กระบี่อสูรสั่นะเื หมายความว่าบริเวณใกล้เคียงมีภูตผีปีศาจ
ลู่เต้าขมวดคิ้วครุ่นคิด “ไม่ใช่สิ? ูเาแห่งนี้มิได้อยู่ภายใต้การคุ้มครองของเซียนหรอกหรือ เหตุใดจึงมีปีศาจอยู่ได้เล่า”
กระบี่อสูรยิ่งสั่นะเืทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ บ่งบอกว่าอีกฝ่ายกำลังใกล้เข้ามา
บัดนี้ม่านหมอกปกคลุมทั่วูเา เบื้องหน้าถูกหมอกหนาทึบปกคลุมจนมองไม่เห็นทาง หากไม่ระวังอาจจะพลาดตกลงไปจากหน้าผาและแหลกเป็ชิ้นๆ ได้ทุกเมื่อ
ในสถานการณ์เช่นนี้ หากถูกปีศาจตามรังควานคงไม่ใช่เื่ดี เขาจึงตัดสินใจล่าถอยพร้อมเหยื่อที่ล่าได้ เนื่องจากไก่ป่าที่แขวนอยู่บนต้นสนแก่ส่งเสียงร้องไม่หยุด ลู่เต้าจึงใช้เสียงเป็ตัวนำทาง และพบตะกร้าไม้ไผ่ที่บรรจุเหยื่อเต็มตะกร้าได้อย่างรวดเร็วในม่านหมอก
ไก่ป่าที่จับมาได้ปลอดภัยดี เมื่อตรวจสอบแล้วว่าไม่มีอะไรผิดปกติ เขาก็แบกตะกร้าไม้ไผ่เตรียมลงจากเขา แต่ทันทีที่หันหลังกลับไป เท้าของกลับหยุดชะงัก
เพราะเบื้องหน้าในม่านหมอกสีขาวกลับมีเงารางๆ ปรากฏขึ้น!
“ผู้ใด” ลู่เต้าเตรียมธนูเล็งไปที่เงาพลางะโ “หากไม่เอ่ยปาก ข้าจะยิงธนูแล้ว!”
อีกฝ่ายยังคงนิ่งเฉย สายธนูในมือลู่เต้าตึงจนถึงขีดสุด หากออกแรงอีกเพียงนิด ธนูทั้งคันก็จะขาดสะบั้น
ลู่เต้าจ้องมองเงาไม่วางตา ไม่นานนัก หมอกก็ไหลวน เผยให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของเงาดำ
ที่แท้เงาดำที่เขาเห็นเป็เพียงตอไม้เท่านั้น เมื่อรู้ว่าตนเองเข้าใจผิด ลู่เต้าจึงค่อยๆ วางธนูลง “อะไรกัน...ทำให้ข้าใแทบแย่”
ขณะที่ลู่เต้าคิดว่าตนเองตื่นตระหนกจนคิดไปเอง เื้ัก็มีไอเย็นะเืแผ่ซ่านออกมาอย่างบอกไม่ถูก กระแสลมปราณพุ่งเข้าโจมตีเขาอย่างรวดเร็ว
ถึงแม้ลู่เต้าจะตอบสนองและเบี่ยงตัวหลบได้ทันที แต่แก้มก็ยังคงมีรอยขีดข่วน เสื้อตรงอกขาดวิ่น
ตอไม้ที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็ศัตรูเื้ันั้นโชคร้ายยิ่งนัก ถูกพลังไร้รูปร่างที่รุนแรงฟาดจนขาดสะบั้นกลางลำต้น เรือนยอดขนาดใหญ่และลำต้นโค่นล้มลง หมอกฟุ้งกระจายดุจแหวกเมฆาบนท้องนภา
ลู่เต้าตอบสนองอย่างรวดเร็ว เขาดึงธนูหันหลังกลับไปยิงธนูไปทางที่ลมปราณพัดมา หมอกถูกธนูที่พุ่งออกไปแหวกเป็ทาง
แต่น่าเสียดาย ธนูที่ยิงออกไปด้วยความมั่นใจกลับพลาดเป้า!
หมอกไหลกลับมาเติมเต็มช่องว่างที่ธนูฉีกออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่เหลือร่องรอยใดๆ ไว้เลย
“แย่แล้ว เป็ปีศาจไร้รูปร่าง!” ลู่เต้านึกถึงวิธีรับมือกับปีศาจประเภทนี้ที่ไป๋เสียเคยสอนเอาไว้ เขารีบหยิบยันต์ออกมาจากอก
ยันต์แต่ละแผ่นมีทั้งกระดาษยันต์ คาถา และสีสันที่แตกต่างกันไป ทำเอาเขามองจนตาลายไปหมด ไม่รู้ว่าแต่ละแผ่นมีอิทธิฤทธิ์อย่างไร
“ยันต์เปิดเผย...ยันต์เปิดเผย...นี่ใช่หรือไม่” ลู่เต้าหยิบยันต์สีขาวแผ่นหนึ่งขึ้นมาดู แล้วส่ายหน้าทันที “ไม่ใช่ๆ ภายในผนึกิญญาของจู้หลงและเจี่ยเหยียนอันเอาไว้ หากเผาไปก็เท่ากับปลดปล่อยพวกเขา ในภายภาคหน้าพวกเขาต้องก่อหายนะอย่างแน่นอน”
ในที่สุด ยันต์สีเขียวแผ่นหนึ่งก็ทำให้ลู่เต้านึกขึ้นได้ เขาหยิบมันขึ้นมา พบว่า้าเขียนตัวอักษร ‘เปิดเผย’ ด้วยชาดสีแดงสด ก็ดีใจขึ้นมา “เจอแล้ว!”
อีกฝ่ายเข้าโจมตีจากด้านหลังอีกครั้ง ครั้งนี้ลู่เต้าที่เตรียมพร้อมเอาไว้แล้วจึงหลบได้อย่างง่ายดาย เขายกนิ้วขึ้นมาหนีบยันต์เอาไว้ พลางร่ายคาถา จากนั้นยันต์สีเขียวก็ลุกไหม้ขึ้นเองจนกลายเป็ขี้เถ้าในพริบตา
“จงเปิดเผยร่าง!”
สิ้นเสียง ม่านหมอกก็มีแสงสีเขียววาบขึ้น หมอกสีขาวที่หนาทึบบิดเบี้ยวรวมตัวกันในอากาศ ก่อนจะกลายเป็ใบหน้าอันน่าสะพรึง ใบหน้านั้นบิดเบี้ยวผิดรูป ส่งเสียงกรีดร้องน่าขนลุก เหมือนว่ามันกำลังทนทุกข์ทรมานจนต้องเปิดเผยร่าง
ลู่เต้าเห็นใบหน้าที่ก่อตัวขึ้นจากหมอกในม่านหมอกก็เอ่ย “ปีศาจหมอก!”
เมื่อเป็ปีศาจไร้รูปร่างเช่นนี้ ธนูจึงไร้ประโยชน์ ลู่เต้าหยิบขลุ่ยสีเขียวออกมา พลิกมือเปลี่ยนเป็ไม้สะกดมารสีดำ ลวดลายส่องประกายสีทองระยิบระยับ
“ในเมื่อมองเห็นแล้ว ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว”
ลู่เต้ากำไม้สะกดมารแน่น ขณะที่ปีศาจหมอกยังถูกยันต์เปิดเผยตรึงไว้ไม่อาจขยับได้ เขาจึงพุ่งเข้าไปยกไม้สะกดมารสีดำเงื้อฟาดลงไปอย่างแรง ไม้สะกดมารฟาดฟันใบหน้าอันบิดเบี้ยวของปีศาจหมอกจนขาดเป็สองซีก
ถึงแม้ปีศาจหมอกจะถูกฟันขาดเป็สองท่อนแล้ว เสียงกรีดร้องอันแหลมก็ยังคงดังไม่หยุด ไม่นานนักปีศาจหมอกก็ถูกหมอกซ่อมแซมอย่างช้าๆ ราวกับธนูที่ฉีกกระชากม่านหมอกก่อนหน้านี้
เมื่อเห็นว่าปีศาจหมอกกำลังจะฟื้นตัว ลู่เต้าจึงสะบัดไม้สะกดมารในมือต่อไป ทุบตีอีกฝ่ายจนกระจัดกระจาย แต่หมอกที่กระจายออกไปก็ค่อยๆ รวมตัวกัน และก่อร่างเป็ใบหน้าของปีศาจหมอกอีกครา
ทุกครั้งที่โจมตี ลู่เต้ารู้สึกเหมือนแค่กำลังทุบตีอากาศธาตุ เขาจึงรู้ทันทีว่าหัวที่ลอยอยู่ในหมอกนี้หาใช่ร่างจริงของปีศาจหมอก!
“แย่แล้ว...”
ไม่ว่าจะทุบตีจนขจัดขจายกี่หน สุดท้ายปีศาจหมอกก็จะกลับมารวมตัวกันได้ พลังปีศาจไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย
เว้นเสียแต่ว่าลู่เต้าจะหาร่างจริงและทำลายมันได้ มิเช่นนั้น ต่อให้ฟาดไม้สะกดมารกี่ครั้งก็ไร้ประโยชน์
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าใด พลังของยันต์เปิดเผยก็จะยิ่งลดลง ใบหน้าของปีศาจหมอกที่ควรจะเ็ปทรมานกลับผ่อนคลายลงเล็กน้อย คาดว่าอีกไม่นานมันก็จะหลุดพ้นจากพันธนาการของยันต์ได้
เหงื่อเม็ดโตไหลลงมาตามแก้ม ลู่เต้ามีสีหน้าเคร่งเครียด “แย่แล้ว...”
ยันต์ใกล้จะหมดฤทธิ์แล้ว ลู่เต้าเห็นว่าสู้ไม่ไหว จึงตัดสินใจเด็ดขาด ฉวยโอกาสที่มันยังถูกพันธนาการ แบกตะกร้าไก่แล้วหันหลังวิ่งหนีทันที
แต่เขาก้าวเท้าออกไปได้ไม่ทันไร ปีศาจหมอกก็หลุดพ้นจากพันธนาการ มันไล่ตามหลังเขามาด้วยความโกรธแค้น ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ
ในม่านหมอกหนาทึบ ลู่เต้าไม่กล้าวิ่งเร็วเกินไป เพราะกลัวจะตกลงไปจากหน้าผา ทั้งยังต้องคอยรับมือกับปีศาจหมอกที่ไล่ตามมาด้านหลังอยู่ตลอด
ไอสังหารไร้รูปร่างพวยพุ่งเข้าใส่จากด้านหลังไม่ให้หยุดพัก โชคดีที่ทุกครั้งลู่เต้าสามารถรับรู้และหลบได้ทันท่วงที
ไก่ป่าในตะกร้าไม้ไผ่ตัวสั่น ขนร่วงไปไม่น้อยเพราะความใ
หมอกที่ปกคลุมโดยรอบเริ่มจางหายไป
ลู่เต้าคิดว่าพบทางออกแล้ว เขาดีใจเป็อย่างยิ่ง รีบวิ่งไปข้างหน้าอย่างสุดกำลัง แต่ไม่ทันไร เขาก็ก้าวพลาดเกือบจะตกลงไป เขาจึงพบว่าตนเองไม่เพียงแต่หาทางลงจากเขาไม่เจอ แต่ยังมาถึงหน้าผาที่ไร้ซึ่งทางหนีอีกด้วย
เขาก้มลงมองเหวลึกเบื้องล่าง หากเมื่อครู่หยุดเท้าไม่ทัน ตอนนี้เขาคงแหลกเป็ชิ้นๆ อยู่ที่ก้นเหวแล้ว
เมื่อนึกถึงโคมไฟิญญาที่ดับลง หากเขาตายตอนนี้ก็คือตายจริงๆ ลู่เต้าก็อดเสียวสันหลังวาบไม่ได้ที่ตนเองรอดมาได้อย่างหวุดหวิด
เขารีบถอยกลับเข้าไปในหมอก แต่ปีศาจหมอกก็ตามมาทันแล้ว เมื่อเห็นว่าลู่เต้าไม่มีทางหนี มันก็หัวเราะเยาะอย่างบ้าคลั่ง
ลมปราณพัดออกมาจากม่านหมอกอย่างกะทันหัน มัน้าผลักเขาตกลงไป แต่ลู่เต้าผู้ว่องไวสามารถหลบการโจมตีของปีศาจหมอกได้ด้วยการเคลื่อนไหวน้อยที่สุด
เท้าของเขาถูกบีบให้เข้าใกล้หน้าผามากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อรู้ตัวว่าปีศาจหมอกกำลังเล่นสนุกกับเขา ส้นเท้าของเขาก็เหยียบอากาศ ก้อนหินเล็กๆ ร่วงลงไปตามขอบผา ราวกับเป็ลางบอกเหตุถึงชะตากรรมของลู่เต้า
ปีศาจหมอกยิ้มเยาะ มันเตรียมจะโจมตีลู่เต้าที่จนตรอกเป็ครั้งสุดท้าย แต่ในยามนี้แสงตะวันพลันสาดส่องทะลุเมฆหนาทึบลงมาทั่วูเา
ม่านหมอกที่ก่อตัวจากไอน้ำระเหยหายไปทันใดที่ต้องแสงทิวา ปีศาจหมอกส่งเสียงร้องด้วยความเ็ปไม่ต่างจากตอนที่โดนยันต์เปิดเผย
แสงอาทิตย์แผ่ขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ ปีศาจหมอกถูกบีบให้ถอยกลับไปยังเงาไม้เบื้องล่าง ในเวลาต่อมา แสงอาทิตย์แผดจ้าร้อนระอุ ปีศาจหมอกที่ทนไม่ไหวจึงต้องล่าถอยเพื่อรักษาชีวิต มันไหลย้อนกลับไปบนูเาพร้อมสายหมอก
ในชั่วพริบตา ม่านหมอกก็ถูกแสงสลายไปจนสิ้น ลู่เต้ารีบเดินกลับไปยังที่ปลอดภัย แล้วทรุดลงนั่งกับพื้นพลางถอนหายใจยาว “รอดแล้ว ในที่สุดก็รอดแล้ว โชคดีจริงๆ ที่ ‘แสงอาทิตย์มาช่วย’!”
เพื่อป้องกันไม่ให้ปีศาจหมอกหวนกลับมาอีกครั้งหากแสงอาทิตย์ถูกเมฆบดบัง ลู่เต้าจึงแบกตะกร้าไม้ไผ่ขึ้น แล้วเริ่มมองหาทางลงจากเขาอีกครั้ง
“ชะ...ช่วยด้วย...” ทันใดนั้นก็มีเสียงร้องขอความช่วยเหลืออย่างอ่อนแรงดังมาจากข้างๆ
