แม่เฒ่าเคอยิ่งถูกคำกล่าวนี้ของนายอำเภอทำเอาตะลึงงัน สมองที่แต่เดิมก็ไม่พอใช้การ ยามนี้ยิ่งสับสนยุ่งเหยิง พลันพลั้งปากเอ่ยออกไปโดยไม่ผ่านสมองว่า
“พวกเขาทั้งครอบครัวล้วนเป็ของชดเชย การขับออกจากสกุลก็นับว่าทำให้ครอบครัวเ้าใหญ่ได้ประโยชน์แล้ว อันที่จริงสมควรถูกขับออกจากหมู่บ้านเสียด้วยซ้ำ”
“ท่านแม่...” เคอเจิ้งหนานรีบดึงแม่เฒ่าเคอเอาไว้แล้วประสานมือคารวะ
“ใต้เท้า ท่านแม่ของข้าความรู้ตื้นเขิน ไม่รู้จักพูดจา ข้าจะพาบิดามารดาออกไปประเดี๋ยวนี้ หวังว่าใต้เท้าจะอภัยขอรับ”
ครั้นเคอเจิ้งหนานออกหน้า นายอำเภอจึงมิอาจหักหน้าอีกฝ่ายนัก เพราะถึงอย่างไรภายในมือของตนก็มีคนที่ใช้งานได้ไม่มาก เคอเจิ้งหนานก็คือหนึ่งในบรรดาคนเ่าั้
เพียงแต่นายอำเภอก็มิได้เผยสีหน้าน่ามอง ดวงตาของเขาจดจ้องไปทางแม่เฒ่าเคอด้วยความไม่พอใจ สายตาราวกับสังหารคนได้เช่นนั้นทำเอาแม่เฒ่าเคอถึงกับกายสั่นสะท้าน
ยามนี้แม่เฒ่าเคอเพิ่งได้สติกลับมาและตระหนักได้ว่าเมื่อครู่ตนทำสิ่งใดลงไป นั่นเป็ถึงท่านนายอำเภอเชียวนะ จะกล่าววาจาซี้ซั้วต่อหน้าเขาได้อย่างไร?
ผู้เฒ่าเคอหดคอเล็กน้อย ชายชราก็รับรู้ได้เช่นกันว่าครั้งนี้แม่เฒ่าเคอสร้างเื่แล้ว จึงรีบพยักหน้าค้อมเอวตามเคอเจิ้งหนานไปนั่งยังโต๊ะด้านข้าง
ครั้นจู่ๆ มีคนทั้งสองเพิ่มเข้ามา คนของโต๊ะด้านข้างล้วนไม่พอใจอย่างยิ่ง นี่ไม่เท่ากับต้องแบ่งอาหารดีๆ เหล่านี้ออกไปอีกหรือ?
สถานะครอบครัวของผู้คนในหมู่บ้านต่างไม่ร่ำรวย โดยปกติก็ไม่มีไขมันอันใด หากไม่กินขนมเปี๊ยะแป้งหยาบหรือหมั่นโถวที่แห้งเกินกว่าจะกลืน เช่นนั้นก็ต้องดื่มกินน้ำแกงผักขมที่ขมจนยากจะกลืนลงคอ
มิใช่เื่ง่ายกว่าจะได้กินอาหารที่มีเนื้อสัตว์สักมื้อ พวกเขาต่างพากันโกยลงท้องอย่างสุดกำลัง โต๊ะรอบนอกไม่กี่โต๊ะล้วนแต่เห็นก้นจานไปนานแล้ว
กระทั่งน้ำแกงภายในถาดยังถูกพวกเขาคลุกข้าวกินจนเกลี้ยง ต่างพากันวางตะเกียบไปั้แ่เนิ่นๆ
ส่วนโต๊ะที่อยู่ใกล้เคียงกับโต๊ะของนายอำเภอไม่กล้ารีบร้อน พยายามกินช้าลงอยู่บ้าง ดังนั้นข้าวปลาอาหารจึงนับว่าเหลืออยู่ไม่กี่อย่าง
มีเพียงโต๊ะของเคอเจิ้งหนานเท่านั้น เพราะทุกคนเห็นว่าเขาเป็นายทะเบียน อยากกินสิ่งใดล้วนแต่ต้องรอให้เขาคีบเสร็จและกินให้ช้าสักหน่อย นอกจากนี้ก็มีอาหารอีกหลายอย่างที่ยังกินไม่หมด
ถึงแม้จะเป็เช่นนั้น แต่การคีบอาหารของทุกคนไม่นับว่าช้า ยามนี้เมื่อมีแม่เฒ่าเคอกับผู้เฒ่าเคอเพิ่มเข้ามา แม้ต่อหน้าทุกคนจะไม่เอ่ยคำใด ทว่าภายในใจกลับบริภาษคนทั้งสองจนโชกเื :
คนเรือนผู้เฒ่าเคอช่างสมควรตายเสียจริง ทิ้งหลานสาวที่เป็ดั่งต้นไม้เขย่าทรัพย์ไม่รู้จักรักถนอม ยามนี้ยังมาประจบสอพลอและแย่งของกินกับพวกตน ช่างหน้าไม่อายเกินไปแล้ว
เคอโยวหรานเองก็ไม่พอใจแม่เฒ่าเคอกับผู้เฒ่าเคอเช่นกัน แต่เพราะยามนี้อยู่ต่อหน้าชาวบ้าน เบื้องหน้าจึงยังต้องแสร้งทำอยู่บ้าง
เนื่องจากถึงแม้พวกตนจะแยกสกุลแล้ว ทว่าในสายตาของชาวบ้าน ผู้เฒ่าเคอกับแม่เฒ่าเคอก็ยังเป็ปู่กับย่าของนาง นี่คือความจริงที่มิอาจเปลี่ยนแปลง
ไม่ว่าอย่างไรก็ยังต้องคว้าชื่อเสียงบุตรกตัญญูเอาไว้ให้ท่านพ่อ เพราะภายหน้าบิดาของตนต้องคลุกคลีในชนชั้นขุนนาง หากไม่สร้างรากฐานให้ดี เช่นนั้นก็จะถูกผู้อื่นใช้เป็ข้ออ้างได้โดยง่าย
เมื่อคิดเช่นนี้ เคอโยวหรานพลันเรียกเสี่ยวสู่กับลี่ชิวที่กลับมารายงานสถานการณ์เมื่อครู่เข้ามาแล้วเอ่ยว่า “กำชับลงไปว่าให้เติมอาหารให้โต๊ะท่านปู่ท่านย่าของข้าสักหน่อย พวกเ้ารู้ว่าควรต้องทำเช่นไรกระมัง?”
เคอโยวหรานใคร่ครวญเื่เหล่านี้จนกระจ่างแล้วจึงลองทดสอบเสี่ยวสู่กับลี่ชิว เพราะถึงอย่างไรภายหน้าพวกนางก็ต้องติดตามตน ความหลักแหลมนับเป็สิ่งสำคัญ
ในบางครั้ง เพียงหนึ่งสายตาและหนึ่งการเคลื่อนไหวของตน พวกนางจำต้องเข้าใจว่าตน้าให้ทำสิ่งใด
ยังดีที่เพื่อให้ได้อยู่ข้างกายเคอโยวหรานไปตลอด ยามปกติคนทั้งสองจึงมักใคร่ครวญและลอบศึกษาเล่าเรียนอยู่ไม่น้อย
ทันทีที่เคอโยวหรานปริปาก ทั้งสองก็เข้าใจโดยพลัน รีบขานรับและทำความเคารพ ไม่นานนักก็ยกถาดใหญ่สองใบเข้ามาแล้วเดินไปทางโต๊ะของผู้เฒ่าเคอกับแม่เฒ่าเคอ
ลี่ชิวเอ่ยเสียงดังว่า “ท่านผู้เฒ่าทั้งสองของสกุลเคอ นี่คือสุราอาหารที่ครอบครัวใหญ่สั่งให้นำมาเพิ่มให้พวกท่านโดยเฉพาะเพื่อแสดงความกตัญญู ท่านทั้งสองโปรดกินดื่มให้สำราญเ้าค่ะ”
กล่าวจบก็นำถ้วยจานอาหารที่ถูกกินจนเห็นก้นจานออกไป จากนั้นแทนที่ด้วยสุราอาหารจานใหม่จนเต็มโต๊ะ
ครั้นกระทำเช่นนี้ โต๊ะอื่นๆ ต่างทอดมองมายังฝั่งนี้ด้วยสายตาอิจฉา
ข้าวปลาอาหารเมื่อครู่ล้วนเป็อาหารเลิศรสกว่าที่พวกเขาเคยกินมาทั้งชีวิต แม้จะมีคนจำนวนไม่น้อยที่อิ่มแล้ว
แต่เมื่อได้กลิ่นหอมของอาหารยังคงน้ำลายไหลสามฉื่อ ทุกคนต่างลอบวิจารณ์เสียงเบาว่า
“เ้าใหญ่สกุลเคอช่างกตัญญูเกินไปแล้ว ทั้งที่ยามนี้ถูกไล่ออกจากสกุลและต้องตั้งสกุลเอง แต่ยังคงนึกถึงบิดามารดาของตนเองอยู่เช่นเดิม”
“ใช่แล้ว เมื่อหลายวันก่อนเคอก่วงเถียนจะออกเรือน พวกเขายังจ่ายเงินเชิญคนไปช่วยงานตั้งหลายวัน!”
“เรือนผู้เฒ่าเคอขับครอบครัวเ้าใหญ่ออกไป ยามนี้เกรงว่าคงเสียใจในภายหลังอย่างยิ่งแล้วกระมัง หากพวกเรามีลูกหลานที่รู้จักหาเงินถึงเพียงนี้ ข้ายังจะประคบประหงมคนด้วยซ้ำ มีหรือจะผลักไสออกไป?”
นายอำเภอก็อดมิได้ที่จะเอ่ยชมสองประโยค “ไอ้หยา พี่ใหญ่สกุลเคอ ท่านช่างมีเมตตาและคุณธรรมนัก การกระทำเช่นนี้ หลังกลับไปข้าจะบันทึกลงในบันทึกเหตุการณ์สำคัญให้ดี ต้องป่าวประกาศออกไปสักหน่อย”
เคอเจิ้งตงประสานมือเอ่ยอย่างสำรวมว่า “ท่านนายอำเภอกล่าวชมเกินจริงแล้ว กตัญญูต่อบิดามารดานับเป็สิ่งที่บุตรพึงกระทำ ข้าแค่ทำในสิ่งที่ตนเองทำได้อย่างสุดความสามารถเท่านั้น”
นายอำเภอโบกมือ “เอ้ย พี่ใหญ่เคอกล่าวผิดแล้ว ยามนี้ท่านแยกตั้งสกุลของตนเอง ไม่จำเป็ต้องแบกรับหน้าที่แสดงความกตัญญูต่อผู้เฒ่ากับแม่เฒ่าแต่อย่างใด การกระทำเมื่อครู่ของท่านนับเป็ความกตัญญูอย่างใหญ่หลวง สวควรต่อการถูกป่าวประกาศออกไป”
ทางฝั่งโต๊ะผู้เฒ่าเคอกับแม่เฒ่าเคอ ผู้ที่แต่เดิมลอบบริภาษบิดามารดาอยู่ในใจต่างพากันเผยสีหน้าประจบ
นึกไม่ถึงว่ากับข้าวที่เหลือเพียงไม่เท่าใดยังสามารถเพิ่มได้อีก ทุกคนจะได้กินให้หนำใจสักหน่อย ช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน
เคอเจิ้งหนานชำเลืองไปทางเคอเจิ้งตงแวบหนึ่งแล้วคิดในใจว่า : สมแล้วที่เป็พี่ชายแท้ๆ ของตน ตีกระดูกจนหักก็ยังมีเอ็นเชื่อมโยง [1] ดูคล้ายอีกฝ่ายจะยังคงมีไมตรีต่อบิดามารดาและน้องชายเช่นตนอยู่ เดิมทีก็คือครอบครัวเดียวกัน จะแตกหักกันเพียงชั่วข้ามคืนได้ที่ใด?
ภายหน้าตนต้องกลับมาเยี่ยมบ้านให้บ่อยครั้ง จะได้ฟื้นความสัมพันธ์กับพี่ใหญ่ผู้นี้เช่นกัน เมื่อดูจากการจัดงานเลี้ยงจำนวนร้อยโต๊ะในวันนี้ ยังจะมีผู้ใดสามารถหักใจใช้เงินทองซื้อข้าวปลาอาหารจำนวนมากมาจัดงานเลี้ยง ทั้งยังเชือดหมูทั้งตัวเพื่อเลี้ยงแขกได้อีกบ้าง?
ยามนี้พี่ใหญ่ผู้นี้รุ่งเรืองอย่างแท้จริง ตนควรจะเกลี้ยกล่อมบิดามารดา ให้พวกเขาทำดีต่อครอบครัวของพี่ใหญ่สักหน่อย
หากทำเช่นนั้น ครอบครัวพี่ใหญ่ถึงจะควักเงินทองเพิ่มมากขึ้นเพื่อแสดงความกตัญญูต่อเรือนเดิมมิใช่หรือ?
เมื่อคิดเยี่ยงนี้ เคอเจิ้งหนานพลันหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบเต้าหู้หนึ่งชิ้นให้ผู้เฒ่าเคอและเอ่ยว่า
“ท่านพ่อ ท่านลองชิมสิ่งนี้เถิด นี่ก็คือหยกมรกตที่โรงสุราฟู่หยวนขายชามละหนึ่งตำลึงเงิน อ่อนนุ่มหอมละมุนและเนื้อััดียิ่งนักใช่หรือไม่ขอรับ?”
“อึก...” แม่เฒ่าเคอใจนสะอึกเสียงดัง ครั้นชาวบ้านรอบข้างได้ยินเช่นนี้ก็พากันกลืนน้ำลายหนึ่งอึก
์ เมื่อครู่อาหารที่พวกเขากินเข้าไปเป็เงินเท่าใด? หนึ่งชามหนึ่งตำลึงเงิน ร้อยโต๊ะไม่เท่ากับร้อยตำลึงเงินหรอกหรือ?
สายตาของชาวบ้านจำนวนไม่น้อยที่มองไปทางเคอเจิ้งตงต่างเลื่อนลอย ผู้ใดจะนึกว่าเ้าทึ่มในกาลก่อนจะกลายเป็ผู้สูงศักดิ์มั่งคั่งของสิบลี้แปดหมู่บ้านในยามนี้ ทำเอาพวกเขาอิจฉาเจียนตายแล้ว
หางตาของเคอเจิ้งหนานชำเลืองมองสีหน้าของชาวบ้านใกล้เคียงแล้วรู้สึกลำพองใจอยู่บ้าง
เคอเจิ้งหนานรู้สึกว่าสายตาฉายแววอิจฉาที่ทุกคนจับจ้องเคอเจิ้งตงช่างราวกับกำลังทอดมองมายังตน ผู้ใดใช้ให้เคอเจิ้งตงเป็พี่ใหญ่ของเขากันเล่า?
เขาถึงขั้นหลงลืมไปเสียแล้วว่าครอบครัวของเคอเจิ้งตงแยกสกุลออกไปแล้ว
ยามนี้เคอเจิ้งหนานที่กำลังลำพองใจยังตักเต้าฮวยหนึ่งช้อนไปวางลงในชามของผู้เฒ่าเคอพลางเอ่ยว่า
“ท่านพ่อโปรดชิมสิ่งนี้ นี่ก็คือเกี๊ยวน้ำมรกต หนึ่งชามราคาหนึ่งตำลึงเชียวนะขอรับ!”
ผู้เฒ่าเคอถึงกับกัดลิ้นของตนเองดังกึก เจ็บเสียจนน้ำตาเล็ดออกมา
---------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] ตีกระดูกจนหักก็ยังมีเอ็นเชื่อมโยง 打断骨头连着筋 หมายถึง คนที่มีความสัมพันธ์กันทางสายเื ไม่ว่าอย่างไรก็ยังคงเป็ครอบครัวเดียวกัน แม้มีความขัดแย้งก็ยังรักและช่วยเหลือซึ่งกัน