ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเพียงใด
เนี่ยเทียนฟื้นตื่นขึ้นมาจากการบำเพ็ญตบะกองหินผลึกอัคคีที่วางอยู่ตรงหน้าเขามีหินเจ็ดแปดก้อนที่ถูกดึงเอาพลังเปลวเพลิงออกไปจนกลายมาเป็หินธรรมดาที่แตกออกเป็เสี่ยงๆ
ในมหาสมุทริญญาน้ำวนที่ก่อตัวขึ้นจากพลังเปลวเพลิง เมื่อผ่านการฝึกฝนหนึ่งครั้งจึงขยายขนาดใหญ่ขึ้นอีกไม่น้อย
พลังเปลวเพลิงที่แฝงเร้นอยู่ในนั้นก็เข้มข้นบริสุทธิ์ยิ่งกว่าก่อนหน้านี้ที่เขาต่อสู้กับเจี่ยเผิงมากมายนัก
ก่อนจะเข้าฌาน เส้นเอ็นเส้นชีพจรและเืเนื้อของเขามีส่วนหนึ่งที่เกิดความเสียหายเพราะถูกโจมตีจากพลังแผ่นดินของเจี่ยเผิง
ก่อนหน้าที่เขาจะฝึกบำเพ็ญตบะยังตั้งใจกินเนื้อสัตว์วิเศษปริมาณมากเข้าไปด้วย พลังเืเนื้อบริสุทธิ์ที่มาจากเนื้อสัตว์วิเศษได้ค่อยๆ กระจายตัวกันออกไปท่ามกลางความไม่รู้ตัวาแในร่างของเขาก็หายเป็ปลิดทิ้ง
“เ้าตื่นแล้วหรือ?”
เจิ้งปินที่ห่างจากเขาไปประมาณสิบเมตรสวมอาภรณ์สีขาวใบหน้าหล่อเหลาเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
เนี่ยเทียนลุกขึ้นยืนพยักหน้าแล้วกล่าวว่า“ผ่านไปนานเพียงใดแล้ว?”
เขาไม่มีวัตถุที่ใช้จับเวลาแต่เขากลับรู้ว่าตอนที่อยู่ในโลกมายามรกตเจิ้งปินมีวัตถุที่สามารถจับเวลาได้ในต่างแดน
“สองวัน” เจิ้งปินตอบ
เนี่ยเทียนลูบจมูกหัวเราะแหะๆ แล้วพูดว่า “โชคดีไม่น้อยเลยทีเดียวสองวันนี้ไม่มีคนตามหาพวกเราเจอ”
“ฮ่าๆ” เจิ้งปินเองก็หัวเราะเหมือนกัน “ไม่รู้ว่าเหตุใดหลังจากที่พวกเราร่วมมือกันสังหารเจี่ยเผิงอยู่ๆ ข้าก็ไม่รู้สึกหวาดกลัวเหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้วแน่นอนว่าเ้าคือเหตุผลที่สำคัญที่สุด การที่เ้าไร้ซึ่งความหวาดกลัวตอนเผชิญหน้ากับเจี่ยเผิงความรู้สึกนั้นคล้ายติดต่อมายังข้าด้วย ทำให้ข้าเองก็รู้สึกว่าการประลองในประตู์ครั้งนี้ ขอแค่ข้ามีชีวิตรอดออกไปได้ก็จะได้รับผลประโยชน์ไปชั่วชีวิต!”
“อ้อ อย่างนั้นหรือ?” เนี่ยเทียนประหลาดใจ
“อืม ข้ารู้สึกว่าเ้าคล้ายจะไม่รู้เลยว่าอะไรคือความหวาดกลัว แน่นอนว่าอาจเป็เพราะในมือเ้ามีไพ่ตายที่ร้ายกาจมากพอ ดังนั้นเ้าถึงได้มีความมั่นใจเช่นนี้” เจิ้งปินลุกขึ้นยืนมองไปยังหินอุกกาบาตก้อนหนึ่งที่ลอยอยู่กลางท้องฟ้ามากหมู่ดาวกล่าวว่า “บางทีพวกเราอาจลองไปดูที่จุดอื่นกันบ้างได้แล้ว”
เขาถึงกับเสนอให้ไปจากที่แห่งนี้ด้วยตัวเอง
หากมีเพียงเขาคนเดียวเขาไม่มีความมั่นใจและความกล้ามากพอที่จะเร่งรัดให้เนี่ยเทียนเดินออกไปจากสถานที่ที่ถือว่าพอปลอดภัยแห่งนี้
ตอนที่เนี่ยเทียนสังหารเจี่ยเผิงวิธีการแปลกประหลาดมากมายที่เนี่ยเทียนเลือกใช้ ทำให้เขารู้สึกว่าขอแค่อยู่กับเนี่ยเทียนระดับความปลอดภัยของเขาก็จะเพิ่มขึ้นมาอีกเยอะมาก
เขาแอบตัดสินใจแล้วว่าขณะที่อยู่ในประตู์เขาจะพยายามผูกติดตัวเองกับเนี่ยเทียนให้ได้มากที่สุด
“ก็ดี” เนี่ยเทียนคล้อยตาม
หลังจากได้บำเพ็ญตบะไปสองวันที่ผ่านมาคาถาวิเศษเพลิงร้อนของเขาก็ถือว่าเริ่มเข้าที่เข้าทางในระยะต้นแล้ว าแบนร่างกายก็หายดีทั้งหมด
เขาในเวลานี้อยู่ในสภาวะพรั่งพร้อมสูงสุดส่วนอานุภาพของสนามแม่เหล็กยุ่งเหยิงนั้นเขาก็มีความมั่นใจอย่างยิ่งยวด
เขาเองก็คิดว่าสามารถลองเดินทางไปที่อื่นได้แล้ว
หลังจากที่คนทั้งสองเห็นพ้องต้องกันจึงเริ่มเขยิบเข้าไปใกล้หินอุกกาบาตที่อยู่ติดกับหินก้อนเดิมซึ่งตลอดเวลาพวกเขาได้แต่อยู่นิ่งๆ ไม่กล้าจากไปไหน
ในทางเชือกเผือกอันหนาวเหน็บพวกเขาเดินไล่ค้นหาไปตามหินอุกกาบาตก้อนหนึ่ง หลังจากพบว่าไม่มีความเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตจึงเดินไปยังหินอุกกาบาตก้อนต่อไปที่อยู่ใกล้กัน
เวลาผันผ่านพริบตาเดียวก็ผ่านไปแล้วสามวัน
สามวันมานี้พวกเขาได้เดินห่างจากหินอุกกาบาตก้อนแรกที่พวกเขาร่วงลงมาไกลมากแล้ว แต่กลับไม่พบร่องรอยของสิ่งมีชีวิตใดๆ
ที่พวกเขาพบมีเพียงซากศพเย็นชืดมากมาย ซากศพเ่าั้มีทั้งคนของอารามเสวียนอู้และก็มีทั้งคนของสำนักภูตผีสำนักโลหิตซึ่งต่างก็ถูกสังหารอย่างโหดร้าย
เนี่ยเทียนที่รู้ั้แ่แรกว่าในประตู์นองเืและทารุณมากเพียงใด จึงรู้สึกเฉยๆ ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ทั้งสิ้น
ส่วนเจิ้งปินเนื่องจากรู้ว่าเจี่ยเผิงสังหารศิษย์พี่ในสำนักของเขา ดังนั้นตอนที่เห็นศพพวกนั้นอารมณ์จึงถือว่ามั่นคงไม่น้อย
คนทั้งสองฝึกบำเพ็ญตบะพลางเดินไปตามหินอุกกาบาตอย่างระมัดระวังพวกเขาเคลื่อนไหวไปทั่วอย่างไร้จุดหมาย
วันนี้
เนี่ยเทียนที่ปลดปล่อยกระแสจิตออกไปรับัักับความผิดปกติรอบด้าน พลันััได้ถึงกลิ่นคาวเืเข้มข้นระลอกหนึ่งที่ลอยมาจากด้านหน้า
เขาหรี่ตาลงกระแสจิตของเขาคล้ายหนวดััของจิติญญาที่มองไม่เห็นซึ่งกำลังรับััอย่างละเอียด
เขาค่อยๆ ค้นพบว่าในพื้นแผ่นดินด้านหน้ามีเส้นตาข่ายเืซุกซ่อนอยู่
“ตาข่ายปฐี...”
เนี่ยเทียนหยุดชะงักฝีเท้าขมวดคิ้วมองไปยังพื้นดินเย็นเฉียบ ด้านหน้าที่มีก้อนหินกระจัดกระจายอยู่มากมายบอกเป็นัยให้เจิ้งปินหยุดตามไปด้วย
“คนของสำนักโลหิต?” เจิ้งปินหน้าเปลี่ยนสีน้อยๆ
เนี่ยเทียนพยักหน้าชี้ไปยังก้อนหินระเกะระกะด้านหน้ากล่าว “ใต้ดินมีเส้นสีเืซ่อนไว้”
ตบะท้าย์่ต้นเหมือนกัน กระแสจิตของเจิ้งปินไม่เกาะตัวกันมากพอจึงไม่สามารถััได้ถึงความผิดปกติของใต้ดินด้านหน้าเฉกเช่นเนี่ยเทียน
ทว่าจากประโยคนั้นของเนี่ยเทียนก็ทำให้เขารู้ว่าโลกมายามรกตในปีนั้นเนี่ยเทียนเป็คนที่สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวใต้ดินจริงๆรู้ว่านางมารสำนักโลหิตผู้นั้นแอบร่ายเวทอย่างลับๆ
เขาที่มองเนี่ยเทียนในมุมใหม่นานแล้วเงียบงันไปครู่ก็ถามขึ้นมาว่า “ถ้าอย่างนั้นควรทำเช่นไรดี พวกเรา... ควรถอยออกไปหรือไม่?”
ในบริเวณใกล้เคียงพวกเขายังมีหินอุกกาบาตขนาดั์อีกมากมายพวกเขาสามารถหลบเลี่ยงผู้ประลองของสำนักโลหิตและไปค้นหาที่หินอุกกาบาตก้อนอื่นต่อได้
“สำนักโลหิต...” เนี่ยเทียนแอบใคร่ครวญเห็นได้ชัดว่าเขาเองก็ลังเลเช่นกัน
ทว่าเวลานี้เองกระแสจิตที่เขาปลดปล่อยออกไปทั่วด้านพลันััได้ว่ามีคนกำลังเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว
คนผู้นั้นเขาคุ้นเคยอย่างยิ่งยวด
“อวี๋ถง!” มุมปากเขายกยิ้มเจื่อน
เขารู้แน่ชัดดีว่านางมารผู้นั้นเกลียดแค้นเขามากเพียงใด ขอแค่เจอหน้ากันนางย่อมลงมือทันทีโดยที่ไม่เสียเวลาเอ่ยถามสักคำแน่นอน
“พวกเราไปกันเถอะ” เขาหันกลับหมายจะจากไป
พอได้ยินว่าเป็อวี๋ถงแห่งสำนักโลหิตเจิ้งปินก็รู้สึกปวดหัวเหมือนกัน เขาเองก็รู้ถึงความร้ายกายของผู้หญิงคนนั้น ดังนั้นเขาจึงรีบตามติดเนี่ยเทียนหวังจะไปจากที่แห่งนี้โดยเร็วที่สุด
“ฟิ้ว!”
แสงสีเืแดงฉานเส้นหนึ่งพลันพุ่งแหวกอากาศเข้ามาหา ทว่าแสงสีเืนั้นกลับถูกสกัดกั้นให้อยู่ในขอบเขตที่ตาข่ายปฐีจำกัดเอาไว้
และผู้ที่มาก็คืออวี๋ถงจริงๆ
อวี๋ถงสวมอาภรณ์สีเืยืนอยู่ริมขอบของตาข่ายปฐีเห็นได้ชัดว่าระวังตัวเป็อย่างมาก
ราวกับว่า... นางเองก็ไม่กล้าบุ่มบ่ามออกมาจากเขตที่ตาข่ายปฐีปกคลุมเช่นกัน
“เนี่ยเทียน!”
อวี๋ถงชะงักกึกเมื่อพบว่าผู้ที่กำลังจะจากไปคือเนี่ยเทียนนางก็พลันเดือดดาลขึ้นมาทันที
ดวงตาของนางเต็มไปด้วยสีเืในบัดดลมองแล้วงดงามแปลกตาอย่างมาก
“เนี่ยเทียน...”
ทว่าเวลานี้เองเฟิงหลัวแห่งสำนักโลหิตก็พลันปรากฏตัวขึ้นมา
“เสี่ยวถงอย่าวู่วาม!” เมื่อเห็นว่าอวี๋ถงพบว่าเป็เนี่ยเทียนแล้วเดือดดาลขึ้นมาทันที เขาก็รีบเอ่ยห้ามปราม “สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว! ที่นี่ไม่ใช่อาณาจักรหลีเทียนและอาณาจักรหลีเทียนของพวกเราก็กำลังจะเผชิญกับภัยพิบัติครั้งใหญ่ด้วย! นับแต่นี้ไปเจ็ดสำนักใหญ่ของอาณาจักรหลีเทียนต้องร่วมทุกข์กัน ความแค้นระหว่างเ้าและเนี่ยควรวางลงไว้ก่อนชั่วคราว!”
หลังจากเฟิงหลิวที่มีตบะต้น์่ต้นโผล่ออกมา เห็นได้ชัดว่าสีหน้าเขาซีดขาวเล็กน้อยคล้ายว่าสูญเสียพละกำลังมากเกินไป
“ท่านลุงหลัวข้า... ข้าไม่หายโมโหสักที!” อวี๋ถงกัดฟันพูด
“ข้าเข้าใจ” เฟิงหลัวยิ้มเจื่อนแล้วก็ถลึงตามองเนี่ยเทียนอย่างดุดันหนึ่งครั้ง นึกถึงเื่ต่ำช้าที่เขากระทำต่ออวี๋ถงตอนที่อยู่เทือกเขาชื่อเหยียน “เ้าเด็กนี่น่ารังเกียจก็จริง แต่รอจนอาณาจักรหลีเทียนผ่านภัยครั้งนี้ไปได้แล้วข้าจะจัดการให้เ้ากับเขาได้ต่อสู้กันอย่างเปิดเผย แต่ตอนนี้... พวกเราพยายามอย่าไปจากที่นี่และทางที่ดีที่สุดก็อย่าสิ้นเปลืองพลังไปกับเนี่ยเทียนโดยที่ไม่จำเป็ ต่อให้นั่นจะเป็พลังแค่เสี้ยวเดียวก็ตาม!”
ดวงตาสีเืสวยประหลาดของอวี๋ถงจ้องเขม็งไปที่เนี่ยเทียนแต่เมื่อได้ยินคำพูดเกลี้ยกล่อมจากเฟิงหลัวก็ค่อยๆ สงบลงมาได้
ส่วนเนี่ยเทียนที่ถอยออกมาแล้วพอได้ยินคำพูดประโยคนั้นของเฟิงหลัวกลับหยุดชะงักกะทันหัน
“เ้าหยุดทำไม?” เจิ้งปินกล่าวร้อนรน
แค่อวี๋ถงคนเดียวก็ทำให้เขาปวดหัวมากพอแล้ว นี่มามีเฟิงหลัวที่ตบะต้น์่ต้นเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน เขาก็คิดแต่อยากจะหนีไปไกลให้ได้มากที่สุด
หากเป็เมื่อก่อนเห็นเนี่ยเทียนทำตัวเหลวไหลขนาดนี้ เขาต้องทิ้งเนี่ยเทียนไว้แล้วจากไปเพียงลำพังอย่างแน่นอน
ทว่าตอนนี้แม้ว่าเขาจะยังไม่เข้าใจสถานการณ์แต่ก็ยังคงเลือกจะอยู่ต่อกับเนี่ยเทียน
“ผู้าุโเฟิงหลัวกล่าวถูกแล้ว” เนี่ยเทียนหันตัวกลับมาพูดกับเฟิงหลัวและอวี๋ถงด้วยเสียงอันดัง “ก่อนหน้านี้สำนักทั้งเจ็ดเป็ดั่งน้ำกับไฟที่ไม่ถูกกันเจอหน้ากันเมื่อใดก็ต้องเข่นฆ่ากันเมื่อนั้น แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้วอาณาจักรหลีเทียนจะถูกภูตผีปีศาจรุกราน รอจนพวกเรากลับไปแล้วอาณาจักรหลีเทียนก็อาจจะกลายเป็ดินแดนสุขาวดีของภูตผีปีศาจไปแล้วก็เป็ได้”
“ต่อให้เจ็ดสำนักรวมพลังกันขับไล่ภูตผีปีศาจออกไปได้ เกรงว่าก็คงเสียหายอย่างหนักและจะตามมาด้วยการถูกโจมตีจากพวกต่างอาณาจักรที่มีใจทะเยอทะยานเ่าั้”
“นี่ยังเป็ที่อาณาจักรหลีเทียน”
“ในประตู์ตอนนี้ยังมีพวกต่างอาณาจักรอย่างเจี่ยเผิงกำลังไล่ฆ่าพวกเราไปทั่ว”
“พวกเราเจ็ดสำนักถูกปฏิบัติด้วยกิริยาเช่นนี้ หากยังมัวขัดแย้งกันเองจะไม่เป็ที่น่าหัวเราะเยาะในสายตาคนอื่นหรอกหรือ?”
ระหว่างที่พูดร่างที่หยุดชะงักของเขาก็ค่อยๆ เดินไปทางเฟิงหลัวและอวี๋ถง
เจิ้งปินทำท่าครุ่นคิดหลังจากใคร่ครวญดีแล้วก็เดินตามเนี่ยเทียนเข้าไปหาเฟิงหลัว
เฟิงหลัวผู้นั้นฮึดฮัดหนึ่งเสียง มองมายังเนี่ยเทียนด้วยสายตาเ็า“แม้ว่าเ้าจะทำให้ข้ารังเกียจแต่อย่างน้อยก็รู้อะไรควรไม่ควรทว่าพวกเ้าอ่อนด้อยเกินไปไม่มีคุณสมบัติมาอยู่กับพวกเรา ข้าเห็นแก่ที่ทุกคนล้วนเป็คนของเจ็ดสำนักในอาณาจักรหลีเทียน จะปล่อยพวกเ้าไปสักครั้ง ก็จงไปตามยถากรรมของพวกเ้าเถอะ”
เขาโบกมือไล่ให้เนี่ยเทียนและเจิ้งปินจากไป
“ผู้าุโเฟิงหลัวพวกเราสองคนเป็คนสังหารเจี่ยเผิงแห่งอาณาจักรคุนหลัว!” เจิ้งปินะโก้อง “พวกเราที่ฆ่าเจี่ยเผิงมีคุณสมบัติอยู่กับพวกท่านหรือไม่?”
“สังหารเจี่ยเผิง?” เฟิงหลัวยิ้มดูแคลน “เ้าฝันอยู่หรือไร?”
เจิ้งปินยกมือขึ้นสูงแสดงให้เฟิงหลัวเห็นจุดแสงทั้งเจ็ดบนหลังมือ “ท่านดูเอาเองก็แล้วกัน!”
เฟิงหลัวหรี่ตาประเมินอย่างละเอียดแล้วก็ถูกดึงดูดความสนใจในที่สุด“พวกเ้าฆ่าเจี่ยเผิงจริงๆ รึ?”
“จริงแท้แน่นอน!” เจิ้งปินกล่าว
เฟิงหลัวลังเลเล็กน้อยเอ่ยเกลี้ยกล่อมอวี๋ถงเบาๆ ก่อนจะกวักมือแล้วกล่าวว่า “มานี่สิข้า้าฟังคำอธิบายที่สมเหตุสมผลจากพวกเ้า ข้าอยากจะรู้นักว่าลำพังแค่เด็กน้อยอย่างพวกเ้าสองคนจะสังหารเจี่ยเผิงที่มีตบะต้น์่กลางได้อย่างไร!”
“ตกลง!” เจิ้งปินตอบรับ
เนี่ยเทียนเองก็เดินเข้าไปหา
