ั์ตาสีน้ำตาลเทามองสบสายตาคมก่อนพยักหน้ารับเบาๆ แม้ว่าจะไม่อยากทำตามที่อีกฝ่ายออกคำสั่ง
“เธอชื่ออะไร เรียนอยู่ปีไหน สาขาอะไร ?”
หลี่หยางถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่ว่าเด็กหนุ่มจะตอบความจริงหรือโกหกก็ต้องให้อี้เฉินไปหาประวัติของอีกฝ่ายมาอย่างละเอียด
“ลุงถามทำไมวะ ?”
ดริวถามกลับด้วยความปากไว คิ้วเรียวขมวดมุ่นมองอีกฝ่ายอย่างสงสัย สมองอันชาญฉลาดคิดไปต่างๆ นาๆ ไอ้ลุงนี่คงไม่ได้คิดจะไปทำอะไรที่มหาวิทยาลัยใช่ไหมวะ
“แค่อยากรู้”
“ผมไม่จำเป็ต้องตอบ” เมื่อได้ยินคำตอบสุดกวน เด็กหนุ่มจึงพูดสวนกลับไปทันที
“หึ งั้นก็ไม่ต้องเรียน” หลี่หยางเค้นเสียงในลำคอเมื่อเด็กหนุ่มเริ่มปากดีใส่ตนอีกครั้ง
“เห้ย ! ผมอยากเรียน ดริว ชื่อแอนดริว วิศวกรรมยานยนต์ ปี 2”
ดริวร้องเสียงหลงด้วยความใ รีบบอกทุกอย่างตามที่อีกฝ่ายอยากรู้เพราะกลัวจะไม่ได้เรียน เด็กหนุ่มรู้ดีว่าร่างสูงตรงหน้าสามารถทำได้อย่างที่พูด และอาจทำได้มากกว่านั้น
“อืม ปิดเทอมฉันจะให้ลูกน้องมารับ แล้วไม่ต้องโง่คิดหนีให้เสียเวลา”
ดริวที่กำลังแอบวางแผนในใจก็ต้องชะงักเล็กน้อย เมื่อร่างสูงรู้ทันสิ่งที่เขาคิดจะทำ แต่ไม่เป็ไร เขายังมีเวลาอีกประมาณหนึ่งเดือนในการคิดหาทางออกสำหรับเื่นี้ เผื่อถึงเวลานั้นร่างสูงอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้
“ครับ ผมจะเชื่อฟัง”
ใบหน้าหล่อขยับขึ้นลงเบาๆ พร้อมน้ำเสียงที่อ่อนลงราวกับว่าจะเชื่อฟังอีกฝ่ายตามที่พูดจริงๆ
“คุกเข่าแล้วคลานมาหาฉัน”
หลี่หยางที่ได้ยินดังนั้นจึงออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงดุดัน อยากรู้เหมือนว่าอีกฝ่ายจะทำตามคำพูดของตัวเองได้รีเปล่า
“ห๊ะ !”
ดริวร้องเสียงหลงอีกครั้ง ั์ตาสีน้ำตาลเทาเบิกกว้างด้วยความใ เขาเป็มนุษย์ไม่ใช่หมา จะให้เขาคลานไปหาทำไม หรือไอ้ลุงมันคิดว่าเขาเป็สัตว์เลี้ยง โรคจิตเสียจริง
“ฉันพูดครั้งเดียว ถ้าไม่ทำก็ไปหาเงินมาคืนภายในวันนี้”
เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างราบเรียบแต่ทว่าดุดันในคราเดียว สายตาคมดุจเหยี่ยวมองเด็กหนุ่มนิ่งๆ ด้วยสายตาที่ยากเกินกว่าจะคาดเดา
“จะบ้าเหรอคุณ เงินตั้ง 1000 ล้าน เวลาแค่วันเดียวใครมันจะหาได้ทัน”
ดริวโวยวายเสียงดังลั่นมือเรียวกำหมัดแน่นกับความบ้าอำนาจของร่างสูงที่ดูไม่มีเหตุผลเลยสักนิด
“นั่นมันเป็ปัญหาของเธอไม่ใช่ฉัน ถ้าไม่ทำตามคำสั่งก็ออกไป !!!”
เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างดุดัน ทั้งยังตะคอกเสียงดังลั่นทำให้เขาสะดุ้งเฮือกเสียวสันหลังวาบเพราะสายตาที่ร่างสูงมองมาชั่งน่ากลัว เด็กหนุ่มรับรู้ได้ถึงอันตรายหากยังดื้อด้านคิดจะลองดี
ทั้งชีวิตดริวไม่เคยคิดว่าตัวเองจะต้องหมดสิ้นหนทางและตกอยู่ในสภาพแบบนี้ มือเรียวกำหมัดแน่นด้วยความคับแค้นใจกับความอัปยศตรงหน้า เขากัดฟันอย่างอดกลั้นก่อนจะย่อตัวลงคุกเข่าคลานสี่เท้าเข้าไปหาอีกฝ่ายช้าๆ
หลี่หยางมองภาพตรงหน้าอย่างพึงพอใจ มุมปากหนากระตุกขึ้นเล็กน้อยก่อนจะกลับมาราบเรียบดังเดิม
“หึ เด็กที่ไหนที่มันเพิ่งบอกฉันว่าจะเชื่อฟัง ?”
มือหนาช้อนคางเรียวขึ้น ก่อนจะโน้มใบหน้าหล่อลงมาประกบริมฝีปากจูบอย่างรวดเร็ว กลีบปากบางแดงระเรื่อนุ่มนวลกว่าที่หลี่หยางคิดเอาไว้ เขาทั้งบดจูบและดูดดึงอย่างไร้ความปราณีทำให้ริมฝีปากบางเริ่มบวมเจ่อร์
“อื้ออออ”
ดริวร้องประท้วงในลำคอกับการกระทำที่แสนหยาบโลน ฟันคมขบกัดลงมาทำให้เขาต้องอ้าปากรับลิ้นร้อนที่สอดแทรกเข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัว ร่างสูงตักตวงหยาดน้ำหวานจากโพรงปากบางอย่างเอาแต่ใจ ไม่ว่าเขาจะหลีกหนีไปทิศทางใดลิ้นร้อนก็ไล่ต้อนทำให้เขานั้นจนมุม สุดท้ายเด็กหนุ่มจึงต้องจูบตอบกลับไปอย่างไม่ยอมแพ้ มือเรียวที่เคยจับข้อมือหนาเอาไว้แน่นตอนนี้เริ่มคลายออกอย่างอ่อนแรง รสจูบอันดูดดื่มและเร่าร้อนมากขึ้นจนเด็กหนุ่มหายใจแทบไม่ทัน สมองพร่าเบลอไปหมด หัวใจของเขาสั่นระรัวไม่เป็จังหวะ ความรู้สึกหวาบหวามเริ่มแผ่ซ่านกระจายไปทั่วร่าง กลิ่นหอมเย็นๆ ของร่างสูงยิ่งกระตุ้นให้เขามีอารมณ์ร่วมกับอีกฝ่ายมากขึ้น
“อ่าาา”
เพราะภายในห้องโถงนั้นเงียบมากจึงทำให้ลูกน้องของหลี่ หยางทุกคนได้ยินเสียงครางหวานๆ ที่ริดลอดออกมาหลังจากริมฝีปากได้เป็อิสระ ดริวยกหลังมือเรียวเช็ดน้ำลายที่หกเลอะตรงมุมปากด้วยความเจ็บใจที่ตัวเองเคลิบเคลิ้มไปกับัันั้น ั์ตาสีน้ำตาลเทามองอีกฝ่ายอย่างแค้นเคือง ดูเหมือนว่าร่างสูงแค่อยากลงโทษที่เขานั้นปากดี
“ฉันแค่เช็คของ แค่นี้ถึงกับครางเด็กน้อยจริงๆ”
น้ำเสียงเ็าเอ่ยขึ้นอย่างเย้ยหยัน สายตาคมมองเด็กหนุ่มอย่างนึกขำในใจ
ดริวทิ้งตัวลงนั่งไปกับพื้นสองมือเรียวกำหมัดแน่นจนตัวสั่น ทั้งโกรธทั้งอายใบหน้าเห่อร้อนแทบไหม้เมื่อร่างสูงทำเื่น่าอายต่อหน้าลูกน้องนับสิบซึ่งทุกคนภายในห้องทำราวกับว่าไม่เห็นภาพเมื่อครู่
“อี้เฉินพาดริวไปที่พัก พรุ่งนี้พาไปส่งด้วย”
มุมปากหนาของหลี่หยางเหยียดยิ้มด้วยความสะใจ วิธีนี้คงแก้ความปากดีของอีกฝ่ายได้ไม่เลวเลย
“ครับนายท่าน คุณดริวเชิญทางนี้ครับ”
ทันทีที่ได้รับคำสั่งอี้เฉินเดินมาหยุดยืนตรงหน้าเด็กหนุ่มก่อนย่อตัวลงเพื่อช่วยพยุงร่างบางให้ลุกขึ้นยืน
“ขอบคุณครับ แต่ผมลุกเองได้ โดนจูบแค่นี้ขาไม่ได้เป็ง่อย”
ดริวปฏิเสธพร้อมต่อว่าร่างสูงในคราเดียวกัน เขาลุกขึ้นเดินนำลูกน้องคนสนิทของอีกฝ่ายออกจากห้องโถง โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้พักที่ห้องไหน แต่คิดว่าคงไม่ใช่ห้องนอนคนใช้
“ทางนี้ครับ”
อี้เฉินแอบยิ้มเมื่อเด็กหนุ่มหยุดเดินและมองมาอย่างถามไถ่ทางสายตา เขาเดินไปส่งอีกฝ่ายจนถึงห้องนอนและไม่ลืมเอ่ยเตือน
“อยู่ที่นี่กรุณาอย่าสร้างความวุ่นวาย ผมขอเตือนด้วยความหวังดี เดี๋ยว 6 โมงเย็นผมจะมาตามคุณไปทานข้าว”
“ครับ”
หลังจากอี้เฉินออกจากห้องไปแล้ว เด็กหนุ่มก็ทำการสำรวจห้องนอนที่ต้องใช้ในคืนนี้อย่างละเอียด ก่อนจะกลับมานั่งคิดทบทวนเื่ราวที่เกิดขึ้นในวันนี้
เมื่อถึงเวลาอี้เฉินก็มาพาเขาไปทานมื้อเย็นที่ห้องอาหาร ั์ตาคู่สวยกวาดมองไปรอบๆ แล้วก็ต้องพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อไม่พบร่างสูงเ้าของคฤหาสน์ เขานั่งลงทานมื้อเย็นด้วยความสบายใจเพราะไม่มีสิ่งกวนใจ หลังจากทานอาหารเสร็จเรียบร้อยเขาก็กลับเข้าห้องตามเดิม แต่ในขณะที่กำลังจะถึงห้องนอนเขาก็ได้เดินสวนกับเด็กหนุ่มหน้าสวย ร่างบางน่าทะนุถนอมถูกชายชุดดำพาเข้าห้องซึ่งอยู่ห่างจากห้องที่ตนอยู่ไม่มากด้วยความสงสัย ดริวเข้าห้องตัวเองก่อนจะแย้มประตูเพียงเล็กน้อยเพื่อมองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้านนอก เพียงไม่กี่นาทีต่อมาหลี่หยางก็เดินเข้าไปในห้องนั้น
ผ่านไปสักพักเมื่อเห็นว่าไม่มีบอดี้การ์ดยืนเฝ้าที่หน้าประตูจึงรีบเอาหูไปแนบเพื่อแอบฟังด้วยนิสัยชอบเผือก
“อ๊ะ อ่าาาา อื้อ อ๊ะๆ อ๊าาา”
“คุณมาทำอะไรตรงนี้ ?”
ยังไม่ทันที่ดริวจะได้จิตนาการถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในห้องก็มีเสียงทุ้มปนดุดันดังขึ้นจากด้านหลัง ร่างบางสะดุุ้งสุดตัวด้วยความใก่อนหันกลับไปมองช้าๆ ปรากฏว่าเป็อี้เฉินลูกน้องคนสนิทของหลี่หยางที่กำลังมองเขาด้วยสายตาดุๆ
“พอดีผมเห็นว่ามีจิ้งจกเกาะอยู่ตรงประตูครับเลยช่วยไล่ แต่ตอนนี้มันไปแล้ว” ดริวหันไปตอบด้วยรอยยิ้มทะเล้น มือเรียวยกขึ้นลูบท้ายทอยอย่างเก้อเขินเมื่อรู้ว่าตัวเองนั้นโดนจับได้ว่าแอบฟัง
“ไม่ใช่เื่ของคุณ กลับไปอยู่ในที่ของตัวเอง”
ดริวรีบเดินกลับเข้าห้องของตัวเองทันทีโดยไม่ต้องให้อีกฝ่ายไล่ซ้ำ แต่ถึงจะเป็อย่างนั้นเขาก็รู้ดีว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นภายในห้องนอนนั่น เสียงร้องครวญครางดังลั่นออกมาเสียขนาดนั้นไอ้ลุงคงร้อนแรงไม่เบา เมื่อนึกมาถึงตรงนี้ใบหน้าหล่อก็เริ่มเห่อร้อนขึ้นสีระเรื่อเพราะเผลอคิดถึงจูบเมื่อตอนกลางวัน เด็กหนุ่มสะบัดใบหน้าไปมาเพื่อไล่ความคิดนั่นออกจากสมองก่อนทิ้งตัวลงนอนด้วยจิตใจที่ว้าวุ่น
