ตรงกันข้าม นางรู้สึกขอบคุณที่ไทเฮาดูถูกทักษะทางการแพทย์ของนาง ด้วยเหตุนี้ นางสามารถจัดการหลายสิ่งหลายอย่างและปัญหามากมายได้
อย่างไรก็ตามมู่จื่อหลิงซึ่งแอบดีใจ ไม่รู้ว่าครั้งนี้ที่ไทเฮากำลังตั้งเป้าไปที่ทักษะทางการแพทย์ของนาง แม้ว่านางจะทำตัวต่ำต้อย จึงเลี่ยงการถูกก่อกวนในเื่ขอบเขตความสามารถไม่ได้
หากเล่อเทียนที่เพิ่งหลบหนีไปได้ยินคำพูดของไทเฮา ไม่รู้ว่าเขาจะะโออกมาอย่างกล้าหาญ ะโว่าไทเฮาทรงมีดวงตาเต็มไปด้วยอึหรือ ถึงได้กล้าตั้งคำถามถึงทักษะทางการแพทย์อันยอดเยี่ยมของฉีหวางเฟยผู้ซึ่งเป็คนที่เขาชื่นชมมาตลอด ตาบอดแล้ว ยังมีจิตใจที่มืดบอดอีก [1]
เมื่อเห็นว่าฮ่องเต้เหวินอิ้นไม่ตอบเป็เวลานาน ไทเฮาจึงเหลือบมองพระองค์อย่างเ็าและเย่อหยิ่ง ประชดประชันต่อไป “ว่าอย่างไร? ฮ่องเต้จะไม่ให้คำอธิบายหน่อยหรือ?”
มู่จื่อหลิงมีท่าทางเคร่งขรึม ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย ใบหน้าสงบ ด้วยนางรู้แน่ชัดอยู่ในใจ
ยามไทเฮาตรัสเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่านาง้าทำให้เกิดเื่ยุ่งยากขึ้นอีกครั้ง
เพียงแต่ดูเหมือนว่าในครั้งนี้จะมีมากกว่าหนึ่งคนที่้าทำให้สิ่งต่างๆ ยากยิ่งขึ้น
มู่จื่อหลิงบ่นพึมพำอย่างเ็าในใจว่า หากไม่ใช่เพราะครั้งนี้ความประทับใจที่นางมีต่อฮ่องเต้เหวินอิ้นดีขึ้นมาก นางคงยอมแพ้และจากไปนานแล้ว ไม่ว่าทักษะทางการแพทย์ของนางจะดีหรือไม่ ไม่จำเป็ต้องให้ผู้ใดร้องถาม ไม่เว้นแม้แต่ไทเฮา
ไทเฮาเฒ่าผู้นี้ไม่ยอมหยุดเลยจริงๆ...มู่จื่อหลิงยิ้มในใจอย่างเ็า ดวงตาของนางจับจ้องไทเฮาซึ่งยังนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยความสงสัยว่าในน้ำเต้าของนางยังขายยาอะไรอีกหรือไม่
ฮ่องเต้เหวินอิ้นไม่คาดคิดว่าไทเฮาจะมีพลังมากล้นถึงเพียงนี้ เกิดเื่ขึ้นมาไม่หยุดหย่อน ช่างเป็อะไรที่น่าปวดหัวจริงๆ
แต่ครั้งนี้ฮ่องเต้เหวินอิ้นยังคงแน่วแน่ ในความคิดของพระองค์ เห็นได้ชัดว่าไทเฮากำลังสร้างปัญหาโดยไม่มีเหตุผล นางไม่ได้กังวลแต่อย่างใด
เื่โรคระบาดเป็เื่ใหญ่ คนไม่รู้ย่อมนึกว่าไทเฮาทรงเป็กังวล แต่ทุกคนที่อยู่ที่นี่ในยามนี้ล้วนทราบดีว่าความกังวลของไทเฮานั้นไม่เป็ความจริง ด้วยความจริงก็คือ นางยัง้ายั่วยุ
ทักษะทางการแพทย์ของมู่จื่อหลิงเป็อย่างไร อาศัยนางเพียงผู้เดียวในการช่วยหลงเซี่ยวหนานถึงครั้งที่สอง ยังมีเื่ของการขับพิษกู่ ฮ่องเต้เหวินอิ้นจดจำไว้ในใจ ไม่เช่นนั้นเขาจะเรียกตัวนางเข้าวังเพื่อหารือหรือ
แม้ว่าทักษะทางการแพทย์ของมู่จื่อหลิงจะแย่จริงๆ แต่ตราบใดที่สามารถช่วยแก้ไขโรคระบาดได้ ทักษะทางการแพทย์ของมู่จื่อหลิงจะดีหรือไม่ ย่อมเป็สิ่งที่ไม่อาจตำหนิได้
ยิ่งไปกว่านั้น ครั้งนี้ยังร่วมมือกับเล่อเทียน แม้ว่าฮ่องเต้เหวินอิ้นจะไม่มั่นใจในทักษะทางการแพทย์ของมู่จื่อหลิง แต่พระองค์มั่นใจในทักษะทางการแพทย์ของเล่อเทียน
เนื่องจากเล่อเทียนเป็ศิษย์เพียงคนเดียวของหมอปีศาจไป๋หลี่ฉิว ในพระทัยของฮ่องเต้เหวินอิ้นจึงไม่มีข้อสงสัยในทักษะทางการแพทย์ของเล่อเทียน
นอกจากนี้เล่อเทียนก็ปรากฏตัวออกมาเช่นกัน ทั้งยังบอกว่าเขากำลังจะไปยังพื้นที่โรคระบาด...ไทเฮาไม่ได้ตาบอดหรือหูหนวก นางจะไม่รู้ได้อย่างไร?
แต่บัดนี้ไทเฮากลับแสร้งหูหนวกตาบอด [2]...แค่มองก็ปวดหัวแล้ว
เมื่อเห็นว่าพวกของมู่จื่อหลิงหยุดฝีเท้าเพราะคำพูดของนาง สายตาทรงพลังของไทเฮาจึงจ้องเขม็งไปที่ฮ่องเต้เหวินอิ้น ราวกับว่านาง้าคำตอบของพระองค์
แต่คำตอบต่อมาของฮ่องเต้เหวินอิ้นกลับทำให้นางประหลาดใจ
สิ่งที่ไทเฮากำลังทำอยู่ในยามนี้ ไม่มีอะไรมากไปกว่าการก่อปัญหา
ต้องใช้เวลาสักครู่เพื่อทำความเข้าใจสิ่งนี้...ดังนั้น ฮ่องเต้เหวินอิ้นผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยพระทัยดีต่อไทเฮาจึงไม่สามารถทนได้อีกต่อไป
ยิ่งไปกว่านั้น ฮ่องเต้เหวินอิ้นในฐานะเ้าแห่งแผ่นดินย่อมมีอารมณ์ที่ปรวนแปรคาดเดาไม่ได้อยู่เสมอ ในฐานะฮ่องเต้ พระองค์ต้องตรัสคำไหนคำนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย
พระองค์ยืนตรงยกพระหัตถ์ไพล่หลังอย่างสง่าผ่าเผย ใบหน้าสง่างามเคร่งขรึม มีความเฉยเมยที่ส่งออกมาจากความสง่างามอย่างไม่ปกปิด น้ำเสียงทรงพลังกล่าวออกมาอย่างราบเรียบ “ประเด็นนี้เป็เื่การเมือง วังหลังไม่ได้รับอนุญาตให้ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ประเด็นนี้...ไทเฮาน่าจะเข้าใจดีกว่าผู้ใด”
คำพูดเรียบง่ายแต่ชัดเจน สง่างามน่าเกรงขาม ไม่อาจโต้แย้ง ทั้งยังมีประกายที่แผ่อำนาจออกมากดข่ม
คำพูดเหล่านี้ มีความหมายโดยตรงว่าไทเฮากำลังทำเกินตัว เข้ายุ่งกับเื่การเมือง
แม้มู่จื่อหลิงอยากจะปรบมือให้กับคำพูดที่ทรงพลังของฮ่องเต้เหวินอิ้น แต่เมื่อนางเหลือบมองฮ่องเต้เหวินอิ้นเพียงแวบเดียว ครั้งนี้นางกลับรู้สึกหงุดหงิด
ท่าทีและทัศนคติในยามนี้ของฮ่องเต้เหวินอิ้น คล้ายคลึงกับฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ที่จับนางเข้าคุกหลวงด้วยการโบกพระหัตถ์เพียงครั้งเดียวไม่ตรัสสิ่งใดยิ่งใหญ่ในวันนั้น
กล่าวได้ว่า การได้เห็นฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่อีกครั้งในวันนี้ มู่จื่อหลิงนึกถึงความทรงจำเก่าขึ้นมาอีกครั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ไทเฮาทรงไม่เชื่อ นางไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า หลงเหวินอิ้น ผู้กตัญญูต่อนางเสมอมาจะกล่าวเตือนนางด้วยน้ำเสียงทรงพลังเช่นนี้
จากมุมมองของไทเฮา นางเหลือบมองพวกของมู่จื่อหลิง ที่ยังคงยืนอยู่ไม่ไกลจากประตู เห็นแววตามีความสุขในความทุกข์ผู้อื่นจากพวกเขา
ความโกรธพลุ่งพล่านขึ้นในใจของไทเฮาในทันที กลายเป็ความเ็าที่น่าขนลุก
ดวงตาที่เ็าของนางเหลือบมองฮ่องเต้เหวินอิ้น พร้อมเหน็บแนมต่อไปว่า “ฮ่องเต้ไม่สนใจชีวิตประชาชน ท่านกำลังคิดที่จะมอบชีวิตผู้คนนับแสนในเมืองหลงอัน ให้กับนางหนูผู้โง่งมผู้นี้หรือ? ในฐานะแม่แห่งแผ่นดิน อายเจียจะทนได้อย่างไร?”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ออกมา มู่จื่อหลิงก็รู้สึกว่ามือใหญ่ที่กุมมือเล็กของนางไว้กำแน่นขึ้นเล็กน้อย
ใบหน้าหลงเซี่ยวอวี่ยังคงเฉยเมย บนใบหน้าหล่อเหลาไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย แต่มู่จื่อหลิงกลับสามารถััได้ถึงความจริงในใจของหลงเซี่ยวอวี่ ไม่ใช่ว่าเขาไม่สนใจเสด็จพ่อของตนหรอกหรือ?
ไทเฮาตรัสคำเยาะเย้ยถากถางกล่าวโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในแง่หนึ่ง มันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการดูถูกมู่จื่อหลิง เยาะเย้ยนางที่ไร้ความสามารถด้านการแพทย์ แต่ในทางกลับกัน มันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการตำหนิฮ่องเต้เหวินอิ้น เกี่ยวกับการจัดการเื่ต่างๆ อย่างไม่ระมัดระวัง ปฏิบัติต่อชีวิตผู้คนเหมือนวัชพืช [3]
แต่ไทเฮาไม่ทราบว่าในยามที่นางตรัสออกมาเช่นนี้ สายตาของมู่จื่อหลิงได้เปลี่ยนไปที่หมอหลวงหลินซึ่งอยู่เคียงข้างนาง ผู้ซึ่งเคยทำให้ฮ่องเต้ขุ่นเคืองซ้ำแล้วซ้ำเล่าเมื่อไม่นานมานี้ นึกถึงยามที่เขากล่าวว่าจะจุดไฟเผาเมือง
ฮ่องเต้เหวินอิ้นลูบคิ้ว รู้สึกปวดหัวอย่างรุนแรงขึ้นมาทันใด
เหตุใดเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าไทเฮาจะรับมือยากถึงเพียงนี้ แต่คิดไปคิดมา วันนี้ไทเฮาเตรียมตัวที่จะกัดไม่ปล่อย [4] ยิ่งนางพูดถึงมันก็ยิ่งอุกอาจมากขึ้นเรื่อยๆ
ไทเฮามีเวลาก่อกวน แต่พระองค์ไม่มีเวลามากพอที่จะมาเสียเวลากับนางอยู่ที่นี่ ขณะที่ฮ่องเต้เหวินอิ้นเตรียมจะสะบัดแขนเสื้อจากไป...
ได้ยินคำพูดของไทเฮา หัวใจของมู่จื่อหลิงก็ลุกเป็ไฟโดยไม่มีเหตุผล
ทำราวกับว่านางเป็ไทเฮาผู้สง่างามทรงเกียรติ มีความรักและเมตตาต่อประชาชนมากมาย
กล่าวได้ว่าแม่มดเฒ่าผู้นี้เป็พวกหมาพยายามจับหนู [5] ยุ่งเื่ของคนอื่นไปทั่วอย่างแท้จริง ยิ่งพูดยิ่งเลยเถิด!
จะช่วยชีวิตผู้คนยังจะเื่มากอีกหรือ? ไม่รู้ว่าหากโรคระบาดลุกลามมาถึงเมืองหลวง ไทเฮาจะยังนั่งคุยสบายๆ เช่นนี้โดยไม่ปวดเอว [6] ได้หรือไม่?
ดวงตาของมู่จื่อหลิงฉายแววส่อเสียด คิดกับตนเองว่า หากเป็เช่นนั้น...ถ้าอย่างนั้นนางสามารถตรวจสอบในยามนี้ได้หรือไม่ว่า ข้อสันนิษฐานก่อนหน้านี้ข้อหนึ่งของนางถูกต้อง?
หลงเซี่ยวอวี่มองดูแสงที่เต้นระบำในดวงตาคู่งามของหญิงตัวเล็กที่อยู่ตรงหน้า รอยยิ้มสนใจส่องประกายในดวงตาของเขา
โชคดีที่ในยามมู่มู่ครุ่นคิด นางจะไม่สนใจเขา ไม่อย่างนั้นเขาจะมีโอกาสหลอกกินเต้าหู้เช่นนี้ได้อย่างไร?
หวังว่าจะเป็เช่นนี้ตลอดไป...หลงเซี่ยวอวี่คิดอย่างมีความสุข
รอยยิ้มอุ่นร้อนฉายออกมาจากดวงตาของมู่จื่อหลิง นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบช้า ประชดประชันว่า “ไทเฮา เมื่อคืน หมอหลวงหลินผู้อยู่ข้างกายท่านบอกกับเสด็จพ่อซ้ำๆ ว่าวิธีเดียวที่จะแก้ไขโรคระบาดได้คือ...การเผาเมืองเพื่อกำจัดโรคระบาด ท่านว่า...”
คำพูดของนางทำให้คำพูดอันชอบธรรมและน่าเกรงขามของไทเฮาพลิกกลับในทันที
หากการที่ฮ่องเต้เหวินอิ้นทรงมีรับสั่งให้นางไปรักษาโรคระบาดเพราะพระองค์ไม่สนใจชีวิตผู้คน เช่นนั้นหลินเกาฮั่นผู้ที่้าเผาผู้คนทั้งเป็ ควรเรียกว่าอะไร?
ดวงตาใสของมู่จื่อหลิงจ้องตรงไปที่ไทเฮา แม้ว่านางจะยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นไปไม่ถึงดวงตา ทำให้ผู้มองรู้สึกหวาดกลัวอย่างมาก
เมื่อได้ยินคำพูดของมู่จื่อหลิง ฮ่องเต้เหวินอิ้นหยุดฝ่าพระบาทที่กำลังจะยกขึ้นทันที สีหน้าราวกับตื่นจากความฝัน
สายตาของพระองค์จ้องมองอย่างเ็าไปที่ไทเฮาและหมอหลวงหลิน จากนั้นจึงมองมู่จื่อหลิงอย่างไม่เร่งรีบ มีรอยยิ้มแห่งความปีติบนพระโอษฐ์
ลูกสะใภ้ผู้นี้ไม่ธรรมดากว่าที่คิดไว้จริงๆ
ไม่นานมานี้ มู่จื่อหลิงสามารถทำให้ไทเฮากระอักได้ด้วยคำพูดไม่กี่คำ ยามนี้ฮ่องเต้เหวินอิ้นได้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว นางหนูผู้โง่งมที่ไทเฮาตรัสถึงอย่างเหยียดหยาม นางไม่ใช่เป็ศัตรูตัวฉกาจของไทเฮาหรอกหรือ?
เมื่อเห็นว่ามู่จื่อหลิงเหมือนจะยังไม่ยอมแพ้ ฮ่องเต้เหวินอิ้น จึงเดินไปที่นั่งบนพระที่นั่ง ยิ่งมองลูกสะใภ้ผู้นี้ก็ยิ่งพอใจ นางสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดหัวของพระองค์ได้
แม้ว่านางจะยังพูดไม่จบ แต่มู่จื่อหลิงก็ได้ยืนยันข้อมูลที่นาง้ายืนยันแล้ว
ผลลัพธ์นี้...เป็ที่น่าพอใจอย่างไม่ต้องสงสัย
ทันทีที่เอ่ยคำพูดเหล่านี้ออกมา หมอหลวงหลินซึ่งยืนเคียงข้างไทเฮาด้วยความนอบน้อมก็คุกเข่าลงพร้อมกับ ‘โอ๊ย’
ขณะที่มู่จื่อหลิงกำลังพูดอยู่นั้น สายตานางจับจ้องใบหน้าชราอันเย่อหยิ่งของไทเฮาตลอดเวลา ดังนั้นจึงไม่พลาดดวงตาที่ฉายแววตื่นตระหนกบนใบหน้าของนาง
มู่จื่อหลิงเข้าใจทันที ร่องรอยของความรังเกียจฉายแววในใจ
แน่นอนว่าสุนัขผู้ซื่อสัตย์ย่อมฟังคำเ้านาย [7] ไม่อย่างนั้นมันจะเห่าอย่างบ้าคลั่งได้อย่างไร?
ไม่รู้ว่าแม่มดเฒ่าผู้นี้มีจิตใจเช่นไร ทั้งที่เลวร้ายถึงเพียงนั้น นางกลับแสร้งทำเป็คนดีมีใจเมตตา
“ไทเฮา คือว่ากระหม่อม…” หมอหลวงหลินตัวสั่นสะท้านอยู่บนพื้น หน้าผากเต็มไปด้วยเหงื่อเย็น ราวกับว่าเขา้าอธิบายอะไรบางอย่าง
แต่...
“บังอาจ!” ไทเฮาทรงพิโรธ เลิกคิ้วอย่างเ็า ไม่รู้ว่าเป็เพราะสำนึกผิดหรือไม่ ั์ตาเหม่อลอย ไม่รู้ว่ายามนี้นางคิดอะไรอยู่
ไม่รู้ว่าไทเฮาตะคอกใส่หมอหลวงหลินที่กำลังคุกเข่า หรือเพราะนางโกรธที่มู่จื่อหลิงขัดจังหวะขึ้นมา
เพียงไม่นาน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม มู่จื่อหลิงจะคิดว่าแม่มดชราถูกสะกิดตรงจุดจนตกอยู่ในภาวะสิ้นหวัง
ดูจากท่าทางของทั้งสองคนแล้ว ฮ่องเต้เหวินอิ้นผู้อยู่ในตำแหน่งสูงสุด ซึ่งสังเกตคำพูดและการแสดงออกได้ดีที่สุด เข้าใจทันที พระองค์น่าจะคิดได้เร็วกว่านี้...รอยยิ้มเ้าเล่ห์ฉายผ่านดวงตาของฮ่องเต้เหวินอิ้น
อีกด้านหนึ่ง ยามหมอหลวงหลินได้ยินน้ำเสียงโกรธเกรี้ยวของไทเฮา
อันตราย มันอันตรายมากจริงๆ ยามนี้เขารู้สึกหวาดกลัวฉีหวางเฟยจนเกือบจะสารภาพออกมา
ด้วยคำสารภาพนี้ เขาจะต้องตายอย่างอนาถอย่างแน่นอน หากเขาไม่พูดออกไปในยามนี้ ไทเฮาย่อมมีหนทางช่วยเขา หมอหลวงหลินกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ก้มหน้าแอบปลื้มอยู่ในใจ
แต่มู่จื่อหลิงไม่หุบปากง่ายๆ นางพูดต่อในสิ่งที่เขาเพิ่งพูดไป
ใบหน้าของนางไร้เดียงสา แต่ดวงตาของนางฉายแววเย้ยหยัน “ไทเฮา ท่านว่า การเคลื่อนไหวของหมอหลวงหลินไม่ถือว่าเป็การปฏิบัติต่อชีวิตผู้คนเหมือนวัชพืชหรอกหรือ? หรือเป็เพราะสิ่งที่หมอหลวงหลินทำ? มีส่วนเกี่ยวข้องกับท่าน?”
แม้ว่าไทเฮาจะพยายามอย่างที่สุดเพื่อปกปิดความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ยามนี้เมื่อได้เห็นพระพักตร์แข็งทื่อ พระโอษฐ์ปิดแน่น แขนที่อยู่ใต้ชุดสั่นเทา สิ่งเหล่านี้อธิบายทุกอย่างได้จนหมด
---------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] ตาบอดแล้ว ยังมีจิตใจที่มืดบอดอีก (眼瞎,心也瞎) เป็คำอุปมา มีความหมายว่า ไม่รู้สถานการณ์โดยรอบอย่างสมบูรณ์
[2] แสร้งหูหนวกตาบอด (装瞎装聋) เป็คำเปรียบเปรย มีความหมายว่า ทำเป็ไม่เห็นไม่ได้ยิน หรือแกล้งไม่รับรู้
[3] ปฏิบัติต่อชีวิตผู้คนเหมือนวัชพืช (将百姓生命视如敝屣) เป็วลี มีความหมายว่า มองเห็นเื่ของผู้อื่นเป็เื่เล็กน้อย หรือมองว่าชีวิตของผู้อื่นไร้ค่า
[4] กัดไม่ปล่อย (紧咬不放) เป็สำนวน มีความหมายว่า ติดตามอย่างไม่ละวาง ทำงานเื่ใดเื่หนึ่งอย่างจริงจัง
[5] หมาพยายามจับหนู (狗拿耗子多管闲事) เป็สำนวน มีความหมายว่า คนที่เข้าไปวุ่นวายกับเื่ที่ไม่เกี่ยวกับตน นอกจากจะไม่ช่วยอะไรแล้วยังทําให้วุ่นวายมากยิ่งขึ้น
[6] นั่งพูดโดยไม่ปวดเอว (着说话不腰疼) เป็คำเปรียบเปรย มีความหมายว่า หากไม่อยู่ในสถานการณ์เดียวกันก็ไม่เข้าใจ
[7] สุนัขผู้ซื่อสัตย์ย่อมฟังคำเ้านาย (忠狗亦是听主人的话) เป็คำอุปมา มีความหมายว่า ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ซื่อสัตย์ย่อมทำตามคำสั่งของผู้เป็นายของตน