บทที่ 1 : คืนวิวาห์อัสนีบาต
ประตูไม้แกะสลักบานใหญ่ถูกปิดลงทิ้งให้ หลี่ชิงเกอ ยืนโดดเดี่ยวอยู่กลางห้องหอที่กว้างขวางทว่าเย็นเยียบราวกับสุสาน
ไม่มีเทียนมงคลสีแดงส่องสว่าง ไม่มีกลิ่นหอมของกำยานดอกไม้ มีเพียงกลิ่นคาวสนิมจางๆ และแสงจันทร์ซีดขาวที่สาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา กระทบกับร่างเงาตะคุ่มของบุรุษผู้หนึ่งที่นั่งอยู่บนตั่งเตียง
มู่หรงจั้น ชินอ๋องแห่งแคว้นมู่ ไม่ได้สวมชุดเ้าบ่าวสีแดง แต่เขาสวมชุดคลุมสีดำสนิทปักลายัสี่เล็บ ผมยาวสยายไม่มัดรวบ ใบหน้าครึ่งหนึ่งซ่อนอยู่ในเงามืด เผยให้เห็นเพียงดวงตาเรียวยาวดุจพญาอินทรีที่จ้องมองมายังนางราวกับมองเหยื่อ
ในมือของเขาไม่ใช่จอกสุรามงคล... แต่เป็ดาบวงพระจันทร์ที่กำลังถูกเช็ดด้วยผ้าแพรสีขาวอย่างใจเย็น
"แคว้นหลี่ช่างสิ้นไร้ไม้ตอกเสียจริง"
น้ำเสียงทุ้มต่ำดังขึ้น ทำลายความเงียบงัน "ส่งองค์หญิงบรรณาการมาสังเวยข้าปีละคน... เ้าเป็คนที่สี่แล้วสินะ รู้หรือไม่ว่าพี่สาวทั้งสามคนของเ้า ตายสภาพไหนในห้องนี้?"
หลี่ชิงเกอยังคงยืนนิ่ง ภายใต้ผ้าคลุมหน้าเ้าสาวสีแดง นางไม่ได้ตัวสั่นเทาอย่างที่เขาคาดหวัง
"หม่อมฉันไม่ใคร่รู้เื่คนตายเพคะ ท่านอ๋อง" นางตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "หม่อมฉันสนใจเพียงเื่ของคนเป็"
"หึ! ปากเก่ง"
เคร้ง!
ดาบในมือของมู่หรงจั้นถูกกระแทกลงบนโต๊ะข้างเตียงอย่างแรง เขาหยัดกายลุกขึ้น ร่างกายสูงใหญ่กำยำแผ่จิตสังหารรุนแรงกดดันจนอากาศในห้องแทบจะจับตัวเป็น้ำแข็ง เขาเดินย่างสามขุมเข้ามาหานาง มือหนาหยาบกร้านกระชากผ้าคลุมหน้าเ้าสาวออกอย่างไม่ไยดี
ผ้าแพรสีแดงปลิวว่อนเผยให้เห็นดวงหน้าหมดจดงดงามราวกับเทพธิดา ดวงตาดอกท้อคู่นั้นจ้องมองเขาตอบโดยไม่หลบสายตา แม้แต่มู่หรงจั้นเองก็เผลอชะงักไปชั่วครู่ ไม่ใช่เพราะความงาม แต่เพราะความ 'นิ่ง' ที่ผิดวิสัยมนุษย์
"เ้าไม่กลัวข้ารึ?" เขาถามพลางบีบคางมนของนางแน่นจนเจ็บ "ข้าฆ่าเ้าได้ในพริบตาเดียว บิดาเ้าส่งเ้ามาตายชัดๆ"
"คนที่จะตายในคืนนี้ อาจไม่ใช่หม่อมฉัน"
หลี่ชิงเกอเอ่ยขึ้น พร้อมรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก นางยกมือขึ้นจับข้อมือหนาของเขาที่บีบคางนางอยู่ นิ้วเรียวยาวของนางกดลงบนจุดชีพจร 'เสินเหมิน' ที่ข้อมือเขาอย่างแม่นยำ
มู่หรงจั้นเบิกตากว้าง แขนข้างนั้นชาหนึบจนไร้ความรู้สึกโดยฉับพลัน เขาปล่อยมือจากหน้านางและถอยหลังไปก้าวหนึ่ง สัญชาตญาณนักรบร้องเตือนว่าสตรีตรงหน้าอันตราย!
"เ้าเป็วรยุทธ์?" เขาคำราม คว้าดาบข้างกายขึ้นมาทันที
"หามิได้ หม่อมฉันเป็เพียงสตรีในห้องหอ แรงจะฆ่าไก่ยังไม่มี" หลี่ชิงเกอปฏิเสธหน้าตาย นางเดินนวยนาดไปที่โต๊ะกลางห้องที่มีแผนที่ยุทธการกางทิ้งไว้ แทนที่จะเป็อาหารมงคล
นางมองดูแผนที่นั้น... แผนที่ชายแดนแคว้นมู่ ที่ซึ่งค่ายทหาร 'พยัคฆ์ทมิฬ' ตั้งอยู่
"ท่านอ๋อง... ได้ยินมาว่ากองทัพพยัคฆ์ทมิฬของท่านเกรียงไกรนัก แต่น่าเสียดาย... ที่ท่านควบคุมพวกมันได้เพียงกาย แต่ไม่ได้ิญญา"
"เ้าพล่ามเื่อะไร!" มู่หรงจั้นตวาด ปลายดาบจ่อเข้าที่ลำคอระหงของนาง "รู้ความลับทางทหาร มีโทษปะาเจ็ดชั่วโคตร!"
"ความลับ?" หลี่ชิงเกอหัวเราะเสียงใส ราวกับได้ยินเื่ตลกขบขัน "ความลับที่ว่าท่าน 'ตราพยัคฆ์' แต่กลับสั่งการ 'หน่วยองครักษ์เงา' ที่หลับใหลอยู่ใต้ดินไม่ได้ใช่หรือไม่?"
มู่หรงจั้นนิ่งอึ้ง นั่นคือความลับสุดยอดที่มีเพียงเขาและฮ่องเต้แคว้นมู่เท่านั้นที่รู้ กองทัพเงาบรรพชนที่ทรงพลังที่สุด แต่ไม่มีใครปลุกมันตื่นมานับร้อยปี
"เ้าเป็ใครกันแน่..." เสียงของเขาเริ่มเต็มไปด้วยความระแวง
"ข้าคือเ้าของที่แท้จริงของพวกมัน"
สิ้นเสียงหวาน หลี่ชิงเกอกำมือรอบคมดาบที่จ่อคอตัวเองอยู่!
นางออกแรงบีบคมดาบจนบาดลึกเข้าไปในเนื้อ เืสีแดงสดไหลรินออกมาเป็สาย นางสะบัดมือ หยดเืสาดกระเซ็นลงบนแผนที่ยุทธการ และบางส่วนกระเด็นไปถูก 'ป้ายหยกสีดำ' ที่ห้อยอยู่ที่เอวของมู่หรงจั้น
ซูม!
ทันทีที่โลหิตของนางััป้ายหยก แสงสีม่วงดำก็ะเิออกมาจากตัวมู่หรงจั้น ผลักร่างแม่ทัพหนุ่มจนกระเด็นไปกระแทกผนังห้อง
"อึก!" มู่หรงจั้นกระอักเืออกมา เขามองป้ายหยกประจำตระกูลที่กำลังสั่นระริกและลอยขึ้นไปหาหลี่ชิงเกอราวกับสุนัขที่เจอเ้าของ
บรรยากาศภายนอกห้องหอเปลี่ยนไปฉับพลัน ลมพายุพัดกรรโชกแรง ฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมากลางลานจวน แผ่นดินะเืเลื่อนลั่น
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนนับหมื่นดังกระหึ่มขึ้นมาจากใต้ดิน... ไม่ใช่แค่ในจวน แต่เสียงนั้นดังมาจากค่ายทหารรอบเมืองหลวง!
หลี่ชิงเกอยืนอยู่ท่ามกลางแสงสีม่วงที่โอบล้อมร่าง นางรับป้ายหยกนั้นมาถือไว้ในมือ าแที่ฝ่ามือสมานตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็วราวกับปาฏิหาริย์
นางหันกลับมามองมู่หรงจั้นที่นั่งพิงผนังด้วยแววตาของผู้ชนะ
"ท่านอ๋อง... คืนนี้เราคงไม่ได้ร่วมหอลงโรงกันแบบปกติเสียแล้ว"
นางก้าวเท้าเข้าไปหาเขา ช้าๆ มั่นคง ก่อนจะย่อตัวลงกระซิบข้างหูบุรุษที่ได้ชื่อว่าเป็แม่ทัพปีศาจ
"เพราะกองทัพของท่าน... ตอนนี้กำลังรอฟังคำสั่งจากข้า"
