นี่มัน…
เสิ่นม่านเขินอายถึงกับจิกนิ้วเท้าจนแทบจะขุดปราสาทจอมมารใต้ดินได้หนึ่งหลัง นางรีบม้วนธงและขยุ้มเป็ก้อน
“เลิกดูได้แล้ว ก็แค่ธงมงคลธรรมดาทั่วไป มีอะไรน่าดู”
คำพูดนี้เข้าหูหนิงโม่กับเยี่ยนชีที่เพิ่งเข้ามาพอดี
เยี่ยนชีะโเสียงดัง “ธง? ธงอะไรหรือ?”
ต้าเป่าตอบอย่างไร้เดียงสา “ท่านอาใต้เท้าจางส่งมาล่ะ! เขายังบอกอีกว่าท่านแม่คือราษฎรผู้กล้ายืนหยัดทำสิ่งถูกต้อง มากด้วยสติปัญญาอันหลักแหลม!”
เมื่อถูกบุตรชายเชิดชูเช่นนี้ เสิ่นม่านก็ยิ้มขัดเขิน
“เหอๆ ชมกันเกินไป ข้าไม่คู่ควรกับธงเช่นนี้ รุ่งขึ้นข้าจะนำไปคืนใต้เท้าจางที่ที่ว่าการ!”
“ไม่ได้นะแม่นางเสิ่น การปราบโจรหนนี้หากไม่มีเ้าคงทำไม่สำเร็จ อีกทั้งธงนี้คือรางวัลจากทางการ เ้าเก็บไว้เถิด!”
“ใช่แล้ว เ้านาย” คังต้าลี่โน้มน้าวนางด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ข้าเห็นว่าธงนี้ฝีมือไม่เลว ยามปกติสามารถแขวนไว้ที่ห้องโถงใหญ่ได้ ผู้อื่นจะต้องชื่นชมท่านแน่นอน!”
เสิ่นม่านกุมหน้า “อันที่จริงข้าถ่อมตนยิ่งนัก ของนอกกายไม่สามารถแสดงถึงนิสัยอันสูงส่งบริสุทธิ์ของข้าได้…”
ยังไม่ทันพูดจบ คนบางคนก็ฉกธงที่นางพยายามซ่อนไว้และเปิดออกมาดู ฉับพลันนั้นก็หัวเราะเฉกเช่นจอมมาร
“ฮ่าๆๆๆๆ …ผู้กล้ายืนหยัดทำสิ่งถูกต้อง มากด้วยสติปัญญาอันหลักแหลม ช่างคล้องจองนัก! กลอนแนวขวางัักลอนคู่แนวตรงนี่คืออะไร? สำหรับคนโง่เขลาเบาปัญญาหรือ ฮ่าๆๆๆ …”
เสิ่นม่าน “…”
น่ารำคาญจริง หน้าตาหล่อเหลาแต่น่าเสียดายที่มีปากแบบนี้
เสิ่นม่านชิงธงกลับพร้อมคว้าเงินสองร้อยตำลึงบนโต๊ะไป แล้วด่า “หุบปากไปเถอะ อย่างน้อยข้าก็มีธง เ้ามีอะไร? ริษยาข้าสินะ!”
มองดูเงาด้านหลังของเสิ่นม่านที่โกรธเกรี้ยว เยี่ยนชีกระซิบเสียงค่อย “รางวัลนี้เ้านายเป็คนให้นางไม่ใช่หรือ?”
หนิงโม่จ้องเขานิ่งๆ เขาจึงรีบหุบปาก
เสิ่นม่านเก็บเงินไว้ในระบบ จู่ๆ ได้เงินมาหนึ่งก้อน นางสามารถทำอะไรได้หลายอย่าง เพียงแต่ชาวบ้านในหมู่บ้าน นางไม่รู้ว่าต่อไปพวกเขาจะทำเช่นไร
เมื่อนึกถึงชาวบ้าน คนแรกที่เสิ่นม่านนึกถึงคือหลี่เถี่ยโถว เขาคือผู้ใหญ่บ้าน น่าเสียดายที่ตอนนี้จบชีวิตภายใต้คมดาบของโจร เหลือไว้เพียงนางเจียงกับบุตรชาย ซึ่งไม่รู้จะใช้ชีวิตอย่างไรต่อไป?
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เสิ่นม่านจึงนำเงินสิบตำลึงกับเสบียงอาหารบางส่วนไปเยี่ยมเยียนนางเจียง
พอไปถึงหน้าประตู ก็เห็นประตูบ้านของหลี่เถี่ยโถวปิดสนิท ด้านในแขวนผ้าขาวไว้อาลัย บรรยากาศเงียบสงัด เสิ่นม่านะโเรียกนางเจียงอยู่หลายหน แต่ไม่มีคนตอบ
หรือว่าไม่อยู่บ้าน?
ไม่ใช่สิ ยังไม่ได้เคลื่อนศพผู้ใหญ่บ้านไปสุสาน นางเจียงกับชุนเซิงน่าจะอยู่เฝ้าป้ายิญญา แล้วจะไม่อยู่บ้านได้อย่างไร?
นางมีลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่าง เสิ่นม่านไม่สนใจอะไรอีก รีบเดินวนรอบบ้านสกุลหลี่หนึ่งรอบ หาจุดที่กำแพงบ้านต่ำที่สุด แล้วปีนเข้าไป
เสิ่นม่านพุ่งตรงไปยังห้องโถงหลักที่ประตูปิดสนิท ยังไม่ทันเดินไปถึงก็ได้ยินเสียงร้องไห้ดังมาจากข้างในห้อง
ด้านหนึ่งคือเสียงอ้อนวอนของเด็กหนุ่ม “ท่านแม่ ข้ากลัว…”
ส่วนอีกด้านหนึ่งคือเสียงที่สิ้นหวังและเยือกเย็นของนางเจียง “เด็กดี ไม่ต้องกลัว พ่อเ้ารอเราสองคนอยู่ระหว่างทาง รอแม่ส่งเ้าไปก่อน แม่จะรีบตามพวกเ้าไป”
นี่กำลังคิดฆ่าตัวตายหรือ?
เสิ่นม่านไม่รีรอแม้เสี้ยววิ นางยกเท้าถีบประตูทันที
“น้าเจียง พวกท่านจะตายไม่ได้นะ!”
ภายในห้อง นางเจียงพันผ้าขาวไว้รอบคอของชุนเซิง
นางเห็นเสิ่นม่านอยู่ตรงประตูก็ใ รีบออกแรงรัดคอของเด็กหนุ่มจนใบหน้าแดงก่ำ
เสิ่นม่านรีบพุ่งเข้าไปแย่งผ้าขาวในมือนาง
ชุนเซิงจึงได้หายใจอีกครั้งและทรุดตัวกองกับพื้น เขาหายใจหอบพลางปาดน้ำตา
เสิ่นม่านถามด้วยความโมโหที่เหล็กไม่อาจเป็เหล็กกล้า “น้าเจียง เหตุใดถึงต้องทำเช่นนี้?!”
นางเจียงถูกแย่งผ้าขาวไปจึงนั่งสติหลุดอยู่บนพื้น กอดชุนเซิงและร้องไห้โอดครวญ “พวกโจรโฉดเ่าั้! มันฆ่าพ่อของลูกข้า แล้วจะให้ข้ากับลูกน้อยใช้ชีวิตอย่างไร...”
เสิ่นม่านมองดูชุนเซิงที่นิ่งเงียบ เด็กหนุ่มอายุเพียงสิบกว่าขวบ เขากำลังโอบกอดมารดาพลางขบริมฝีปาก ไม่กล้าแม้กระทั่งส่งเสียงร้องออกมา
ในห้องโถงหลักยังมีศพของผู้ใหญ่บ้านหลี่เถี่ยโถวตั้งไว้ ดวงตาเบิกโพลงก่อนตายที่เปี่ยมด้วยโทสะและความเคียดแค้น
เสาหลักของบ้านหายไป สำหรับนางเจียงแล้วสิ่งนี้กระทบกระเทือนจิตใจไม่น้อย
แต่เสิ่นม่านไม่อาจทนดูสองแม่ลูกตายต่อหน้า นางนั่งลงตรงหน้านางเจียงและเอ่ยถามด้วยเสียงอ่อนโยน
“น้าเจียง ชีวิตต้องมีหนทางไปต่อได้ ชุนเซิงกำลังโต ท่านทนดูเขาจากไปทั้งที่ยังเด็กเช่นนี้ได้หรือ?”
สภาพจิตใจของนางเจียงแหลกสลายย่อยยับ นางร้องไห้ปาดน้ำตา จากนั้นลูบศีรษะของลูกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“แล้วข้าจะทำอะไรได้ ข้ามีหนทางใดอีกหรือ… สามีตายไปแล้ว ข้าเองก็ไม่อยากมีชีวิตต่อ เทียบกับทิ้งให้ชุนเซิงตกระกำลำบากคนเดียว มิสู้… มิสู้ข้าพาเขาไปด้วย…”
เสิ่นม่านถอนหายใจ “ท่านกับผู้ใหญ่บ้านมีลูกชายแค่คนเดียว ท่านทนดูสกุลหลี่ไร้คนสืบสกุลได้จริงหรือ? หากพวกท่านตายไป ผู้ใหญ่บ้านจะโทษท่านได้นะ”
นางเจียงเหมือนเพิ่งนึกเื่นี้ได้ นางหลับตาลง น้ำตาไหลรินจากหางตา
“ลูกแม่…”
“ฮือๆ …ท่านแม่ หากท่านตายข้าก็ไม่อยากอยู่ ข้าจะไปพบท่านพ่อกับท่าน…” ในที่สุดชุนเซิงก็กลั้นไม่อยู่และปล่อยโฮ
เสิ่นม่านลูบศีรษะของชุนเซิงและโอบไหล่ปลอบนางเจียง
“คนที่จากไปก็จากไปแล้ว ส่วนคนที่ยังอยู่อย่างเราก็ต้องมีชีวิตอยู่ให้ดี ตอนนั้นผู้ใหญ่บ้านเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องพวกท่าน ก็เพราะมีความหวังเช่นนี้ไม่ใช่หรือ?”
เมื่อเห็นนางเจียงไม่ตอบ เสิ่นม่านก็ชี้แนะหนทางต่อ
“หัวหน้ากลุ่มโจรถูกกำจัดหมดสิ้น แค้นของเราก็ได้รับการชำระ แล้วจะยังมีอะไรทำให้อยู่ต่อไม่ได้อีก?”
“ตอนนี้ชุนเซิงยังเล็กนัก ยังมีอนาคตที่ยิ่งใหญ่รอเขาไปบุกเบิกและสร้างสรรค์ หรือท่านไม่อยากเห็นเขาเล่าเรียน ภายภาคหน้าเติบโตเป็ขุนนางและมีครอบครัวหรือ?”
ในที่สุด ใบหน้าแข็งทื่อราวกับท่อนไม้ของนางเจียงก็ปรากฏความรู้สึกเล็กน้อย “เพียงแต่ เงินกับเสบียงอาหารของเราก็ถูกโจรปล้นไปหมด ข้าเป็เพียงแม่บ้านคนหนึ่ง แล้วจะเลี้ยงดูชุนเซียงอย่างไร? จะให้พาเขาไปเป็ขอทานหรือ?”
เสิ่นม่านส่งสายตาน่าไว้วางใจให้นาง “กลัวอะไร? วันนี้ข้าเอาเงินสิบตำลึงกับเสบียงอาหารหลายสิบชั่งมาให้ ก็เพื่อให้พวกท่านใช้ชีวิตให้ดี”
“ต่อไปหากเงินไม่พอใช้ ท่านยังคงมาทำงานที่โรงงานได้ ขอเพียงท่านยินยอม ไม่ต้องห่วงเื่หาเงิน เมื่อมีเงิน ท่านก็สามารถส่งเสียชุนเซิงเล่าเรียน แล้วยังใช้ชีวิตที่ดีขึ้นกว่านี้ได้”
เมื่อจินตนาการถึงภาพความหวังที่เสิ่นม่านหยิบยื่นมาให้ สายตาของนางเจียงในที่สุดก็เริ่มปรากฏแสงแห่งความหวัง
นางเอ่ยถามตะกุกตะกัก “จริง จริงหรือ?”
เสิ่นม่านลั่นวาจาอย่างหนักแน่นกับนาง “จริงแน่นอน! น้าเจียง คนเรามีชีวิตอยู่ ทุกอย่างถึงจะเป็ไปได้ อีกอย่าง ท่านมีลูกชายที่เชื่อฟังและเป็เด็กดี ทำใจให้เขาตายได้จริงหรือ?”
คำพูดนี้ ทิ่มแทงเข้ากลางขั้วหัวใจของนางเจียงในจังหวะนั้น นางโอบกอดชุนเซิงและคร่ำครวญไม่หยุด น้ำตาพรั่งพรูอย่างมิอาจห้ามได้
“ชุนเซิง แม่เลอะเลือนจนเกือบทำร้ายเ้าแล้ว! แม่ขอโทษเ้า แม่ขอโทษ…”
-----
