บทที่ 39 ผู้โชคดี ขอบเขตขั้นที่ห้า
ก่อนถึงยามโพล้เพล้ หลี่ชิงชิวเรียกประชุมเหล่าศิษย์ทุกคนเพื่อประกาศเื่ที่เจียงจ้าวเซี่ยจะก่อตั้งหน่วย "สิบสามกระบี่สังหาร" สิ่งนี้สร้างความตื่นเต้นให้แก่เหล่าศิษย์อย่างยิ่ง ทุกคนต่างจ้องมองเจียงจ้าวเซี่ยด้วยสายตาคาดหวัง
คนผู้นี้คือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในสำนักชิงเซียว ทั้งยังเป็อันดับสองของยุทธภพ หากได้ฝึกยุทธตามเขา ย่อมต้องมีอนาคตที่รุ่งโรจน์แน่นอน
อีกทั้งชื่อ "สิบสามกระบี่สังหาร" ฟังดูน่าเกรงขามนัก ปัจจุบันสำนักชิงเซียวมีเพียง "เจ็ดบุตรชิงเซียว" ที่มีชื่อเสียง ยามนี้กำลังจะมีหน่วยสิบสามกระบี่สังหารเพิ่มขึ้นมาอีก แล้วเหล่าศิษย์จะไม่ตื่นเต้นได้อย่างไร?
หลี่ชิงชิวมองดูเจียงจ้าวเซี่ยคัดเลือกคน เมื่อเจียงจ้าวเซี่ยเลือกครบสิบสองคนแล้ว เขาก็พลันเอ่ยขัดขึ้นมาพลางชี้ไปที่ศิษย์คนหนึ่ง "ศิษย์พี่สาม โควตาสุดท้ายมอบให้เขาเถอะ"
ศิษย์ที่หลี่ชิงชิวชี้ไปนั้นมีชื่อว่า เสวี่ยจิน ปีนี้อายุสิบหกปี หน้าตาธรรมดา ส่วนสูงก็มิได้โดดเด่น ยามยืนอยู่ในกลุ่มคนจึงดูไม่สะดุดตาเลยแม้แต่น้อย
เสวี่ยจินเมื่อถูกหลี่ชิงชิวชี้ตัวก็ถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง เขามองไปรอบๆ โดยสัญชาตญาณ นึกว่าท่านเ้าสำนักหมายถึงคนที่อยู่ข้างหน้าหรือข้างหลังตนเองเสียอีก
เจียงจ้าวเซี่ยมองไปทางเสวี่ยจินพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่มีความประทับใจในตัวเสวี่ยจินเลย ดูอย่างไรเด็กคนนี้ก็ดูไม่เหมือนคนที่จะปั้นให้เก่งได้
หลี่ชิงชิวเห็นความสงสัยในสายตาของเขาจึงยิ้มกล่าวต่อ "ข้าััได้ว่าเขามีศักยภาพไร้ขีดจำกัด วันหน้าเขาจะเป็มือขวาที่ดีของเ้าแน่นอน"
เสวี่ยจินคือศิษย์ใหม่เพียงคนเดียวที่พร์และความเข้าใจอยู่ในระดับ ‘ดีเยี่ยม’ และหลังจากเข้าสำนักมา ค่าความภักดีของเขาก็พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หลี่ชิงชิวจึงวางใจที่จะผลักดันเขาออกมา
ระดับ "ดีเยี่ยม" แม้อาจจะดูด้อยกว่าพร์ระดับสวี่หนิงหรือเจียงจ้าวเซี่ย ทว่าหากเทียบกับคนในสำนักชิงเซียวโดยทั่วไป เขาย่อมถือเป็อัจฉริยะอย่างแน่นอน
เหล่าคนที่เจียงจ้าวเซี่ยเลือกมาด้วยตนเองทั้งสิบสองคนนั้น ไม่มีใครมีพร์ทัดเทียมเสวี่ยจินได้เลย
เมื่อได้ยินคำชมของหลี่ชิงชิว เสวี่ยจินก็รู้สึกตื่นเต้นและซาบซึ้งใจจนแทบจะหลั่งน้ำตาออกมา
ท่านเ้าสำนัก... ให้ความสนใจในตัวเขาถึงเพียงนี้เชียวรึ?
หยางเจวี๋ยติ่ง, เฉิงชางไห่ และหลี่ซื่อเฟิง ที่ยืนอยู่ด้านข้างต่างพากันพินิจมองเสวี่ยจินด้วยความใคร่รู้ หลี่ชิงชิวมักไม่ค่อยเอ่ยชมศิษย์คนไหนเช่นนี้ ยิ่งมีตัวอย่างความสำเร็จของสวี่หนิงมาก่อน ทุกคนจึงอดพากันคาดหวังมิได้
หรือว่าเ้าหนูนี่จะไม่ธรรมดาจริงๆ?
เจียงจ้าวเซี่ยยอมโอนอ่อน "ในเมื่อเป็เช่นนั้น ข้าจะเชื่อใจศิษย์พี่ใหญ่"
เขากวักมือเรียกเสวี่ยจินเป็เชิงให้ก้าวออกมา จากนั้นจึงนำทีมสิบสามกระบี่สังหารที่เลือกไว้จากไป
เหล่าศิษย์ที่ไม่ถูกเลือกต่างพากันผิดหวัง ทว่าในขณะเดียวกันก็เฝ้ารอคอยดูความสำเร็จของหน่วยสิบสามกระบี่สังหารในอนาคต
หลี่ชิงชิวสั่งให้ศิษย์แยกย้ายกันไป ในตอนนั้นเองหลี่ซื่อเฟิงก็โผล่มาตรงหน้าเขาพลางยิ้มแฉ่ง "ศิษย์พี่รองมีเจ็ดบุตรชิงเซียว ศิษย์พี่สามตอนนี้ก็มีสิบสามกระบี่สังหารแล้ว ข้าขอตั้งหน่วยที่มีชื่อเท่ๆ บ้างได้ไหมขอรับ?"
หลี่ชิงชิวเหลือบมองพลางถาม "ชื่ออะไร?"
"สิบเก้าผีแห่งชิงเซียว เป็อย่างไรขอรับ?"
"ไม่รื่นหูเลย ไปคิดมาใหม่เถอะ"
หลี่ชิงชิวกลอกตาใส่ทีหนึ่งก่อนจะเดินมุ่งหน้าไปทางซุ้มประตูสำนัก
หลี่ซื่อเฟิงรีบวิ่งตามไปตื้อไม่หยุด
แม้หลี่ชิงชิวจะมิได้ตกปากรับคำหลี่ซื่อเฟิง ทว่าคำพูดของเขาก็สร้างแรงบันดาลใจให้หลี่ชิงชิวอยู่บ้าง การให้เหล่าศิษย์น้องแต่ละคนนำทีมศิษย์กลุ่มหนึ่งและสืบทอดกันไปรุ่นสู่รุ่น วันหน้าย่อมสามารถก่อร่างเป็โครงสร้างอำนาจที่มั่นคงได้มิใช่รึ?
อู๋หมานเอ๋อร์ไม่เหมาะจะนำศิษย์ ส่วนหลี่ซื่อเฟิงก็กะล่อนเกินไป ไม่ได้เช่นกัน
หลี่ชิงชิวตัดสินใจให้หลีตงเยว่และหลี่สื่อจิ่นคัดเลือกกลุ่มศิษย์ของตนเองบ้าง
วิชาเข็มิญญาผีบอกคืนชีพของหลีตงเยว่นั้นมาพร้อมกับวิชาแพทย์ ต่อให้ผู้เรียนจะไม่มีปราณิญญา ทว่าก็สามารถเพิ่มพูนความเข้าใจในเื่จุดชีพจรและระบบเืได้ วันหน้าพวกเขาสามารถช่วยนางรักษาศิษย์ในสำนักหรือผู้ที่ขึ้นเขามาขอรับการรักษาได้
ส่วนหลี่สื่อจิ่นสามารถสอนสั่งเื่การเขียนยันต์ ต่อให้มิใช่ยันต์ของนักบำเพ็ญเซียนที่แท้จริง ทว่ามันก็สามารถนำมาใช้หาเงินได้ โลกนี้มีปุถุชนมากมายที่แสวงหาความสบายใจ ขอเพียงชื่อเสียงสำนักชิงเซียวขจรไกลออกไป ย่อมมีคน้า
หลังจากตัดสินใจได้แล้ว ในคืนนั้นหลี่ชิงชิวจึงเรียกหลีตงเยว่มาหารือเื่นี้
หลีตงเยว่ยินดีอย่างยิ่ง นางอยากทำเช่นนี้มานานแล้ว เพียงแต่เกรงว่าหลี่ชิงชิวจะไม่ยอมให้วิชาเข็มิญญาผีบอกคืนชีพแพร่งพรายออกไปนอกกลุ่มศิษย์ดั้งเดิมเท่านั้นเอง
เช้าวันรุ่งขึ้น หลีตงเยว่ก็เริ่มคัดเลือกศิษย์ แม้ความคึกคักจะไม่เท่าตอนของเจียงจ้าวเซี่ย ทว่าก็ทำให้เหล่าศิษย์วิพากษ์วิจารณ์กันไปทั่ว
สุดท้ายหลีตงเยว่คัดเลือกศิษย์ได้เก้าคน เป็หญิงเจ็ดคน ชายสองคน
ส่วนหลี่สื่อจิ่น นางยังไม่อยากหาเื่ปวดหัวในตอนนี้ อยากจะรอไปอีกสักสองปีค่อยรับศิษย์ หลี่ชิงชิวย่อมไม่มีความเห็นขัดข้อง ขอเพียงศิษย์น้องมีแผนในใจ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็พร้อมสนับสนุน
วันนี้ จางยวี่ชุนนำคนลงเขาไป ครั้งนี้มิได้มีเพียงหวงซานและอวี๋หลิน ทว่าเขานำ "เจ็ดบุตรชิงเซียว" ไปทั้งหมดเพื่อฝึกฝนประสบการณ์ร่วมกัน หลี่ชิงชิวรู้สึกไม่วางใจจึงสั่งให้หลี่ซื่อเฟิงติดตามไปด้วย
วรยุทธของจางยวี่ชุนมิได้แข็งแกร่งนัก ในยุคสมัยที่วุ่นวายเช่นนี้หลี่ชิงชิวอดเป็ห่วงความปลอดภัยของเขาไม่ได้
ครึ่งเดือนให้หลัง จางยวี่ชุนและคณะก็เดินทางกลับมา คราวนี้พวกเขารับศิษย์ใหม่กลับมาได้ถึงยี่สิบสามคน
จำนวนศิษย์ของสำนักชิงเซียวพุ่งทะลุแปดสิบคนในพริบตา!
หลี่ชิงชิวออกมารับหน้าเหล่าศิษย์ใหม่ด้วยตนเอง กล่าวให้กำลังใจไปสองสามประโยคก่อนจะมอบหมายให้หลีตงเยว่จัดที่พักให้พวกเขา
ใน่ปีที่ผ่านมา ใต้ลานเรือนใหม่มีการสร้างเรือนพักเพิ่มขึ้นอีกหลายหลัง แม้จะดูเรียบง่ายทว่าก็เพียงพอสำหรับศิษย์กลุ่มนี้
หลี่ชิงชิวเปิดแผงหน้าจอมรดกเต๋าเพื่อกวาดดูข้อมูล ปรากฏว่าพร์การฝึกตนและความเข้าใจของกลุ่มนี้ไม่มีใครโดดเด่น ทว่ามีคนหนึ่งที่มีลิขิตชะตาค่อนข้างพิเศษ
[ผู้โชคดี : มักจะมีดวงดีได้ง่ายเสมอ เป็ดวงที่ติดตัวไปตลอดทั้งชีวิต]
เด็กคนนี้ชื่อ ไป๋หนิงเอ๋อร์ ปีนี้อายุเพียงสิบสามปี ร่างกายผอมแห้ง ผิวค่อนข้างคล้ำ ยามยืนอยู่กลางฝูงชนจึงมองไม่เห็นเขาเลย
"ผู้โชคดี" นี่เป็คำที่ดูเป็นามธรรมเกินไป สามารถจินตนาการไปได้ไกลมาก หรือบางทีอาจจะไม่มีอะไรหวือหวาเลยก็ได้ เพราะพร์และความเข้าใจของไป๋หนิงเอ๋อร์นั้นอยู่ในระดับธรรมดาสามัญ
ต้องคอยสังเกตดูไปก่อน
หลี่ชิงชิวเพียงปรายตามองไป๋หนิงเอ๋อร์หนึ่งครั้ง มิได้มีการจัดแจงพิเศษใดๆ และมิได้สอบถามเื่ของเขาจากจางยวี่ชุน
สำนักชิงเซียวมีศิษย์เพิ่มขึ้นอีกยี่สิบสามคน ภายใต้การจัดการของจางยวี่ชุน แรงกดดันเื่แรงงานในการก่อสร้างและดูแลกิจการต่างๆ ก็เริ่มเบาบางลง
หิมะโปรยปราย ขุนเขาตกอยู่ในความขาวโพลน
บนยอดเขาแห่งหนึ่ง หลี่ชิงชิวและฉินเยี่ยนั่งขัดสมาธิฝึกตนเคียงคู่กัน ลมพายุหิมะถูกปราณิญญารอบกายพวกเขาพัดจนกระจายออกไป
ฉินเยี่ยค่อยๆ ลืมตาขึ้นพลางรำพึง "ท่านอาจารย์ คัมภีร์หุ่นหยวนนี้ช่างล้ำลึกยิ่งนัก ทั้งยังเข้ากับเพลงพลองสยบมารหมื่นทัพของข้าได้อย่างดี เพียงแค่ลองโคจรพลังตามแนวทาง ข้าก็ััได้ถึงความรู้แจ้งมากมายแล้วขอรับ"
เขายินดีมากที่ได้มีโอกาสฝึกตนเคียงข้างอาจารย์ เขาััได้ว่าอาจารย์เริ่มเอ็นดูและใกล้ชิดกับเขามากขึ้นเรื่อยๆ
"เ้ายามนี้ยังอยู่เพียงขั้นแรกเท่านั้น ต่อเมื่อเ้าบรรลุขั้นที่สอง เ้าถึงจะสามารถสำแดงอานุภาพที่แท้จริงของเพลงพลองสยบมารหมื่นทัพออกมาได้"
หลี่ชิงชิวกล่าวทั้งที่ยังหลับตา ฉินเยี่ยพยักหน้า ทว่าในใจกลับรู้สึกว่าขั้นที่สองของคัมภีร์หุ่นหยวนช่างบรรลุได้ยากเย็นนัก มิรู้ว่าตนจะต้องใช้เวลาอีกกี่ปี
"เ้า... อยากจะล้างแค้นให้อู่เป้าอวี้ใช่หรือไม่?" หลี่ชิงชิวถามขึ้นกะทันหัน
ฉินเยี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง สีหน้าพลันเคร่งขรึมลง เขากัดฟันกล่าวว่า "ท่านาุโอู่ตายอย่างอนาถนัก ข้าจำเป็ต้องกอบกู้ชื่อเสียงให้เขา และต้องล้างแค้นให้เขาให้ได้ขอรับ"
"กอบกู้ชื่อเสียงน่ะย่อมได้ เพราะเขาคือผู้ถ่ายทอดวิชาให้เ้า ทว่าเื่ล้างแค้น... เ้ามิได้กำลังคิดไปเองฝ่ายเดียวหรอกรึ?" หลี่ชิงชิวกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ฉินเยี่ยหันมามองเขาด้วยสายตาที่เหลือเชื่อ ไม่เข้าใจว่าไฉนอาจารย์ถึงกล่าววาจาเสียดแทงใจเช่นนี้
หลี่ชิงชิวกล่าวต่อ "าุโอู่เคยสั่งให้เ้าล้างแค้นแทนเขาหรือไม่?"
"ไม่ขอรับ ทว่าเขาคงเกรงว่าข้าจะทำไม่สำเร็จมากกว่า..."
"ถ้าเช่นนั้น เ้าจำสิ่งที่เขากล่าวตอนถ่ายทอดวิชาให้เ้าได้หรือไม่?"
"เขาพูดหลายอย่างขอรับ ข้าจำได้หมด"
"เ้าคิดว่าในใจของเขา ระหว่างความแค้นส่วนตัว กับความมั่นคงของแผ่นดิน สิ่งใดสำคัญกว่ากัน?"
"นี่คือ..."
ฉินเยี่ยพลันใบ้กิน เพราะอู่เป้าอวี้เคยกล่าวไว้ว่า หวังจะให้เขาเข้าสู่กองทัพเพื่อปกป้องแผ่นดินราชวงศ์ต้าหลี
"หากเ้าสังหารฮ่องเต้ เ้าคิดถึงผลที่จะตามมาหรือไม่?" หลี่ชิงชิวถามต่อ
สีหน้าของฉินเยี่ยแปรเปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็ว แม้เขาจะเยาว์วัย ทว่าเขาก็เข้าใจเหตุผลสำคัญเหล่านี้ หากฮ่องเต้สิ้นชีพ แผ่นดินย่อมต้องเกิดกลียุคแน่นอน
"อาจารย์มิได้ขัดขวางหากเ้าจะล้างแค้น ทว่าอาจารย์อยากให้เ้าคิดดูว่า สิ่งที่าุโอู่ถ่ายทอดให้เ้านั้น แท้จริงแล้วคือ ‘วรยุทธ’ หรือคือ ‘ปณิธาน’ ของเขากันแน่? การล้างแค้นมีหลายวิธี อาจารย์หวังให้เ้าให้ความสำคัญกับราษฎรใต้หล้าเป็อันดับหนึ่ง แล้วค่อยพูดเื่ล้างแค้นบนรากฐานนั้น"
หลี่ชิงชิวกล่าวอย่างหนักแน่นและหวังดี ตลอดการสนทนาเขาไม่เคยลืมตาขึ้นเลย
ฉินเยี่ยตกอยู่ในภวังค์ความคิด
หลี่ชิงชิวรู้สึกว่าสถานะ "อาจารย์" นั้นช่างหนักอึ้ง มิใช่เพียงการถ่ายทอดวิชา ในขณะที่ฉินเยี่ยยังเยาว์วัยและยังมิได้เผชิญความขมขื่นของโลกภายนอก เขาจำเป็ต้องปรับทัศนคติของลูกศิษย์คนนี้ให้ถูกต้อง เพื่อมิให้เดินเข้าสู่ทางสุดโต่ง
ผ่านไปครู่หนึ่ง
ฉินเยี่ยเงยหน้ามองหลี่ชิงชิว ถามด้วยความใคร่รู้ว่า "ท่านอาจารย์ การฝึกยุทธของสำนักชิงเซียว คือการมีภารกิจปกป้องใต้หล้าเป็หน้าที่หลักรึขอรับ?"
ยามที่สี่เหนียงฆ่าตัวตาย หลี่ชิงชิวกล่าววาจาที่ดูเ็าจนศิษย์หลายคนเอาไปวิพากษ์วิจารณ์กันลับๆ เขาจำเื่นั้นได้ดี และรู้สึกมาตลอดว่าอาจารย์มิใช่คนที่มีเมตตาธรรมสูงส่งแบบนั้น
"ใต้หล้านั้นกว้างใหญ่เกินไป เป้าหมายนั้นมันเลื่อนลอย ทว่าสำนักชิงเซียวจะปกป้องผู้ที่คอยสนับสนุนเรามาตลอด เฉกเช่นชาวบ้านตีนเขา พวกเขาช่วยเราสร้างสำนัก ช่วยเราถากถางไร่นา ส่งเสบียงให้เรา เราไม่สมควรปกป้องพวกเขาหรอกรึ? สำนักชิงเซียวจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ผู้ที่มอบความช่วยเหลือให้เราก็จะมีมากขึ้นตามไปด้วย หากวันใดที่คนทั้งใต้หล้าล้วนสนับสนุนเรา เมื่อนั้นเราก็สมควรจะปกป้องคนทั้งใต้หล้า"
คำพูดของหลี่ชิงชิวทำให้ฉินเยี่ยรู้สึกกระจ่างแจ้งขึ้นมาทันที เขาพลันรู้สึกว่าเส้นทางของสำนักชิงเซียวนั้นชัดเจนยิ่งนัก
สร้างตนให้แข็งแกร่งทว่าไม่ทิ้งคุณธรรม ยึดถือผลประโยชน์ของตนเองทว่าไม่ละเลยบุญคุณ
ความอึดอัดที่สั่งสมอยู่ในใจของฉินเยี่ยเริ่มมลายหายไป เขาตระหนักได้ว่าที่ผ่านมาตนเองช่างโง่เขลานักที่มิเข้าใจปณิธานของาุโอู่ และเอาแต่จมปลักอยู่กับความแค้น
เมื่อมองย้อนกลับไป เขาพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับบุตรหลานตระกูลฉินอีกห้าคนเริ่มห่างเหินกันไปมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความสัมพันธ์กับศิษย์คนอื่นๆ
ในฐานะศิษย์ของเ้าสำนัก เขาไม่ควรเป็เช่นนี้
ในขณะที่หลี่ชิงชิวกำลังสั่งสอนฉินเยี่ย เจียงจ้าวเซี่ยก็กำลังทำสิ่งเดียวกัน
เจียงจ้าวเซี่ยมิได้เพียงสอนเพลงกระบี่ ทว่ายังปลูกฝังอุดมการณ์ของหน่วยสิบสามกระบี่สังหาร เขา้าให้คนทั้งสิบสามคนยึดถือผลประโยชน์ของสำนักชิงเซียวเป็อันดับหนึ่ง และต้องกำจัดทุกภัยคุกคามเพื่อสำนัก
ฤดูหนาวปีนี้หนาวเย็นกว่าปีก่อนๆ ทว่าหัวใจของศิษย์สำนักชิงเซียวกลับร้อนแรงและเต็มไปด้วยจิติญญาแห่งการต่อสู้
หลังผ่านพ้น่ตรุษจีนไป ในขณะที่บรรยากาศการเฉลิมฉลองของสำนักชิงเซียวยังมิทันจางหาย หลี่ชิงชิวก็ได้รับข่าวดีประการหนึ่ง...
เขาประสบความสำเร็จในการทะลวงเข้าสู่ ขอบเขตขั้นบำรุงปราณ ระดับที่ 5!
ทว่าเื่นี้เขาไม่ได้บอกใคร เขาตั้งใจจะเก็บตัวเงียบไม่แสดงตัวออกหน้า และจะลงมือเฉพาะยามที่สำนักชิงเซียวเผชิญวิกฤตเท่านั้น ส่วนตำแหน่งผู้แข็งแกร่งที่สุดเบื้องหน้านั้น ปล่อยให้คนอื่นรับหน้าที่ไป
เมื่อบรรลุถึงระดับที่ 5 ปราณิญญาในร่างเพิ่มขึ้นเท่าทวีคูณ ในที่สุดเขาก็เข้าใจถึงความรู้สึกของสิ่งที่ชาวยุทธเรียกว่า "มีพลังวัตรลึกล้ำ" เสียที ยามนี้การใช้อาคมมิต้องคอยประหยัดพลังเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป
หลังตรุษจีน กิจการรักษาโรคของหลีตงเยว่ก็เริ่มต้นขึ้น มีพ่อค้าคนหนึ่งพาลูกสาวขึ้นเขามาเพื่อรับการรักษา
ลูกสาวของเขาล้มป่วยด้วยโรคประหลาด เสาะหาหมอชื่อดังทั่วหล้าก็มิอาจรักษาให้หายขาดได้ อาการมักจะกำเริบอยู่บ่อยครั้ง เมื่อเขาได้ยินข่าวลือมาว่าสำนักชิงเซียวสามารถรักษาโรคแปลกๆ ได้ เขาจึงตัดสินใจมาลองเสี่ยงดวงดู
