสนมหรงที่สิ้นลม
นางช่างเป็สตรีที่น่ากลัวนัก ไม่มีสตรีคนใดที่กอดคนตายแล้วยังดูงดงามได้ถึงเพียงนั้น ทั้งใบหน้างามยามนั้นยังไม่มีแววตื่นตระหนก ไม่มีแววปวดร้าว หรือกระทั่งความยินดี
ท่าทางที่กำลังโอบกอดร่างไร้ลมหายใจของนางก็เป็เช่นนี้
ขันทีชราเสี่ยวจ่าวไม่ค่อยจะเข้าใจนักว่าฝ่าาหลงรักสตรีเช่นนี้ได้อย่างไร
สตรีนางนี้ดูแล้วยังย่ำแย่ยิ่งกว่าฮองเฮาจ้าวด้วยซ้ำ
ทว่าฝ่าาก็ยังดันทุรังจะชอบนาง
ไม่เพียงแค่ชอบ พระองค์ยังยอมเดินทางไกลเพื่อมาส่ง…ว่าวตัวหนึ่ง
ณ ตอนนี้ขันทีชราไม่ได้สนใจโฉมสะคราญที่ยืนอยู่ริมทะเลสาบ
แต่กลับสนใจโต๊ะเล็กๆ ในศาลารับลม
บนโต๊ะมีจานใส่ผลไม้ป่าวางไว้ ทั้งยังมีขนมจ่าวเกาที่ห่อไว้ด้วยกระดาษสีแดงอยู่อีกจาน
ขนมชิ้นยาวราวหนึ่งนิ้ว ความหนาราวสองนิ้ว เมื่อหยิบขึ้นมาน่าจะกัดได้สักสามคำ
ขนมจ่าวเกาส่งกลิ่นหอมจางๆ กลิ่นหอมนั้นเป็กลิ่นเดียวกันกับในอดีต
ด้านข้างยังมีสาวใช้คอยยืนเฝ้าขนมไว้ สาวใช้หน้าแบนๆ เท้าโต เมื่อมองดีๆ ยังเห็นว่าบนใบหน้าพร่างพราวไปด้วยกระ ทว่าเสื้อผ้าที่สวมใส่ดูแล้วน่าจะเป็ชุดใหม่ แต่ก็ไม่นับว่างดงามนัก
แต่ก็ยังทำให้ขันทีชรานึกถึงภาพเลือนรางในวัยเด็กขึ้นมา
ภาพของท่านแม่ยามมีชีวิตอยู่
ภาพของท่านพ่อยามที่ทิ้งเขาไป
ทั้งยังมีขนมจ่าวเกา
ขันทีชราที่ยืนนิ่งอยู่ไม่แม้กระทั่งจะหายใจ ทั้งยังไม่รู้ว่าเขามายืนอยู่ข้างกายเสี่ยวถาวั้แ่เมื่อไร
เสี่ยวถาวพลันตื่นใ
เสี่ยวถาวมองชายชราผมขาวตรงหน้าตน เมื่อมองซ้ายมองขวาก็เห็นว่าคนอื่นๆ ล้วนแต่อยู่ไกล
อีกฝ่ายจ้องขนมบนโต๊ะเขม็ง สายตาคล้ายกับเฉินโย่วยามจ้องมองอาหาร
นางทำตามความเคยชิน หยิบขนมขึ้นมาชิ้นหนึ่งแล้วยื่นให้อีกฝ่าย
“กินเถิด…”
ทั้งยังอยากจะพูดว่าท่านน้าหลัวไม่ว่าเ้าหรอก ทว่ายามที่ยื่นออกไปจึงจะพบว่าคนตรงหน้านางไม่ใช่เฉินโย่ว แต่เป็ชายชราคนหนึ่ง
ขันทีชราพลันรู้สึกเหนือความคาดหมาย
ทว่าก็ยังยื่นมือไปรับขนมชิ้นนั้นมา
แต่ก็ไม่ได้กินมันทันที เพียงเก็บขนมจ่าวเกาชิ้นนี้ไว้ในแขนเสื้อ
จากนั้นจึงเดินกลับไปหาฮ่องเต้
ยามนี้ฮ่องเต้ยืนอยู่ข้างแม่นางหลัว มือข้างหนึ่งยกขึ้นมาเสยผมไม่หยุด
ฮ่องเต้คิดเองว่ารูปร่างของตนดูกำยำ ทั้งที่จริงมีแต่หน้าท้องยื่นๆ เท่านั้นที่เด่นชัดที่สุด
ทว่าใบหน้ากลับดูเปล่งประกาย ยิ้มกว้างไม่จางหาย ไม่รู้ว่าแม่นางหลัวพูดอะไร ฮ่องเต้จึงได้ดูยินดีถึงเพียงนั้น ขันทีชราไม่ได้เดินเข้าไปใกล้มากเท่าไร ทว่าก็ไม่ได้อยู่ห่างไกล หากฝ่าาพลัดตกน้ำจะได้เข้าไปช่วยเหลือได้ทันท่วงที ไม่ก็คอยเฝ้าระวังไม่ให้ฝ่าาะโลงน้ำ
ความจริงแล้วท่าทีของฝ่าาในตอนนี้ก็สุ่มเสี่ยงอยู่ไม่น้อย หากฮูหยินหลัวเพียงแค่ยื่นมือออกไปผลักฝ่าาสักครา ฝ่าาก็คงจะจบเห่อย่างแน่นอน
ทว่าฮ่องเต้กลับไม่ได้สังเกตถึงเื่นี้แม้แต่น้อย ฮูหยินหลัวโฉมงามถึงเพียงนั้น ใครเห็นก็ต้องใ อีกทั้งนางจะทำเื่ราวโหดร้ายเช่นนั้นได้อย่างไร
“เหตุใดเ้าจึงต้องเปลี่ยนนามเป็อู๋เลี่ยงเล่า ชิงเฉิงก็ฟังเพราะดีอยู่แล้ว” เห็นได้ชัดว่าฮ่องเต้กำลังเป็กังวลอยู่ ทว่าก็ยังพยายามลดระยะห่างระหว่างตนเองและแม่นางหลัว จึงได้เลือกถามคำถามที่ไม่อันตรายเท่าใด
“หม่อมฉันชอบเพคะ” หลัวอู๋เลี่ยงตอบอย่างไม่ใส่ใจ
ทว่าฮ่องเต้เวินกลับไม่ได้พิโรธกับท่าทีไม่ใส่ใจของนาง ทั้งยังรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเสียด้วยซ้ำ
เขามองแม่นางหลัวด้วยดวงตาข้างหนึ่ง จากนั้นก็หลับตาแล้วมองด้วยดวงตาอีกข้างหนึ่ง
เมื่อแม่นางหลัวเงยหน้าขึ้นมามองเขาที่กำลังหลับตาข้างหนึ่งอยู่ เขาก็พลันใจนลนลาน
ราวกับว่าฮ่องเต้เวินเพิ่งจะเคยมีความรักเป็ครั้งแรก
