ตอนที่ 7 ัใต้ดินและแผนการพลิกปฐี
ท่ามกลางความมืดมิดของค่ำคืนที่ลมเหมันต์ยังคงกรีดร้อง มู่หว่านเอ๋อร์ไม่ได้ข่มตาหลับทันทีหลังจากอ่านจดหมายฉบับนั้น นางนั่งพิงขอบหน้าต่าง ปล่อยให้แสงจันทร์สลัวฉาบไล้ใบหน้าที่กำลังใช้ความคิดอย่างหนัก
ัใต้ดิน... ความลับราชวงศ์... คำพูดของเซียวจิ้งเหยียนเหมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ตกลงมาในใจกลางแผนการของนาง
ในโลกเดิมที่เป็นักวิทยาศาสตร์ นางรู้ดีว่า ั ในเชิงภูมิศาสตร์มักหมายถึง สายแร่ หรือ เส้นทางเดินของพลังงานความร้อน หากทุ่งร้างแห่งนี้มีความลับเช่นนั้นซ่อนอยู่จริง มันก็อธิบายได้ว่าเหตุใดดินแถวนี้ถึงมีคุณสมบัติแปลกประหลาดที่คนโบราณมองว่าเป็ดินตาย แต่ในสายตานักเกษตรกรอย่างนาง มันคือดินที่รอการปลุกให้ตื่น
รุ่งเช้าวันต่อมา อากาศยังคงหนาวจัดจนเห็นลมหายใจเป็ไอสีขาว มู่หว่านเอ๋อร์ตื่นขึ้นมาจัดเตรียมกระท่อม นางนำน้ำพุิญญามาต้มกับใบชาป่าที่เก็บได้จากป่ามิติ กลิ่นหอมสะอาดของมันช่วยล้างความเหนื่อยล้าได้ชะงัด นางยังเตรียมหมั่นโถวแป้งขาวนุ่มๆ ที่โรยด้วยน้ำตาลทรายแดงไว้ให้เสี่ยวสือ
"พี่สาว... ทำไมวันนี้ท่านต้มชาเยอะนักล่ะขอรับ?" เสี่ยวสือถามพลางเคี้ยวหมั่นโถวตุ่ยๆ
"วันนี้เราจะมีแขกมาเยือนน่ะ" หว่านเอ๋อร์ตอบสั้นๆ พลางมองไปที่ประตู
ไม่ทันขาดคำ เสียงฝีเท้าที่เบาจนแทบไม่ได้ยินก็หยุดลงที่หน้ากระท่อม มู่หว่านเอ๋อร์ลุกขึ้นเปิดประตูทันที ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทปักดิ้นเงินจางๆ ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เซียวจิ้งเหยียนในยามนี้ดูสง่างามและมีราศีสูงส่งยิ่งกว่าวันแรกที่เจอกันในป่า าแของเขาดูเหมือนจะหายดีเกือบสนิทแล้วด้วยอำนาจของน้ำพุิญญา
"ข้ามาตามนัด" น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขามีความกังวานที่ทำให้คนฟังรู้สึกยำเกรง
"เชิญท่านอ๋อง... หรือข้าควรเรียกว่านายท่านเซียวดี?" หว่านเอ๋อร์เอ่ยเย้าเล็กน้อยพลางผุดรอยยิ้มที่มุมปาก
เซียวจิ้งเหยียนชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมกริบจ้องมองเด็กสาวตรงหน้าที่ดูเปลี่ยนไปราวกับเป็คนละคน นางในชุดสีขาวนวลดูผุดผ่องและกล้าหาญ
"เรียกข้าว่าจิ้งเหยียนก็พอ ในที่แห่งนี้ ข้าไม่ใช่ท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการ"
เขาเดินเข้ามาในกระท่อม กวาดสายตามองสภาพที่ถูกจัดระเบียบใหม่จนดูสะอาดสะอ้าน ก่อนจะมาหยุดลงที่ถ้วยชาที่หว่านเอ๋อร์ส่งให้ เขารับไปจิบเพียงอึกเดียว ดวงตาก็พลันเบิกกว้างขึ้น
"ชานี่... มีพลังปราณเข้มข้นยิ่งนัก เ้าไปหามันมาจากไหน?"
"มันก็แค่ชาป่าธรรมดา เพียงแต่คนชงมีความตั้งใจมากหน่อยเท่านั้นเอง" หว่านเอ๋อร์เลี่ยงที่จะตอบความจริง
"เรามาเข้าเื่ ัใต้ดิน ของท่านเถอะ"
เซียวจิ้งเหยียนวางถ้วยชาลง สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็เคร่งขรึม
"มู่หว่านเอ๋อร์ เ้าอาจจะไม่รู้ว่าที่ดินสิบหมู่ที่เ้าซื้อไปนั้น ในอดีตเมื่อร้อยปีก่อนมันเคยเป็ส่วนหนึ่งของเขตพระราชฐานชั้นนอกของราชวงศ์ก่อน มีตำนานเล่าว่าภายใต้พื้นดินนี้มี ัทอง สิงสถิตอยู่ ซึ่งทำให้ผืนดินอุ่นตลอดปีและเพาะปลูกพืชพรรณที่ให้ผลเป็ทองคำได้"
หว่านเอ๋อร์ขมวดคิ้ว
"พืชพรรณเป็ทองคำ? นั่นมันนิทานหลอกเด็กชัดๆ"
"อาจจะเป็นิทานสำหรับคนทั่วไป" จิ้งเหยียนโน้มตัวเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของไม้กฤษณาจากตัวเขาโชยมาปะทะจมูก
"แต่นักปรุงยาในวังหลวงต่างรู้ดีว่า ทองคำ ในที่นี้หมายถึงสมุนไพรระดับเทวะที่ให้พลังปราณมหาศาล และเหตุที่ดินแถวนี้ดูแห้งแล้งในสายตาชาวบ้าน เพราะพลังงานความร้อนใต้ดินมันรุนแรงเกินไปจนเผารากพืชทั่วไปจนตาย แต่หากใครรู้วิธีปรับสมดุล... ที่นี่จะกลายเป็ขุมทรัพย์ที่ล้ำค่าที่สุดในแผ่นดิน"
หว่านเอ๋อร์นิ่งอึ้ง นางเริ่มเข้าใจแล้ว ข้อมูลนี้ตรงกับสัญชาตญาณนักวิทยาศาสตร์ของนาง ดินแถวนี้ไม่ใช่ดินเสีย แต่เป็ดินที่มี ค่าความเป็กรดด่าง และ อุณหภูมิ ที่ไม่ปกติ ซึ่ง้าเมล็ดพันธุ์ชนิดพิเศษ
"แล้วทำไมท่านถึงบอกเื่นี้กับข้า?" หว่านเอ๋อร์ถามอย่างระแวดระวัง
"ท่านอ๋องอย่างท่านไม่น่าจะสนใจเื่การเกษตร เว้นแต่ว่าท่านกำลังมองหา บางอย่างที่ถูกฝังอยู่ใต้ดินนี้"
เซียวจิ้งเหยียนยกยิ้มอย่างพึงใจในความฉลาดของนาง
"ข้า้า หญ้าัอัคคี เพื่อมารักษาอาการาเ็เรื้อรังของทหารในกองทัพข้า และข้าเชื่อว่าคนที่มี หัตถ์เทวะอย่างเ้า คือคนเดียวในแผ่นดินที่สามารถปลุกัใต้ดินให้ตื่นขึ้นมาได้"
หลังจากเซียวจิ้งเหยียนกลับไปพร้อมกับข้อตกลงลับๆ บางอย่าง หว่านเอ๋อร์ก็ไม่รอช้า นางเรียกเสี่ยวสือให้ออกมาช่วยงานที่ทุ่งร้างท้ายกระท่อม
ชาวบ้านมู่ซานที่กำลังหลบหนาวอยู่ในบ้าน ต่างพากันชะโงกหน้าออกมามองด้วยความสงสัย เมื่อเห็นเด็กสาวตัวเล็กๆ จูงมือน้องชายเดินออกไปท่ามกลางหิมะ พร้อมกับถือจอบและถังน้ำใบใหญ่
"ดูนั่นสิ! นังหว่านเอ๋อร์มันบ้าไปแล้วหรือไง? หิมะตกหนักขนาดนี้จะไปพรวนดินทำไม?" เสียงชาวบ้านคนหนึ่งดังขึ้น
"ข้าว่านางคงสติฟั่นเฟือนไปเพราะความจนแน่ๆ พื้นดินแข็งเหมือนเหล็กเยี่ยงนั้น จอบบิ่นๆ ของนางจะไปทำอะไรได้" อีกคนสำทับพลางหัวเราะเยาะ
หว่านเอ๋อร์ไม่ได้สนใจเสียงนกเสียงกา นางก้มลงััพื้นดินที่ปกคลุมด้วยหิมะหนา นางหลับตาลง ใช้สติัักับมิติิญญาเพื่อดึงเอา น้ำพุิญญาเข้มข้น ออกมาผสมกับน้ำในถัง
"เสี่ยวสือ เ้าคอยหยอดเมล็ดตามที่พี่สาวบอกนะ"
นางเริ่มลงมือขุดดิน น่ามหัศจรรย์นัก! ทันทีที่จอบของนางสับลงไป พื้นดินที่ควรจะแข็งโป๊กกลับร่วนซุยอย่างง่ายดาย นั่นเป็เพราะนางแอบรดน้ำพุิญญานำไปก่อน พลังงานที่อบอุ่นในน้ำพุช่วยละลายน้ำแข็งในพริบตา
นางนำเมล็ดพันธุ์ ข้าวสาลีเกล็ดหิมะ ออกมาจากมิติิญญา เมล็ดเหล่านี้มีสีเงินประกายดูราวกับอัญมณีชิ้นเล็กๆ เมื่อนางวางลงในหลุมและรดน้ำตาม สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เสี่ยวสือถึงกับอ้าปากค้าง
ยอดอ่อนสีเขียวมรกตค่อยๆ แทงทะลุหิมะขึ้นมาอย่างช้าๆ มันไม่ได้เหี่ยวเฉาเพราะความเย็น แต่กลับดูสดชื่นและแข็งแรงอย่างยิ่ง ใบของมันมีละอองน้ำค้างที่แข็งตัวเป็ประกายระยิบระยับ
"พี่สาว! มัน... มันโตขึ้นมาจริงๆ ด้วย!" เสี่ยวสือร้องอย่างตื่นเต้น
"นี่แค่น้ำจิ้มเท่านั้นเสี่ยวสือ" หว่านเอ๋อร์ปาดเหงื่อที่หน้าผากแม้อากาศจะหนาว
"เราจะปลูกให้เต็มสิบหมู่นี้ ภายในเจ็ดวัน ทุ่งร้างแห่งนี้จะกลายเป็ทุ่งหญ้าสีเขียวที่สวยที่สุดเท่าที่เ้าเคยเห็น"
ทว่า ความสำเร็จของหว่านเอ๋อร์ย่อมไม่อาจเล็ดลอดสายตาของผู้ที่มีใจริษยาได้ ซื่อซื่อ (ป้าสะใภ้ใหญ่) ที่แอบดูอยู่ห่างๆ เห็นยอดเขียวๆ แทงทะลุหิมะขึ้นมา นางก็ตาโตด้วยความโลภและหวาดกลัว
"เป็ไปได้อย่างไร! นังเด็กนั่นมันใช้เวทมนตร์ปีศาจชนิดใดกัน?" นางรีบวิ่งกลับไปที่บ้านใหญ่เพื่อรายงานท่านย่ามู่
ในเวลาเดียวกัน ที่ที่ว่าการเมืองกิมจิว มือปราบจางที่ถูกคาดโทษไว้ กำลังนั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้านายท่านเ้าเมือง ใต้เท้ากัว ผู้ที่มีใบหน้าอวบอิ่มและดวงตาเ้าเล่ห์
"เ้าบอกว่า... เด็กสาวบ้านป่าคนหนึ่งมีหยกัคาบแก้วงั้นรึ?" ใต้เท้ากัวเคาะนิ้วลงบนโต๊ะไม้พะยูง
"หยกชิ้นนั้นเป็ของสำคัญของท่านอ๋องเซียวจิ้งเหยียนที่หายสาบสูญไปหลังจากถูกซุ่มโจมตี..."
"ขอรับใต้เท้า! ข้าเห็นกับตา นางต้องเป็สายลับหรือพวกโจรที่ลอบทำร้ายท่านอ๋องแน่ๆ!" มือปราบจางรีบใส่ความเพื่อเอาตัวรอด
ใต้เท้ากัวลูบเคราเบาๆ
"หากข้าสามารถจับกุมนางและยึดหยกชิ้นนั้นมาได้ ข้าก็จะได้ความดีความชอบมหาศาล... พรุ่งนี้ เตรียมกำลังคนไปที่หมู่บ้านมู่ซาน ข้าจะไปดูด้วยตาตัวเองว่า ดาวไม้กวาด คนนี้มีดีอะไร"
คืนนั้น หว่านเอ๋อร์ไม่ได้เข้ามิติิญญาเพื่อพักผ่อน แต่นางเดินสำรวจไปทั่วทุ่งร้างที่เพิ่งปลูกข้าวสาลีไป นางพบว่ายิ่งนางเดินลึกเข้าไปยังใจกลางที่ดิน อุณหภูมิใต้ฝ่าเท้าก็ยิ่งอุ่นขึ้นเรื่อยๆ
จู่ๆ แผ่นดินก็สั่นะเืเบาๆ เสียงครางต่ำดังก้องมาจากใต้พื้นดิน ราวกับสัตว์ั์กำลังขยับตัว
[แจ้งเตือนจากมิติ: ตรวจพบแหล่งพลังงานหยางบริสุทธิ์... ัอัคคีใต้ดินกำลังตื่นขึ้น] [คำแนะนำ: โปรดใช้เมล็ดพันธุ์ หญ้ากลั่นิญญา เพื่อควบคุมอุณหภูมิ ไม่เช่นนั้นพืชพรรณรอบข้างจะถูกเผาไหม้]
หว่านเอ๋อร์รีบนำเมล็ดพันธุ์หญ้ากลั่นิญญาออกมาปลูกรอบๆ ทุ่งข้าวสาลีทันที นางทำงานแข่งกับเวลาจนเหงื่อท่วมกายแม้ในอากาศที่หนาวเหน็บ
ในจังหวะที่นางกำลังปักชำต้นสุดท้าย มือหนาข้างหนึ่งก็ยื่นมาช่วยพยุงนางไว้
"ข้าบอกแล้วว่าเ้าทำได้" เซียวจิ้งเหยียนปรากฏกายขึ้นอีกครั้งในความมืด ครั้งนี้เขาไม่ได้มามือเปล่า แต่เขานำดาบยาวเล่มหนึ่งมาด้วย
"พรุ่งนี้จะมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญมาเยือนที่นี่ เ้าพร้อมหรือไม่?"
หว่านเอ๋อร์เงยหน้ามองเขา แสงจันทร์สะท้อนในดวงตาที่แน่วแน่นาง
"ข้าเตรียมของขวัญ ไว้ต้อนรับพวกเขาแล้วล่ะท่านอ๋อง... ไม่ว่าใครหน้าไหนที่คิดจะมาพรากผืนดินนี้ไปจากข้า พวกมันจะต้องเสียใจยิ่งกว่าตาย!"
จิ้งเหยียนมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นนั้น แล้วเขาก็รู้สึกว่าหัวใจที่เคยเ็ามานานของเขากลับเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่ง
"ดี... ถ้าเช่นนั้น ข้าจะคอยดู การแสดงของเ้าจากเงามืด"
เงาร่างของทั้งคู่ยืนเคียงกันท่ามกลางทุ่งข้าวสาลีสีเขียวมรกตที่กำลังเติบโตอย่างปาฏิหาริย์เหนือหิมะขาวโพลน เป็ภาพที่ทั้งงดงามและเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของาที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น!
