กลางดึก มุมเปลี่ยวแห่งหนึ่งในเทือกเขาฮ่วนคง
เนี่ยเทียนนั่งนิ่ง ใช้คาถาสะเก็ดดาวบทต้นชักนำแสงดาวให้มารวมตัวกันเป็พลังดวงดาวและเข้าไปอยู่ในน้ำวนดวงดาวกลางมหาสมุทริญญา สุดท้ายกลายมาเป็หยดดาวหลายหยด
ทิพย์จักษุข้างหนึ่งลอยสูงอยู่กลางอากาศ ช่วยเขาตรวจสอบสภาพแวดล้อมรอบด้าน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มีสัตว์ร้ายและผู้ฝึกลมปราณเข้ามาใกล้
ดูเหมือนว่าพลังดวงดาวที่ถูกชุบหลอมไม่จำเป็ต้องให้เขารวบรวมสมาธิทั้งหมด เมื่อทุกอย่างเริ่มเข้ารูปเข้ารอย แสงดาวแต่ละหยดก็ลอดทะลุม่านแสงของกำไลหยกสีเขียวมาอยู่บนร่างของเขา เขาจึงเริ่มแบ่งสมาธิส่วนหนึ่งไปทำความเข้าใจกับคาถาสะเก็ดดาวบทต้น
กระแสจิตกลุ่มหนึ่งของเขาล่องลอยไปในตราประทับหกแฉกตรงกลางหน้าอก จากนั้นเขาก็มองเห็นอักขระโบราณมากมายที่เรียงตัวกันอย่างมีระเบียบ
“เอ๊ะ!”
เพียงแค่มองครั้งเดียวเขาก็สังเกตเห็นว่าอักขระโบราณที่เป็วิธีฝึกชักนำแสงดาวซึ่งเดิมทีมีอยู่ในคาถาสะเก็ดดาวบทต้น มาบัดนี้ได้หายไปแล้ว
คาถาบทนั้นคือการฝึกพลังดวงดาว ซึ่งก็คือคาถาสะเก็ดดาวที่เป็พื้นฐานที่สุด และได้ถูกเขาทำความเข้าใจจนทะลุปรุโปร่งหมดแล้ว
ที่เขาสามารถชักนำพลังดวงดาวมาได้ก็เพราะอาศัยคาถาบทนั้น
เขาพลันเกิดความตระหนักรู้อย่างหนึ่งว่าอักขระามากมายที่มีอยู่ในคาถาสะเก็ดดาวบทต้นได้บันทึกคาถาหลายชนิดเอาไว้ เมื่อใดก็ตามที่บรรลุคาถาใดคาถาหนึ่ง อักขระาที่บันทึกไว้ก็จะค่อยๆ จางหายไป
ตามที่หัวมู่บอกเอาไว้ ขอแค่เขาชุบหลอมคาถาสะเก็ดดาวทั้งสองบทได้ เขาถึงจะสามารถออกไปจากที่นี่ได้อย่างเปิดเผย
ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยเข้าใจเลยว่าควรจะชุบหลอมคาถาสะเก็ดดาวนั่นอย่างไรกันแน่ ตอนนี้เมื่อสังเกตเห็นว่าคาถาหนึ่งในนั้นได้หายไป เขาจึงเริ่มมีความมั่นใจขึ้นมา
ขอแค่บรรลุเวทลับและคาถามากมายที่บันทึกอยู่ในคาถาสะเก็ดดาวทั้งหมดได้แล้ว อักขระาที่นาบอยู่ในตราประทับดาวหกแฉกก็จะหายไปทีละตัว
ถึงเวลานั้นก็หมายความว่าเขาสามารถผสานรวมเข้ากับคาถาสะเก็ดดาวได้แล้ว
กระแสจิตของเขาล่องลอยอยู่ในตราประทับดาวหกแฉกของคาถาสะเก็ดดาวบทต้นเพื่ออ่านคาถามากมายที่เหลืออยู่
และเขาก็เข้าใจในทันทีว่านอกจากเวทชักนำแสงดาวที่เป็พื้นฐานที่สุดแล้ว คาถาสะเก็ดดาวบทต้นยังรวมเอาคาถามหัศจรรย์ไว้อีกสามบท
คาถาทั้งสามบทนั้นแบ่งออกเป็ ดาวเคลื่อนย้าย ดาวเปล่งประกายและดาวตก
คาถาทั้งสามล้วนต้องอาศัยการกระตุ้นจากหยดดาวในคลื่นพลังดวงดาว ดาวเคลื่อนย้ายคือคาถาการโจมตีที่ทรงพลังประเภทหนึ่ง ดาวเปล่งประกายก็คือเวทลับที่ใช้สลับการเปลี่ยนที่อย่างรวดเร็ว ส่วนดาวตกก็คือเวทลับที่มีการทำลายล้างซึ่งจะชักนำดวงดาวจากท้องฟ้า บังคับเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ของดวงดาวนอกอาณาจักร และโจมตีเป้าหมายตามที่ใจ้า!
ดาวเคลื่อนย้าย ดาวเปล่งประกายและดาวตกต่างก็อาศัยหยดดาว ใช้พลังดวงดาวที่เขาชุบหลอมมาเป็แหล่งกำเนิดพลังงานในการกระตุ้นใช้
แค่กระแสจิตของเขาตรวจสอบคาถาทั้งสามบทนั้นคร่าวๆ ก็รู้ทันทีถึงความแข็งแกร่งของคาถาทั้งสามนี้ แต่เขากลับไม่ได้ทำความเข้าใจและฝึกฝนอย่างแท้จริง
“บทกลางล่ะ...”
เมื่อฉุกคิดขึ้นมา กระแสจิตกลุ่มนั้นของเขาจึงบินไปทางตราประทับสะเก็ดดาวอีกอันหนึ่งทันที เพื่อตรวจสอบเวทลับที่บันทึกไว้ในคาถาสะเก็ดดาวบทต้น
เวลานี้เขาพอจะััได้แล้วว่าพละกำลังของเขาเริ่มไม่พอแล้ว
เขาจึงเข้าใจทันทีว่าการใช้กระแสจิตไปตรวจสอบอักขระโบราณแต่ละตัวในคาถาสะเก็ดดาว เพียงแค่รับรู้ถึงความมหัศจรรย์ของดาวเคลื่อนย้าย ดาวเปล่งประกายและดาวตกก็เผาผลาญพลังจิตของเขาไปมากมายแล้ว
ทว่าเขายังคงยืนหยัดต่อไป เพราะอยากจะรู้ว่าในคาถาสะเก็ดดาวบทกลางมีความมหัศจรรย์ใดบันทึกเอาไว้กันแน่
“ฟิ้วๆ!”
และเวลานี้เอง สะเก็ดดาวเจ็ดดวงที่อยู่ในมหาสมุทรจิติญญาพลันเปล่งแสงวาบ
พลังจิติญญาเป็กลุ่มๆ ที่มาจากสะเก็ดดาวปะปนอยู่ในพลังจิตของเขา แทรกซึมเข้าไปในตราประทับดาวหกแฉกอีกดวงหนึ่ง
“จำเป็ต้องอาศัยพลังจิติญญา! ต้องปะปนเข้ากับพลังงานในสะเก็ดดาวเจ็ดดวงถึงจะสามารถตรวจสอบคาถาสะเก็ดดาวบทกลางได้!”
เนี่ยเทียนฉุกคิดขึ้นมาได้ในฉับพลัน เขาใช้พลังจิตที่ปะปนพลังิญญาของสะเก็ดดาวเจ็ดดวงกวาดมองในตราประทับดาวหกแฉกที่นาบประทับอยู่ในคาถาสะเก็ดดาวบทกลางคร่าวๆ ทีเดียวแล้วดึงกลับมาทันที
ความรู้สึกเหนื่อยล้าเมื่อต้องสูญเสียพลังจิตมากเกินแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ทำให้จิติญญาของเขาเลื่อนลอยเล็กน้อย สีหน้าเซื่องซึมลงอย่างเห็นได้ชัด
ประสิทธิผลในการชักนำแสงดวงดาวของเขาก็ได้รับผลกระทบเพราะเหตุนี้ด้วย ความเร็วเวลาที่เขาชุบหลอมแสงดาวแต่ละดวงที่ร่วงลงมาเพื่อให้กลายเป็หยดดาวก็ช้าลงอย่างเห็นได้ชัด
ทว่าจากการตรวจสอบก่อนหน้านี้ เขาก็รู้แล้วว่าคาถาสะเก็ดดาวบทกลางบันทึกอะไรไว้บ้าง
นั่นคือเวทลับในการฝึกจิติญญา การนำพลังจิติญญามาใช้ ไม่ก็ป้องกัน หรือสื่อสารกับิญญาของวัตถุ!
เขาแค่มองผ่านๆ ทีเดียวเท่านั้นจึงได้เห็นเพียงเวทลับจิติญญาประเภทหนึ่งที่มีชื่อว่าโซ่ดวงดาว ยังไม่ทันได้มองและวิเคราะห์ความมหัศจรรย์ของมันอย่างละเอียด เขาก็รู้สึกได้ว่าพลังิญญาที่กว่าจะรวบรวมขึ้นมาได้อย่างยากลำบากถูกเผาผลาญไปเป็จำนวนมาก จึงทำได้เพียงรีบถอยกลับมา
“คาถาสะเก็ดดาวบทต้นชุบหลอมคลื่นพลังแห่งดวงดาว ฝึกฝนพลังดวงดาวให้แปลงมาเป็หยดดาว ใช้พลังดวงดาวก่อตัวขึ้นมาเป็เวทคาถามากมาย”
“คาถาสะเก็ดดาวบทกลางคือเวทหลอมิญญา ฝึกฝนิญญาของดวงดาว ใช้จิติญญาเป็พลังและสร้างวิชาคาถาที่มหัศจรรย์หลากหลายชนิด!”
ครั้งนี้เขาใช้พลังจิตและพลังิญญาหลายเส้นไปตรวจสอบจึงทำให้เขามีความเข้าใจที่เด่นชัดต่อคาถาสะเก็ดดาวบทต้นและบทกลางในที่สุด
เขาเองก็เริ่มเข้าใจว่าคำว่าชุบหลอมตราประทับสะเก็ดดาวก็คือต้องทำความเข้าใจจนบรรลุคาถาสะเก็ดดาวบทต้นและบทกลาง
คาถาทุกชนิดที่เขาเข้าใจจนทะลุปรุโปร่ง อักขระาที่บันทึกคาถาบทนั้นไว้ก็จะหายไปจากตราประทับสะเก็ดดาว
รอจนตราประทับสะเก็ดดาวที่เป็ดาวหกแฉกทั้งสองดวงไม่มีอักขระาหลงเหลืออีกแล้วก็หมายความว่าตราประทับสะเก็ดดาวถูกเขากลั่นหลอมจนคาถาสะเก็ดดาวบทต้นและบทกลางนาบประทับอยู่ในส่วนลึกของความทรงจำเขา ไม่มีทางดับสลายไปได้
ถึงเวลานั้น วิมาน์แห่งอาณาจักรเสวียนเทียนก็จะไม่สามารถบังคับกรีดเนื้อเถือหนังเอาตราประทับสะเก็ดดาวทั้งสองบทไปจากเขาได้
......
เวลาเดียวกัน อาณาจักรหลีเทียน
บนยอดเขาสูงแห่งหนึ่งในขอบเขตของวังยมบาล หนิงหยางแห่งวิมาน์สีหน้ามืดมน เขาตื่นขึ้นมาจากการฝึกบำเพ็ญตบะ มองปราณปีศาจที่ตลบอบอวลไปรอบด้านด้วยความเหนื่อยล้า
“เ้ามาแล้วหรือ? มีข่าวหรือไม่?” หนิงหยางเอ่ยถามอย่างไร้ชีวิตชีวา
ซูหลินที่สวมอาภรณ์สีขาวเดินเยื้องกรายมาถึงประดุจเซียนสาวที่เดินลงมาจากพระจันทร์
ซูหลินมาหยุดยืนอยู่ข้างกายหนิงหยางแล้วจึงส่ายหน้าเบาๆ “ไม่ได้ข่าวอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว คนของทุกสำนักในอาณาจักรหลีเทียนต่างก็พากันค้นหาไปทั่วอาณาจักรแล้ว แต่กลับหาเนี่ยเทียนผู้นั้นไม่พบเลย ่นี้ข้าก็ได้ให้พี่น้องในสำนักช่วยกันสืบข่าวด้วย แต่ก็ไม่ได้รับข่าวคราวใดๆ เกี่ยวกับคนผู้นี้แม้แต่นิดเดียว”
“เ้าเนี่ยเทียนผู้นี้ราวกับว่าหายตัวไปท่ามกลางความว่างเปล่าอย่างไรอย่างนั้น ไม่รู้เลยว่าเขาไปอยู่แห่งหนใด”
หนิงหยางถอนหายใจเบาๆ หนึ่งครั้ง “หาเนี่ยเทียนไม่เจอหนึ่งวัน ก็คืออีกวันที่พวกเราไม่ได้กลับสำนัก อาจารย์อาทั้งหลายในสำนักของพวกเราก็แอบส่งคนมาบอกข้าแล้วว่ารอยแยกห้วงมิติที่อยู่ใกล้วิมาน์ของพวกเราก็มีปราณปีศาจรั่วไหลอย่างต่อเนื่องเช่นกัน หากเป็เช่นนี้ต่อไป ไม่ต้องรอให้ถึงสิบปี วิมาน์ของพวกเราก็จะต้องถูกบีบให้ย้ายสำนักกันแน่ๆ”
ซูหลินลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า “ท่านทำความเข้าใจกับตราประทับสะเก็ดดาวที่ได้รับมาหรือยัง?”
คำพูดประโยคนี้ดังออกมา ใบหน้าที่หล่อเหลาของหนิงหยางก็เผยความดุร้ายออกมาให้เห็น
เขาร้องคำรามกร้าวเหมือนสัตว์ร้ายตัวหนึ่งที่ติดกับ ทั้งยังต่อยโครมลงไปบนพื้นอย่างแรงราวกับระบายอารมณ์
“ครืน ครืน!”
ก้อนหินแข็งแรงทนทานที่อยู่ในรัศมีร้อยเมตรของยอดเขาค่อยๆ ปริแตกออกเป็เส้นๆ โดยมีหมัดของเขาเป็จุดศูนย์กลาง
ก้อนหินที่อยู่ริมขอบยอดเขาก็พากันร่วงกราวลงไปด้านล่าง เนิ่นนานหลังจากนั้นถึงมีเสียงกระแทกตูมเบาๆ ดังลอยมา
“พลังิญญาดวงดาวที่ข้าได้รับมาจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวได้สูญหายไปหมดในตราประทับสะเก็ดดาวนั่นแล้ว ที่ข้ามองเห็นได้มีเพียงแค่...” หนิงหยางสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้งแล้วส่ายหัวอย่างฉุนเฉียว “ข้าไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน แต่ข้ากลับรู้ว่าบทท้ายของคาถาสะเก็ดดาวคือเวทสร้างแดน!”
“เวทสร้างแดน?!” ซูหลินตะลึงพรึงเพริด “เวทสร้างแดนที่มีเพียงยอดฝีมือในขอบเขตแดนว่างเปล่า แดนเอตทัคคะ และแดนเทพเ้าเท่านั้นถึงจะทำความเข้าใจและฝึกฝนได้น่ะหรือ?”
หนิงหยางพยักหน้าอย่างห่อเหี่ยว แล้วจึงกล่าวด้วยความเคียดแค้น “คาถาสะเก็ดดาวบัดซบนี่จำเป็ต้องทยอยฝึกไปทีละก้าวตามลำดับ มีเพียงบรรลุคาถาสะเก็ดดาวบทต้นและบทกลาง ฝึกเวทการสร้างคลื่นพลังดวงดาว จากนั้นก็ใช้บทกลางมาฝึกิญญาดวงดาว สุดท้ายเมื่ออยู่ในขั้นสูงสุดของเขติญญาถึงจะฝึกเวทสร้างแดนต่อได้!”
“ข้าไม่ได้คาถาสะเก็ดดาวบทต้นและบทกลางมา จึงไม่สามารถสร้างพลังแห่งิญญาดวงดาว ิญญาดวงดาวที่ข้าได้มาจากในพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวล้วนเผาผลาญไปในตราประทับสะเก็ดดาวหมดแล้ว ข้าไม่สามารถสร้างิญญาดวงดาวขึ้นมาใหม่ได้”
“แต่ต่อให้สามารถสร้างิญญาดวงดาวขึ้นมาได้ ข้าก็ไม่สามารถทำความเข้าใจกับเวทสร้างแดนนั่น ข้าได้คาถาสะเก็ดดาวบทท้ายนี่มาก็จริง แต่กลับฝึกไม่ได้”
หลังจากซูหลินเข้าใจความลี้ลับที่ซุกซ่อนอยู่จึงมองเขาด้วยสายตาเห็นใจ แล้วจึงเอ่ยปลอบใจ “ท่านอาจารย์อา ท่านเองก็ไม่ต้องร้อนใจไปนัก รอหาเนี่ยเทียนผู้นั้นเจอเมื่อไหร่พวกเราค่อยชิงเอาตราประทับสะเก็ดดาวทั้งสองชิ้นมาจากเขา ถึงเวลานั้นท่านก็สามารถฝึกไปได้ทีละขั้นแล้ว”
กล่าวมาถึงตรงนี้ ซูหลินก็พูดต่อด้วยใบหน้าแสดงความอิจฉา “ได้เวทสร้างแดนอย่างครบถ้วนสมบูรณ์แบบก็น่าจะรู้ถ่องแท้ถึงเวทที่มหัศจรรย์ของแดนว่างเปล่า แดนเอตทัคคะ และแดนเทพเ้า และก็มีเพียงพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวที่สาบสูญไปเท่านั้นถึงจะวิชาเช่นนี้ได้ แม้แต่วิมาน์ของพวกเราก็ยังต้องคลำหากันอย่างยากลำบาก...”
“ที่ข้าเป็กังวลก็คือเนี่ยเทียนผู้นั้นจะหล่อหลอมตราประทับสะเก็ดดาวเข้ากับตัว และทำความเข้าใจกับคาถาสะเก็ดดาวบทต้นและบทกลางอย่างทะลุปรุโปร่งเสียก่อน” หนิงหยางหน้านิ่งราวกับผิวน้ำ “ถึงเวลานั้น ต่อให้เป็เ้าวิมานก็ไม่สามารถบีบบังคับเอาตราประทับสะเก็ดดาวทั้งสองมาจากร่างของเขา”
“เขาสามารถผสานตราประทับสะเก็ดดาว แต่ข้ากลับทำไม่ได้ ถึงเวลานั้นอาจกลายเป็ว่าข้าต้องเป็ฝ่ายกรีดเถือเอาตราประทับสะเก็ดดาวที่ข้าได้รับมานี้ส่งมอบให้เขาเองเสียมากกว่า!”
คิดมาถึงตรงนี้หนิงหยางก็แทบจะสะกดกลั้นความพลุ่งพล่านในใจเอาไว้ไม่อยู่
ซูหลินครุ่นคิดอย่างละเอียดก็หน้าเปลี่ยนสีเช่นกัน นางจึงกล่าวว่า “ท่านอาจารย์อา ข้าขอคิดหาวิธีอีกหน่อย ข้าจะลองไหว้วานคนบางส่วนให้ไปหาที่อาณาจักรอื่นๆ ในดินแดนดาวตก”
กล่าวจบซูหลินก็จากไปอย่างเร่งร้อน
หลังจากที่นางห่างไปไกล ในที่สุดหนิงหยางก็ะเิความอัดอั้นออกมา เขาคำรามชื่อของเนี่ยเทียนเสียงแหบเสียงแห้งพลางทุบทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่บนยอดเขานั้นให้พังทลายเป็ผุยผงไปด้วย
-----
