หลังรับประทานอาหารเช้าแล้ว หลิ่วเทียนฉีก็พาเฉียวรุ่ยออกจากบ้านไปด้วยกัน ทั้งสองคนแบ่งของในมือออกเป็หลายส่วน แยกขายให้ร้านขายของขนาดไม่เท่ากันหลายร้านในเมือง ได้ศิลาทิพย์มาหนึ่งหมื่นสามพันห้าร้อยก้อน
เมื่อขายของเ่าั้เสร็จ หลิ่วเทียนฉีถึงพาเฉียวรุ่ยเดินวนรอบถนนใหญ่ ซื้อของอร่อยมากมายเก็บเข้าไปในแหวนมิติ วางแผนนำกลับไปวิทยาลัยให้เสี่ยวรุ่ยได้กิน
“เทียนฉี ข้ารู้สึกว่าแหวนมิติของเ้าเหมือนจะเก็บข้าวของได้มากกว่ากำไลสองวงกับแหวนมิติวงหนึ่งของข้าเลยนะ?” เฉียวรุ่ยมองคนรักอย่างสงสัยแล้วถามอย่างฉงน
ตามหลักแล้ว ตนมีอุปกรณ์อาคมเก็บของสามชิ้น มิติเก็บของน่าจะใหญ่กว่าของเทียนฉีสิ แต่พอเห็นเขาเก็บของอย่างไม่มีอุปสรรคสักนิด จึงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
“ข้าวของในแหวนมิติของข้าล้วนเก็บไว้ในยันต์เก็บของ เช่นนั้นจึงทำให้ด้านในแหวนมิติเหลือพื้นที่มากนักไงล่ะ” แหวนมิติของหลิ่วเทียนฉีเป็ขั้นสาม มิติเดิมก็ไม่เล็ก ส่วนของทั้งหมดในแหวนมิติล้วนแบ่งประเภทเก็บไว้ในยันต์เก็บของที่กำหนด พอทำเช่นนี้ จึงยิ่งประหยัดเนื้อที่ได้มาก
ได้ยินอย่างนั้น เฉียวรุ่ยก็กะพริบตาปริบๆ “ถ้าเช่นนั้น ยันต์เก็บของขั้นสามใบหนึ่งก็เท่ากับแหวนมิติขั้นสามวงหนึ่งสิ?”
“ประมาณนั้น เ้าอยากได้ไหม?” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางส่งยันต์เก็บของสามแผ่นให้
“คิกๆ ข้ามีกำไลกับแหวนมิติแล้ว ตัดใจไม่เอาก็อย่างไรอยู่ เพียงแต่ข้าได้ยินว่าศิษย์พี่หลายท่านโวยวายว่าแหวนมิติไม่พอใช้ หากข้าเอาเ้านี่ไปวิทยาลัยยุทธ์ ไม่แน่พวกเขาอาจสนใจยันต์ของเ้าก็ได้นะ?”
“ฮ่าๆๆๆ เ้านี่นะ!” หลิ่วเทียนฉีได้ยินคนรักว่าเช่นนี้ก็ส่ายศีรษะอย่างอ่อนใจ
“ไปเถอะ พวกเราไปด้านหน้าดูสักหน่อย!” เฉียวรุ่ยเก็บยันต์วิเศษแล้วเดินนำออกไป
หลิ่วเทียนฉียิ้มเย้ากับแผ่นหลังของคนรัก ก่อนรีบร้อนตามไป
วนถนนรอบหนึ่ง เฉียวรุ่ยก็พาหลิ่วเทียนฉีเดินเข้าไปในร้านของโบราณ
ร้านของโบราณนี้เปิดอยู่ด้านหลังถนน หน้าร้านไม่ใหญ่มาก นับว่าเป็ร้านเล็กร้านหนึ่ง ในร้านมีเพียงลูกจ้างกับเถ้าแก่ เมื่อทั้งสองคนเดินเข้าประตูมา เถ้าแก่จึงเข้ามาต้อนรับอย่างกระตือรือร้น
“คุณชายทั้งสอง ้าสั่งอะไรขอรับ?”
“พวกเราอยากเดินดูไปเรื่อยๆ น่ะ!” หลิ่วเทียนฉียิ้มให้เถ้าแก่อย่างมีมารยาท ก่อนเดินตามเฉียวรุ่ยมาตรงหน้าภาพวาดรูปหนึ่ง
หลิ่วเทียนฉีจ้องภาพวาดที่ขาดแหว่ง เก่าจนเหลือง สภาพดูผ่านมานาน อดเลิกคิ้วขึ้นไม่ได้
ที่วาดอยู่บนภาพคืุ์ทองคำสิบแปดคน พวกเขายืนเรียงแถวอย่างเป็ระเบียบท่ามกลางขุนเขาเขียวสายน้ำสีคราม ดูแล้วประหลาดนัก หรือว่า หรือว่าจะเป็ม้วนภาพอัญเชิญมนุษย์ทองคำกันนะ? ในนิยายต้นฉบับเคยพูดถึง ม้วนภาพนี้กับร่มหมื่นตะวันล้วนเป็อุปกรณ์อาคมที่เติบโตได้เช่นเดียวกัน อีกทั้งยังเป็สมบัติที่เฉียวรุ่ยมอบให้พระเอก!
หากไม่ใช่พระเอกมีสมบัติสองชิ้นนี้ จะพลิกสถานการณ์อันตรายในแดนลับเหิงอวี้ จนกลายเป็ระดับดวงปราณได้อย่างไรเล่า?
“เถ้าแก่ ภาพนี้ขายเท่าไร?” เฉียวรุ่ยถามเถ้าแก่ที่ยืนอยู่ด้านข้าง
“สามพันศิลาทิพย์!”
“สามพัน? แค่ภาพหนึ่งเท่านั้น ต้องหลอกเอาเงินมากเช่นนี้เลยหรือ?”
“คุณชาย ท่านอาจยังไม่รู้ นี่ไม่ใช่ภาพธรรมดานะขอรับ ขอเพียงกรอกปราณทิพย์เข้าไปในภาพ มนุษย์ทองคำสิบแปดคนในภาพนี้ก็จะขยับ พวกเขาจะแสดงวิชาชุดหนึ่งให้ท่านได้ร่ำเรียน”
“เป็เช่นนี้เองหรือ?” เฉียวรุ่ยได้ยินพลันเลิกคิ้ว ดูท่าภาพนี้จะเป็ของดีจริงเชียว
“พวกเราซื้อ!” หลิ่วเทียนฉีบอกแล้วหยิบศิลาทิพย์สามพันก้อนออกมาให้เถ้าแก่ในทันที
“ขอรับๆๆ!” เถ้าแก่รับศิลาทิพย์มา รีบก้าวเข้าไปปลดภาพวาดรูปนั้นลงจากกำแพง ช่วยม้วนให้เรียบร้อยอย่างฉับไว นำไปวางไว้ในกล่อง
“เทียนฉี?” เฉียวรุ่ยเห็นคนรักจ่ายเงินอย่างรวดเร็วก็ย่นจมูกพลางคิด ‘เทียนฉีนี่ล่ะก็ ชอบสิ้นเปลืองนัก ซื้อของล้วนไม่ยินดีต่อราคาเลย’
“ของที่เ้าชอบ ไม่ต้องต่อราคาหรอก ซื้อเลยก็พอ” ภาพอัญเชิญนี่กับร่มหมื่นตะวันล้วนเป็ของที่เฉียวรุ่ยมอบให้พระเอก เขากังวลว่าหากซื้อแล้ว พระเอกจะรู้สึกได้ รีบวิ่งมาขอซื้อกับเสี่ยวรุ่ยเฉกเช่นครั้งก่อน
“คุณชายทั้งสอง นี่ภาพวาดของท่าน!” เถ้าแก่ส่งกล่องให้ เอ่ยอย่างนอบน้อม
“อื้อ!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า ยื่นมือไปรับ
ซื้อภาพวาดเสร็จ หลิ่วเทียนฉีพาเฉียวรุ่ยออกจากร้าน เพิ่งออกจากประตูมาก็พบพระเอกกับนางเอก
“น้องเจ็ด เ้ากับเสี่ยวรุ่ยก็มาเดินเที่ยวถนนหรือ?” หลิ่วซานเห็นหลิ่วเทียนฉีจึงยิ้มทักทาย
“ขอรับ พี่สามกับศิษย์พี่หลันก็ออกมาเดินเที่ยวถนนด้วยหรือ!” หลิ่วเทียนฉีพยักหน้า เดินไปข้างหน้าก้าวหนึ่งบังเฉียวรุ่ยไว้หลังร่าง เจตนาจะปกป้อง ไม่ต้องให้ใครพูดก็รู้
“ศิษย์น้องหลิ่ว ศิษย์น้องเฉียว!” หลันอวี่ิทักทายทั้งสองคนเสียงเบา สายตาอดจับจ้องอยู่บนกล่องในมือเฉียวรุ่ยไม่ได้
เมื่อจ้องกล่องใบนั้น หลันอวี่ิมีแรงกระตุ้นบางอย่าง ้าได้ของในกล่องอย่างไม่ทราบสาเหตุ
พอเฉียวรุ่ยเห็นว่าเป็หลันอวี่ิ สิ่งที่เขาทำอย่างแรกคือโยนกล่องในมือเข้าไปในกำไลเก็บของของตน
“พี่สาม ศิษย์พี่หลัน พวกท่านค่อยๆ เดินดูนะ พวกเราอยากไปถนนถัดไปดูสักหน่อย!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางจูงมือเฉียวรุ่ย ก้าวเดินจากไป
“อื้อ!” หลิ่วซานพยักหน้า มองส่งทั้งสองคน
“ศิษย์น้องเฉียว!” พระเอกเห็นเฉียวรุ่ยจะเดินออกไปก็ร้องเรียกเสียงแ่
“มีเื่อันใดหรือ?” เฉียวรุ่ยมองต้นคอของพระเอกก่อนถามกลับ
“อ่า ข้าเห็นพวกเ้าเพิ่งออกมาจากร้านของโบราณ ไม่ทราบว่าซื้อของดีอะไรมาหรือ?” หลันอวี่ิมองอีกฝ่ายเล็กน้อย เอ่ยถามอย่างเกรงใจ
“ชิ ข้าอยากซื้ออะไรก็ซื้ออันนั้น เกี่ยวอันใดกับเ้าเล่า?” เฉียวรุ่ยตอบกลับเหมือนเป็เื่ธรรมดา
พอได้ยินคำตอบ พระเอกลูบจมูกอย่างกระอักกระอ่วน “อ่า ข้าก็แค่ลองถามดู!”
เขาเพียงสงสัยว่ากล่องใบนั้นที่แท้คือสิ่งใด และทำไมตนถึงอยากได้ของชิ้นนั้นเช่นนี้?
“ขอโทษด้วย ข้าเป็บุรุษที่มีสามีแล้ว ไม่อาจตามสบายกับบุรุษคนอื่นได้” เฉียวรุ่ยพูดจบก็ไม่หันกลับมา เดินจากไปกับหลิ่วเทียนฉี
หลันอวี่ิมองแผ่นหลังของพวกเขา นิ่งอึ้งอยู่เนิ่นนาน “ข้า ข้าไม่ได้ล่วงเกินพวกเขาไปสินะ?”
ทำไมเขารู้สึกว่า ยามเฉียวรุ่ยพูดกับตนมักจะโกรธฮึดฮัดอยู่ตลอดกัน?
“ฮ่าๆ อาจเพราะน้องเจ็ดดูใส่ใจที่เสี่ยวรุ่ยพูดกับบุรุษคนอื่น เฉียวรุ่ยจึงรำคาญที่จะพูดกับท่านกระมัง?” หลิ่วซานยิ้มเจื่อนก่อนอธิบาย
ได้ยินเข้า หลันอวี่ิพลันยิ้มเจื่อนไปด้วย “น้องเจ็ดของเ้าน่ะเป็ไหน้ำส้มเสียจริง”
“ไปกันเถอะ พวกเราก็ไปดูร้านขายของโบราณร้านนี้กัน!” พระเอกมองหลิ่วซือที่อยู่ข้างกาย เสนอให้ไปร้านนั้น
“ได้สิ!” นางเอกพยักหน้า ทั้งสองคนจึงเดินเข้าร้านไปด้วยกัน
“ฮะๆๆ พวกโง่สองคนนั่น แค่วิชาขั้นหนึ่งชุดหนึ่งเท่านั้นถึงกับจ่ายสามพันก้อนศิลาทิพย์เชียวหรือ? เถ้าแก่ ท่านช่างฉลาดปราดเปรื่องเสียจริง!” ลูกจ้างมองเถ้าแก่ของตน รีบร้อนประจบ
“ข้าเปิดราคาสามพัน ที่จริงพวกเขาจะต่อราคาย่อมได้ แต่คนรักของบุรุษสองเพศน้อยนั่นดูท่าคงไม่ขาดแคลนเงิน ไม่ต้องพูดคำที่สองก็เอาศิลาทิพย์ออกมา และยังมาบอกว่าภรรยาชอบสิ่งใดก็ซื้อสิ่งนั้นให้อีก!”
“ฮะๆๆ เป็เ้าโง่ทั้งสองจริงๆ ”
ได้ยินบทสนทนาของเถ้าแก่กับลูกจ้าง พระเอกกับนางเอกสบตากัน ในใจคิด ‘พวกเขาคงไม่ได้พูดถึงหลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยหรอกนะ?’
“เถ้าแก่ เมื่อครู่คุณชายสองคนนั้นซื้อสิ่งใดจากที่นี่ไปหรือ?” หลันอวี่ิถามเถ้าแก่อย่างใคร่รู้
ได้ยินคำนี้ เถ้าแก่กับลูกจ้างรีบร้อนเก็บรอยยิ้มบนใบหน้า
“ไม่ ไม่ได้ซื้ออะไรขอรับ!” เถ้าแก่คิดว่าอีกฝ่ายจะเรียกร้องขอศิลาทิพย์ ถึงได้ปฏิเสธ
“เ้า เ้าเอาวิชาขั้นหนึ่งขายเป็ขั้นสองให้น้องเจ็ดของข้า หลอกเอาศิลาทิพย์สามพันก้อนของเขาไปอย่างนั้นหรือ?” หลิ่วซานมองอีกฝ่าย ตั้งคำถามใส่อย่างโกรธเกี้ยว
“แม่นาง หากไม่มีหลักฐานท่านอย่าได้พูดส่งเดชเชียว อีกอย่าง ข้าเพียงบอกคุณชายทั้งสองว่านั่นคือวิชา ไม่เคยบอกว่านั่นเป็วิชาขั้นสองนะ? ล้วนเป็การยินดีซื้อขาย หากพวกเขารังเกียจ เห็นว่าแพงจะต่อราคาก็ได้นี่? แต่พวกเขาไม่ทำเช่นนั้น จะมาโทษข้าเพียงฝ่ายเดียวคงไม่ได้กระมัง” เถ้าแก่พูดเหมือนเป็เื่ถูกต้อง
ได้ยินคำพูดของเถ้าแก่ หลิ่วซานยิ่งโกรธเกรี้ยวหนัก “เ้า เ้าพ่อค้าชั่วคนนี้!”
“ไปเถอะ พวกเราไปหาศิษย์น้องทั้งสองกัน!” พระเอกบอกเสียงเบา
ทะเลาะกับเถ้าแก่ไปก็ไร้ประโยชน์ สู้ไปหาพวกเขา เอาของกลับมาให้อีกฝ่ายชดใช้เงินไม่ดีกว่าหรือ
“นั่นก็ถูก!” นางเอกพยักหน้า เดินออกไปด้วยกันกับพระเอก
“เถ้าแก่ คงไม่เกิดเื่หรอกกระมัง?” ลูกจ้างมองเถ้าแก่พลางเอ่ยอย่างกังวล
“กลัวอะไรกันเล่า? แค่สามพันก้อนศิลาทิพย์ พวกเขายินดีจ่ายเอง ข้าไม่ได้บังคับสักหน่อย? โวยวายเื่นี้ไปถึงจวนเ้าเมือง พวกเขาก็ไม่มีเหตุผล!” เถ้าแก่ตอบอย่างมั่นอกมั่นใจ
“อืม นั่นก็จริงขอรับ!” ลูกจ้างพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
.........
เมื่อกลับมาถึงบ้าน เฉียวรุ่ยนั่งลงบนเก้าอี้อย่างกรุ่นโกรธ
“สารเลวหลันอวี่ินั่น ทำไมหลอกหลอนไม่เลิกราปานนี้นะ? พวกเราไปที่ไหน เขาต้องตามไปที่นั่นหรือไง?”
“อย่าโกรธไปเลย หลังจากนี้พวกเราพยายามหลบเขาก็พอแล้ว!” หลิ่วเทียนฉีกอดไหล่คนรัก ปลอบเสียงแ่
พระเอกกับเฉียวรุ่ยเกี่ยวพันกันลึกยิ่งนัก การพบพานโดยไม่คาดคิดเช่นนี้ ล้วนเป็การชักนำของนิยายต้นฉบับ ทำให้เขาหงุดหงิดเป็อย่างมาก โชคดีที่เขาอยู่ข้างกายเสี่ยวรุ่ยตลอด พระเอกถึงไม่มีโอกาสเข้าทำร้าย
“เทียนฉี เ้าว่าหลันอวี่ิจะเหมือนข้าหรือไม่ มีตาทิพย์หยั่งรู้เหมือนกัน? เพราะอย่างนั้น ทุกครั้งที่ข้าซื้อได้ของดี เขาถึงมักชอบวิ่งมาตอแยข้า!” เฉียวรุ่ยจ้องคนรัก กล่าวอย่างฉงน
“ไม่ เขาไม่มีตาทิพย์หยั่งรู้หรอก จิ้งจอกน้อยเคยบอกนี่ โชคชะตาเขาดีเหนือฟ้า ััถึงของดีจำนวนหนึ่งได้”
“จิ้งจอกน้อย เป็เช่นนั้นหรือ?” เฉียวรุ่ยก้มศีรษะถามจิ้งจอกน้อยในถุงเลี้ยงอสูร
‘ไอ้หนูสองคนนี่ ข้าไม่ได้ชื่อจิ้งจอกน้อย ข้าชื่อจินเยี่ยน จินเยี่ยนต่างหากล่ะ!’
ได้ยินเสียงคำรามของมัน หลิ่วเทียนฉีก็ยิ้มอ่อน เฉียวรุ่ยลูบจมูก อันที่จริง จิ้งจอกน้อยบอกชื่อกับพวกเขาตั้งนานแล้ว เพียงแต่พวกเขาชินที่จะเรียกอีกฝ่ายว่าจิ้งจอกน้อยเท่านั้น
“จินเยี่ยน หลันอวี่ิคนนั้นมีโชคชะตาดีเหนือฟ้าอะไรนี่จริงหรือ?”
“ใช่แล้ว กระแสโชคชะตาของเ้าหมอนั่นดียิ่งนัก หากเ้าซื้อภาพนั่นช้าไปก้าวหนึ่ง เป็ไปได้อย่างยิ่งว่าภาพวาดนั่นจะถูกเ้าหมอนั่นซื้อ แม้เขาไม่มีตาทิพย์หยั่งรู้ แต่ก็ััได้ว่าสมบัตินั่นมีความวิเศษ ความสามารถคล้ายคลึงกับตาทิพย์หยั่งรู้ของเ้าเชียวล่ะ”
“อันตรายนัก โชคดีที่เทียนฉีจ่ายเงินเร็ว ไม่เช่นนั้นคงถูกสารเลวนั่นตัดหน้าไปแล้ว!” พูดถึงตรงนี้ เฉียวรุ่ยก็ตบหน้าอกเบาๆ ผ่อนลมหายใจยาวทีหนึ่ง
“หลังจากนี้ หากพบของดีเป็พิเศษ เ้าอย่าได้ต่อราคา ยอมจ่ายศิลาทิพย์มากหน่อยย่อมดีกว่าพลาดไปนะ!” หลิ่วเทียนฉีมองคนรักพลางเอ่ยเตือนอย่างจริงจัง
“เทียนฉี เ้าก็รู้ว่าภาพวาดนั่นดีมากเหมือนกันหรือ?” เฉียวรุ่ยกะพริบตาปริบๆ ถามอย่างงุนงง
แปลก ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าเทียนฉีก็มีตาทิพย์หยั่งรู้เหมือนกันเล่า?
“ข้าไม่มีตาทิพย์หยั่งรู้สักหน่อย ไยข้าจะรู้ว่าภาพวาดนั้นดีหรือเลวเล่า? ข้าเพียงเห็นเ้าจ้องภาพนั้นด้วยสายตาเหม่อลอยอยู่นาน ถึงได้ใจกล้า คาดเดาว่านั่นเป็ของดี จ่ายศิลาทิพย์อย่างไม่ลังเลสักนิดอย่างไงล่ะ”
“อ้อ เป็เช่นนี้เอง เช่นนั้นเ้าก็เข้าใจข้าจริง สิ่งนี้เป็ของดีมากเชียวนะ!” เฉียวรุ่ยพูดพลางเอาภาพวาดออกมาอย่างระมัดระวัง
“ดีอย่างไรเล่า?” หลิ่วเทียนฉียิ้มให้คนรัก รู้อยู่แต่ก็จงใจถาม
“คนในภาพวาดรูปนี้อัญเชิญออกมาได้ แถมพวกเรายังเอาคนในโลกใบนี้มาขังในภาพนี้ ทำให้พวกเขาออกมาไม่ได้ชั่วนิรันดร์อีก เพราะหากถูกขังอยู่ในภาพวาดสี่สิบเก้าวัน พวกเขาจะตายไปเอง กลับกลายเป็ความว่างเปล่า”
“ดีปานนี้เชียว?” ถึงกับขังผู้อื่นไว้ในโลกของภาพวาดได้ มหัศจรรย์เกินไปกระมัง?
“แน่นอนสิ ไม่เช่นนั้นข้าไม่มองอยู่นานเช่นนั้นหรอก? เทียนฉี เ้ารีบทำพันธสัญญากับมันเถอะ ภาพนี้กับร่มหมื่นตะวันล้วนเป็อุปกรณ์อาคมประเภทที่เติบโตได้เช่นเดียวกัน ต้องทำพันธสัญญาก่อน พวกมันถึงจะเชื่อมต่อจิตใจกับเ้านาย สำแดงพลังออกมาได้” เฉียวรุ่ยมองหลิ่วเทียนฉี เอ่ยทีละคำอย่างตั้งใจ
หลิ่วเทียนฉีได้ยินอย่างนั้นก็จุมพิตริมฝีปากน้อยอย่างรักใคร่
เด็กโง่ ทำไมเสี่ยวรุ่ยของตนถึงโง่เช่นนี้ ในนิยายต้นฉบับ เขามอบร่มหมื่นตะวันกับภาพอัญเชิญให้พระเอกโดยไม่ลังเลสักนิด ส่วนไอ้สารเลวนั่นก็ทำพันธสัญญากับสมบัติทั้งสองชิ้นอย่างหน้าไม่อาย
ตอนนี้คนที่เฉียวรุ่ยรักคือตน เขาจึงมอบสมบัติทั้งสองชิ้นให้อย่างไม่ลังเลอีกครั้ง เด็กโง่นี่นะ จะไม่ให้เขารักถึงก้นบึ้งหัวใจได้อย่างไรกันเล่า?
