การได้รับกลิ่นอบเชย ชมดอกเบญจมาศ และกินปูในฤดูใบไม้ร่วงคือความสุขอย่างหนึ่งในชีวิต
ปูเริ่มออกวางจำหน่ายในเมืองหรงเฉิงแล้ว ผู้เป็แม่เดินเลือกซื้ออยู่ในตลาดค้าอาหารทะเลอยู่กว่าครึ่งวันเธอ้าซื้อปูต้าจ๋าที่จับมาจากแม่น้ำหยางเฉิงเมื่อพิจารณาดูอย่างละเอียดแล้วว่า ไม่มีร่องรอยอะไร และดูมีลักษณะที่ดีในที่สุดผู้เป็แม่ก็นำมันไปจ่ายเงินอย่างมีความสุข ส่วนเื่ที่ว่ามันถูกจับมาจากแม่น้ำหนางเฉิงจริงหรือเปล่านั้นแม้จะให้ผู้ที่มีระดับการฝึกศาสตร์อยู่ในระดับพื้นฐานอย่างหลินลั่วหรานมาดูให้เธอก็ยังไม่สามารถจะบอกได้
ผู้เป็แม่มีเวลาว่างอยู่มากเธอไปสอบใบขับขี่กับผู้เป็พ่อมาั้แ่ตอนที่หลินลั่วหรานติดอยู่ในราชวังสระเืแล้วเมื่อหลินลั่วหรานกลับมาจากทะเลทรายซาฮาร่าเธอก็ซื้อรถที่ผลิตในประเทศมาเพิ่มอีกคัน และจัดการนำรถ BMW คันก่อนให้พ่อกับแม่ใช้ เนื่องจากมีพื้นที่ข้างหลังที่กว้างสะดวกสบายแก่การซื้อของ
สิ่งที่ผู้เป็แม่ซื้อมาในวันนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ปูแต่ยังมีกุ้งและเนื้อวัวบรรจุอยู่เต็มตะกร้า
ความจริงบ้านหลินนั้นค่อยๆ กลายเป็พวกกินมังสวิรัติไปเสียแล้วเพราะว่าเมื่อเทียบกันกับอาหารทั่วไปผักและผลไม้ที่ได้มาจากพื้นที่ลึกลับต่างก็มีรสชาติและสารอาหารที่ดีมากกว่าแต่ว่าที่วันนี้ผู้เป็แม่้าจะเตรียมให้มากหน่อย ก็เพราะว่าวันนี้จะมีเพื่อนของหลินลั่วตงมาเยี่ยมที่บ้าน!
ตอนที่ลั่วตงถูกพามาที่บ้านหลิน เขาก็เพิ่งจะมีอายุเพียงแค่เจ็ดแปดขวบเวลาสี่ปีได้ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว เด็กผู้ชายที่เอาแต่เก็บตัวในวันนั้นตอนนี้ได้มีเพื่อนสนิทเป็ของตัวเองแล้ว...สำหรับทุกคนในบ้านหลินเื่นี้ถือว่าเป็เื่ใหญ่ทีเดียว
แน่นอนว่าคนที่ตอบตกลงจะมาบ้านหลินมีเพียงแค่สาวน้อยเว่ยเสวี่ยเพียงคนเดียวเท่านั้น
ความจริงลั่วตงได้ชวนหวงเวยเจี้ยนมาด้วย แต่ว่าก็ถูกเขาปฏิเสธมาด้วยความเงียบทำเอาหลินลั่วตงอึดอัดไปหมด
เมื่อเห็นว่าผู้เป็แม่กำลังวุ่นวายอยู่ในบ้านหลินลั่วหรานก็นึกถึงใครอีกคนขึ้นมาได้
คนที่ทำให้หลินลั่วตงได้เรียนรู้การพูดคุยกับคนอื่นเป็ครั้งแรกอย่างหรงตงหลินถ้าหากว่าอยู่ๆ เขาก็มาปรากฏตัวที่บ้าน ลั่วตงก็น่าจะดีใจมากทีเดียว?
หลินลั่วหรานหันไปมองผู้เป็แม่ที่กำลังทอดก้อนเนื้ออยู่ก่อนที่จะหยิบกุญแจรถขึ้นมา
“แม่ หนูออกไปข้างนอกก่อนนะ!”
ในตอนนั้นผู้เป็พ่อกำลังนำเอาปูต้าจ๋าที่ถูกล้างจนสะอาดเข้ามาพอดีจึงเกือบจะถูกหลินลั่วหรานชนเอา ผู้เป็แม่จัดการนำก้อนเนื้อใส่ลงไปในหม้อเธอไม่รู้ว่าจะต้องร้องไห้หรือจะหัวเราะออกมาดี “คุณดูลูกสาวของคุณสิอายุตั้งเท่าไรแล้ว ยังจะทำเสียงตึงตังแบบนั้นอีก...”
“ออกไปข้างนอก ใครๆ ก็บอกว่าลูกสาวบ้านเราเพิ่งจะอายุแค่ยี่สิบปีต้นๆทั้งนั้นแหละ” คนที่ปกติจะซื่อตรงอย่างคุณพ่อหลินขอเพียงแค่พูดถึงลูกสาวขึ้นมา เขาก็กล้าที่จะพูดแหย่ผู้เป็แม่ขึ้น
ผู้เป็แม่โยนใบผักออกไป ตอนที่มันเกือบจะปิดลงบนใบหน้าของผู้เป็พ่ออยู่ๆ มันก็นิ่งไม่ขยับ นิ้วมือของผู้เป็พ่อขยับไปมาเล็กน้อย ก่อนที่จะจัดการหยุดใบผักเอาไว้ได้ทันท่วงที
นี่ก็เหมือนกับตอนที่หลินลั่วหรานเคยบังคับพลังออกมาทำให้ใบไม้ล่องลอยด้วยยาและหยกพลังที่หลินลั่วหรานนำมาให้ไม่ขาดในที่สุดผู้เป็พ่อก็สามารถปล่อยพลังออกมาภายนอกได้และก้าวเข้าสู่ระดับฝึกลมปราณตอนต้นอย่างเป็ทางการ ต่อจากนี้ผู้เป็พ่อก็สามารถศึกษาเกี่ยวกับพลังเวททั้งห้าธาตุได้แล้ว
เมื่อเห็นว่าผู้เป็พ่อฝึกศาสตร์มาจนถึงระดับนี้แล้วในแววตาของผู้เป็แม่ก็อดที่จะประกายความโศกเศร้าออกมาไม่ได้ เธอรู้ตัวแล้วว่าเธอไม่อาจจะฝึกศาสตร์ได้ แม้ลูกสาวจะบอกว่ามีทางแก้ไข แต่ว่าเมื่อคิดว่าวันหนึ่งเธออาจจะหมดกำลังไปแบบนั้นจะไม่ให้เธอเป็กังวลได้อย่างไร?
เธอไม่ได้อยากมีชีวิตที่ยาวนาน ไม่ได้อยากมีพลังวิเศษเธอเพียงแค่อยากจะฝึกศาสตร์ เพื่อให้ได้เคียงข้างสามีและลูกสาวของเธอไปนานๆก็เท่านั้นเอง
พวกเขาอยู่ด้วยกันมาหลายสิบปีแล้วทำให้ผู้เป็พ่อเข้าใจผู้เป็แม่เป็อย่างดี เพียงดูจากสีหน้าของภรรยาเขาก็สามารถรับรู้ได้ว่าเธอกำลังคิดมากอยู่ เพียงแต่เื่แบบนี้หากยิ่งพูดมากเท่าไรก็จะยิ่งทำให้ผู้ฟังคิดมากขึ้นเท่านั้น...ผู้เป็พ่อนำเอาปูต้าจ๋าวางลงบนโต๊ะก่อนที่จะตัดสินใจขึ้นลึกๆ ว่า หากภรรยาของเขาไม่สามารถฝึกศาสตร์ได้ เขาเองก็...
“เอาเถอะ ถ้ายังไม่รีบจัดการเ้าพวกก้อนเนื้อนี้ ได้ไหม้หมดแน่”
“ไปๆ ไปเลือกผักได้แล้ว!”
ผู้เป็แม่สะบัดเอาความคิดบ้าบอทั้งหลายออกไปจากหัวก่อนที่จะตั้งใจทอดก้อนเนื้อขึ้นมาอีกครั้ง
เสี่ยวจินเดินอยู่ภายในตัวบ้านกลิ่นหอมที่ถูกส่งออกมาจากห้องครัวทำให้มันรู้สึกหิวขึ้นมา เ้านายของมันบอกว่าวันนี้ให้มันหลบอยู่ภายในบ้าน อย่างไรก็ออกไปล่าเหยื่อกลับมาสักหน่อยดีกว่า
แสงอาทิตย์ลาดเอียงลงเรื่อยๆ ใกล้จะได้เวลาเลิกเรียนของหลินลั่วตงแล้ว
เมื่อเทียบกันกับบรรยากาศอบอุ่นสบายใจของบ้านหลินสถานการณ์ของหรงตงหลินในตอนนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ดีนัก
ในใจของเขารู้สึกไม่สงบเสียจนแทบจะทนไม่ได้เมื่อวันก่อนมีชายร่างสูงใหญ่มาดักรอเขาที่ห้อง พวกเขาไม่ได้ลงมือทำร้ายอะไรแต่กลับยื่นใบเสร็จจำนวนแสนสี่มาให้ พร้อมกับบอกว่ามันคือค่าซ่อมรถ
พวกเด็กที่พักอาศัยอยู่ในห้องเดียวกัน นอกจากเหยียนเฟิงแล้วต่างก็เป็เพียงนักเรียนที่มีฐานะธรรมดาทั้งนั้นพวกเขาจึงไม่เคยพบกับเื่แบบนี้มาก่อนเหยียนเฟิงบอกว่าเขาไม่มีทางให้เงินพวกนี้แน่ ก่อนที่จะถูกชายที่มีรอยสักรูปแมงป่องบริเวณแขนกระชากตัวออกไปจากห้อง
ในตอนนั้นเขาเพียงแค่บอกเอาไว้ว่า ให้หรงตงหลินคิดให้ดีและก็ไม่ได้ดึงดันอะไรต่อ
แน่นอนว่าพวกเพื่อนๆ ที่พักอยู่ในห้องต่างก็พูดเป็เสียงเดียวกันว่าเขาไม่จำเป็ที่จะต้องจ่ายเงินส่วนนี้…อีกอย่างต่อให้คิดจะจ่ายหรงตงหลินก็ไม่รู้จะไปเอาเงินมากขนาดนั้นมาจากที่ไหน ถ้าหากเขามีเงินมากขนาดนั้นเขาก็คงจะไม่ต้องทำงานพิเศษแบบนี้แล้ว
เหยียนเฟิงพูดออกมาตามหลักว่า หากพวกคนเ่าั้มาอีก ก็ให้ไปแจ้งตำรวจเพราะว่าเื่ที่เกิดขึ้นในตอนนั้น หรงตงหลินก็ไม่ได้ถือว่าเป็ผู้ผิดแถมเขายังบอกอีกด้วยว่า เขาสามารถไปเป็พยานให้ได้แต่เพราะว่าเขาไม่้าให้เื่มันใหญ่ขึ้นมาพวกเขาจึงไม่ได้นำเื่นี้ไปแจ้งกับทางมหาวิทยาลัย
แต่ว่าในวันถัดมา คนกลุ่มนั้นก็มาอีกครั้งเมื่อเทียบกันกับเมื่อวานก็เห็นได้ว่าพวกเขาเตรียมพร้อมมามากกว่าบนกระดาษที่ถูกส่งมาให้หรงตงหลินนั้นเขียนที่อยู่ของบ้านเขาเอาไว้อีกทั้งยังเขียนถึงสถานการณ์ของคนในครอบครัวมาด้วยเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคนพวกนี้ไปหามาได้จากที่ไหน
ดูเหมือนว่าพวกคนพวกนี้จะทำเื่พวกนี้จนเคยชินไปแล้วพวกเขาพูดออกมาเพียงไม่กี่ประโยค ก่อนที่จะกลับไปพร้อมกับพูดทิ้งท้ายเอาไว้อย่างชัดเจนว่า พรุ่งนี้จะมาเก็บเงิน
เหยียนเฟิงรีบไปแจ้งตำรวจทันที แต่ว่าในสถานที่เกิดเหตุไม่มีกล้องวงจรปิดและอย่างแรก พวกเขาไม่รู้ว่าอุบัติเหตุเล็กๆ ในครั้งนี้ใครควรจะเป็ผู้รับผิดชอบและสองพวกคนกลุ่มนั้นก็ไม่ได้ลงไม้ลงมืออะไรพวกเขาทำให้พวกเขาไม่สามารถใช้กระดาษเพียงใบเดียว ในการแจ้งว่าได้รับการข่มขู่ได้
ในระหว่างทางกลับมาจากสถานีตำรวจ จิตใจของหรงตงหลินก็ตกต่ำลงมาก เหยียนเฟิงเข้าใจเขาดีจึงตบลงบนบ่าของเพื่อนเบาๆก่อนที่จะเดินไปกดเงินเก็บส่วนตัวกว่าสามหมื่นของตัวเองออกมาหรงตงหลินรู้ว่าที่บ้านของเหยียนเฟิงก็มีเงินในระดับหนึ่งแต่เงินสามหมื่นนี้ต่างก็เป็เงินที่เหยียนเฟิงตั้งใจเก็บเอาไว้ด้วยตัวเอง
เพื่อนร่วมห้องของเขา ต่างก็ไม่ใช่คนที่มีเงินอะไรมากนักแต่ถ้าหากจำเป็ที่จะต้องใช้เงินแก้ปัญหานี้จริงๆพวกเขาก็พร้อมที่จะยื่นมือเข้ามาช่วย
สุดท้ายแม้จะรวมเข้ากับเงินค่าเป็ติวเตอร์ที่หรงตงหลินจะได้รับมาแล้วมันก็ยังมีไม่ถึงสี่หมื่นห้าเลยด้วยซ้ำ มันยังห่างไกลจากยอดแสนสี่อยู่อีกไกล
จนกระทั่งเมื่อมาถึงตอนเย็นพวกเพื่อนร่วมห้องต่างก็นั่งจ้องตากันด้วยดวงตาอันแดงก่ำพวกเขาไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป เหยียนเฟิงบอกว่าเขาจะไปขอเงินมาจากที่บ้านให้แต่หรงตงหลินก็ห้ามเขาเอาไว้เสียก่อน
“เงินพวกนี้ ฉันยังไม่แน่ใจเลย...ว่าคนพวกนี้้าจะข่มขู่เฉยๆ หรือเปล่าถ้าเกิดว่าฉันจะโดนทำอะไรก็ช่างเถอะ ฉันคงจะลากพวกนายเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยไม่ได้เงินพวกนี้ ฉันรับเอาไว้ไม่ได้หรอก”
หรงตงหลินจัดการนำเงินที่เหยียนเฟิงและเพื่อนๆ คนอื่นให้ยืมมาส่งคืนกลับไป ก่อนที่จะล้มตัวลงนอน
ความจริงพวกเพื่อนร่วมห้องต่างพากันเป็กังวล แต่ว่าหรงตงหลินเป็คนใจแข็งไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่ยอมรับเงินเ่าั้ เหยียนเฟิงจึงได้แต่ถอนหายใจออกมา “คนพวกนี้จะต้องเป็คนที่ไอ้ลูกคนรวยคนนั้นส่งมาแน่นอนถ้าหากว่ามีคนที่มีอำนาจยื่นมือเข้ามาช่วย พวกมันก็คงจะไม่กล้าทำอะไรแบบนี้แล้ว”
เพื่อนร่วมห้องอีกคนหนึ่งขมวดคิ้วขึ้น “อย่างมากพวกเราก็น่าจะแค่ต้องสู้กับพวกมันตรงๆเท่านั้นแหละ นอนเถอะ เก็บแรงเอาไว้ให้มาก พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่!”
เหยียนเฟิงพูดขึ้นกับตัวเอง “พวกเรารวมกันยังสู้มันคนเดียวไม่ได้เลยมั้ง...” พวกเขานั้นไม่ใช่คนไร้กำลังแต่หากจะสามารถสอบเข้ามาเรียนในชู่ต้าทั้งที่เป็คนต่างถิ่นได้ภายในห้องไม่มีใครที่ไม่ตั้งใจเรียน หากพูดถึงเื่ต่อยตีขึ้นมาแล้วพวกคนที่มีแขนขาเล็กบางอย่างพวกเขาจะไปทำอะไรได้
หรงตงหลินที่ทำท่าทางราวกับหลับไปแล้วนั้นเมื่อได้ยินเหยียนเฟิงพูดถึงคนที่มีอำนาจขึ้นมา ในใจของเขาก็คิดขึ้นในชีวิตนี้คนที่พอจะมีอิทธิพลที่เขาได้รู้จักก็ดูเหมือนว่าจะมีเพียงแค่สองพี่น้องที่ได้พบบนรถไฟโดยบังเอิญเท่านั้นอีกทั้งพวกเขายังเป็คนท้องที่ในเมืองหรงเฉิงด้วย...หรงตงหลินนึกถึงเบอร์โทรศัพท์ที่จำได้โดยไม่ได้ตั้งใจขึ้นมาก่อนจะรู้สึกว่าตัวเองนั้นคิดเข้าข้างตัวเองมากเกินไป
พวกเขาก็แค่พูดออกมาตามมารยาทเท่านั้นเดิมทีตัวเขาเองก็ไม่อาจจะใช้เื่เล็กๆ อย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปเทียบกันกับเงินแสนสี่ได้หรอก เขาก็แค่จน แต่ก็ไม่ได้จนถึงขั้นที่จะไร้ยางอายขนาดนั้นหรงตงหลินคิดไปเรื่อย พร้อมกับพลิกตัวไปมากว่าครึ่งคืน ก่อนที่เขาจะหลับใหลไป
ในวันถัดมาพวกเพื่อนๆ ก็ตกลงกันเอาไว้ว่าวันนี้พวกเขาจะตามติดหรงตงหลินไปทุกที่ ทุกๆ คนนั้นเข้าเรียนพร้อมกันกินข้าวพร้อมกัน และกลับห้องนอนพร้อมกัน แต่แม้ว่าจะผ่านไปกว่าครึ่งวันแล้วแต่ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น
จนสุดท้ายพวกเขาก็ไม่รู้ว่า นักเลงพวกนั้นแค่ขู่เขาเอาไว้หรือเปล่าเมื่อผ่านมาจนถึง่เย็น พวกเขาก็เห็นว่ายังไม่มีอะไรผิดปกติอยู่ดีเมื่อหรงตงหลิน้าจะไปห้องสมุด จึงมีเพียงแค่เหยียนเฟิงที่หาววอดออกมาเนื่องจากนอนหลับไม่เพียงพอเท่านั้นที่ตามออกมาด้วย
ตอนนี้เป็่เวลาที่ภายในมหาวิทยาลัยเหลือคนน้อยเต็มที อยู่ๆรถตู้คันหนึ่งก็จอดตรงบริเวณเบื้องหน้าของพวกเขาบริเวณโดยรอบนั้นไม่มีนักศึกษาคนอื่นเลยแม้แต่คนเดียว
“เด็กน้อย เตรียมเงินมาหรือยัง?”
ชายที่เต็มไปด้วยรอยสักพูดออกมาทันที หลังจากที่หรงตงหลินตอบกลับไปว่าไม่มีเงิน เขาก็พูดออกมาว่า “เชิญ” อีกทั้งเขายังพูดถึงความน่ารักของน้องสาวในวัยมัธยมต้นของเขาขึ้นมาด้วยและบังคับ ‘เชิญ’ ให้หรงตงหลินขึ้นรถตู้ไป
เหยียนเฟิงะโด่าออกมาเสียงดัง แต่พวกเขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรก่อนจะเลื่อนปิดประตูรถ พวกเขาก็พูดออกมาอย่างหยาบคายว่า “นี่ พวกเรา้าที่จะเชิญเพื่อนหรงไปเที่ยวเล่นนายอย่ามายุ่งเื่ไร้สาระของคนอื่นเลยจะดีกว่า”
เื่ไร้สาระเหรอ เหยียนเฟิงเดินไปดึงเอากิ่งไม้ท่อนหนึ่งออกมาเขาตั้งใจว่าจะพุ่งไปทุบที่กระจกรถ แต่เมื่อหมุนตัวกลับมาอีกครั้งก็พบว่ารถตู้นั้นวิ่งห่างออกไปไกลแล้ว เขารีบจำทะเบียนรถเอาไว้ในทันทีรถตู้คันนั้นสวนทางกับรถ BMW สีขาวคันหนึ่งก่อนที่จะหายไปที่มุมถนน
“เอี๊ยด” อยู่ๆ รถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้าของเหยียนเฟิงก่อนจะปรากฏใบหน้าของหลินลั่วหรานออกมาให้เห็น
ในมือของเหยียนเฟิงยังคงถือกระบองไม้เอาไว้ก่อนที่เขาจะไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี เขาสามารถจำหลินลั่วหรานได้แม่นดังนั้นตอนนี้เพียงแค่กวาดตามอง เขาก็สามารถรู้ได้ทันที
แน่นอนว่าหลินลั่วหรานเองก็สามารถจำได้ว่าผู้ชายคนนี้คือเด็กนักเรียนที่เธอเคยถามทาง เมื่อขับรถมาได้ครึ่งทางเธอก็เพิ่งคิดได้ว่าตัวเองไม่มีช่องทางการติดต่อใดๆ ของหรงตงหลินอยู่เลยและเธอก็ไม่รู้ว่าเขาพักอยู่ที่ห้องไหนด้วยในตอนที่กำลังคิดว่าจะต้องไปรบกวนอาจารย์ชีอยู่หรือเปล่านั้นพอขับรถเข้ามาในประตูรั้วมหาวิทยาลัยเธอก็เห็นคนที่เคยเดินอยู่ด้วยกันกับหรงตงหลินขึ้นมาและนี่ก็ทำให้เธอรู้สึกว่ามันช่างบังเอิญเสียจริง
“ขอโทษนะ พอจะรู้ไหมว่าหรงตงหลินพักอยู่ห้องไหนหรือเธอพอจะมีช่องทางการติดต่อเขาหรือเปล่า?”
มาหาตงหลินเหรอ? เหยียนเฟิงอึ้งไปก่อนที่เขาจะได้สติกลับมา
“เขาถูกคนพาไปแล้ว ผมกลัวว่าเขาจะได้รับอันตรายพวกเราไปแจ้งความกันก่อนเถอะ...” ในตอนที่เหยียนเฟิงกำลังจะพูดต่อหลินลั่วหรานก็ขมวดคิ้วเข้าหากัน
“ั้แ่เมื่อไร?”
“เมื่อกี้เลย รถตู้คันที่สวนกับรถของคุณไปนั่นแหละ!”
หลินลั่วหรานรีบเหยียบคันเร่ง ก่อนที่ตัวรถจะพุ่งออกไปทันทีในตอนที่กำลังจะออกไปจากประตูรั้วมหาวิทยาลัยเหยียนเฟิงก็ะโขึ้นมาขวางที่หน้ารถ “ผมผมจำทะเบียนรถได้ ให้ผมไปด้วยนะ!”
“ขึ้นมา!”
เมื่อเห็นว่าใบหน้าของ ‘ดอกฟ้า’ เต็มไปด้วยความเยือกเย็น เหยียนเฟิงก็รีบเปิดประตูหลังก่อนที่จะพุ่งตัวเข้าไป ในมือของเขายังคงถือกระบองไม้เอาไว้ ช่างดูน่าตลกสิ้นดี
หลินลั่วหรานถามถึงทะเบียนรถ ก่อนที่จะกระจายจิตความคิดออกไปและใช้จิตความคิดที่ขยายออกในการแยกแยะรถต่างๆ คันนี้ไม่ใช่ ไม่ใช่คันนี้ก็ไม่ใช่...คันนี้แหละ ลักษณะถูกต้อง ทะเบียนก็ใช่!
หลินลั่วหรานลืมตาขึ้นมา ในใจของเธอเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้นก่อนที่จะขับตามรถคันนั้นไป
เหยียนเฟิงรู้สึกสงสัยขึ้นมา คนที่ขับรถ BMW ส่วนมากก็ต้องมีเงินกันทั้งนั้น ไม่รู้ว่า ‘ดอกฟ้า’ คนนี้มีความสัมพันธ์อย่างไรกับหรงตงหลินกันแน่ถึงได้ยอมช่วยเขาขนาดนี้...จะว่าไปแล้ว หรงตงหลินนี่ก็จริงๆ เลยนะยังจะมาหลอกเขาอีกว่าไม่รู้จัก ให้ตายเถอะ คนที่ไม่รู้จักที่ไหน เขาจะไปช่วยนายกัน
หลินลั่วหรานไม่ได้รับรู้ถึงคำบ่นในใจของเหยียนเฟิง เธอขับรถไปพร้อมกับถามถึงที่มาที่ไปของเื่ราวไปด้วยไม่นานนักเธอก็พอจะเข้าใจสถานการณ์คร่าวๆ ขึ้นมา
หรงตงหลินมีโอกาสที่จะโทรมาขอให้เธอช่วยได้ตั้งหลายครั้งไม่ใช่เหรอ?
แต่ว่าในระยะเวลาสามสี่วันที่ผ่านมาหรงตงหลินก็ไม่เคยโทรมาหาเธอเลยสักครั้ง และนี่ก็ยิ่งทำให้หลินลั่วหรานมองเขาดีขึ้นอีกระดับ
ไม่ว่าจะเป็เพราะเขาเกรงใจ หรือเป็เพราะเหตุผลอื่นแต่เด็กคนนี้ก็ดูเป็คนที่รู้จักความเหมาะสมดีทีเดียวเขาเหมาะแก่การเป็เพื่อนของลั่วตงมาก
สิ่งเดียวที่ทำให้หลินลั่วหรานกังวลก็คือ พวกเธอกำลังเสียเวลาไปไม่รู้ว่าจะกลับไปทันทานข้าวเย็นที่บ้านหรือเปล่าแน่นอนว่าเธอจะต้องพาหรงตงหลินไปโผล่ที่โต๊ะกินข้าวให้ได้ถึงจะนับว่าเป็เซอร์ไพรส์
จิตความคิดของเธอไม่ได้ออกห่างรถตู้คันนั้นเลยแม้แต่น้อยพร้อมกับเพิ่มความเร็วของรถขึ้นเรื่อยๆ เหยียนเฟิงนั่งกอดกระบองไม้อยู่ที่เบาะหลังเมื่อเห็นว่ารถ BMW กำลังขับผ่านไปด้วยความเร็วในใจของเขาก็ลุ้นระทึกขึ้นมาจนกลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นแต่ในขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกสนุกใจราวกับกำลังถ่ายหนังไล่ล่าอยู่เลย...นี่มันซับซ้อนเกินไปแล้ว
