วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว สามวันเพียงชั่วพริบตาก็สิ้นสุดลง การแข่งขันครานี้จัดขึ้นที่อุทยานหลวง แต่นางก็ยังเห็นสนามถูกตีช่องให้เป็ลู่วิ่ง ดูท่าน่าจะใช้เป็สนามแข่งขี่ม้ายิงธนู สำหรับจุดนี้ เฉียวเยว่ตบบ่าของหรงฉางเกอที่เดินทางมาพร้อมกัน "ดูท่าทางน่าจะมีการแข่งขันประเภทนี้อยู่ ทุกสิ่งคงต้องพึ่งเ้าแล้วล่ะ"
หรงฉางเกอพยักหน้า "วางใจได้ ไว้เป็หน้าที่ข้าเอง ข้าจะทำให้พวกเขาได้รู้ความร้ายกาจของต้าฉีเรา"
มุมปากของเฉียวเยว่โค้งขึ้นเป็รอยยิ้ม แม้ว่าจะมีเวลาเพียงสามวัน แต่นางก็นับว่าเป็สาวน้อยที่เป็กันเองคนหนึ่ง "อันที่จริงพวกเ้าลองพินิจดูให้ดี บางทีมันอาจจะไม่ได้ซับซ้อนมากมายนักก็ได้ ทุกคนทำใจให้สบายดีกว่า"
แม่นางที่ชื่อเย่หลันหลันเอ่ยว่า "แต่ก็ยังตื่นเต้นอยู่ดี"
เฉียวเยว่หันไปมองพี่สาว อิ้งเยว่มักทำให้คนรู้สึกว่ามั่นใจเต็มเปี่ยมเสมอ แต่นางมักไม่ค่อยพูด เฉียวเยว่ตรองดูก่อนที่จะกล่าวถ้อยคำปลอบประโลม "ก็เคยบอกพวกเ้าแล้วมิใช่หรือ พวกเขารู้ทางพวกเรา พวกเราก็รู้ทางพวกเขาเหมือนกัน จะเก่งกล้าสักแค่ไหนกันเชียว นอกเหนือจากหมากล้อมและศิลปะการต่อสู้ วิชาอื่นๆ ทั้งโคลงกลอน ลำนำ บทกวี พิณ อักษร ภาพเขียน ล้วนแต่ไร้กฎเกณฑ์ตัดสินที่แน่ชัด ดังนั้นไม่ว่าใครเป็ผู้ออกแบบทดสอบก็จะหลีกเลี่ยงหมวดวิชาเหล่านี้ เพราะต้องมีการเปรียบเทียบอย่างยุติธรรม จึงต้องเป็หมวดที่สามารถตัดสินผู้แพ้ชนะได้โดยตรงเท่านั้น เมื่อเป็เช่นนี้ พวกเราก็ไม่ต้องกลัว พวกเราไม่ได้ พวกเขาก็ไม่แน่ว่าจะทำได้ ยิ่งไปกว่านั้นแค่วิชาคำนวณข้าก็สามารถใช้จัดการพวกเขาได้แล้ว ดูตามหมวดวิชาที่พวกเขามีความชำนาญ พวกเราก็สามารถคาดคะเนวิชาที่ใช้ในการแข่งขันได้คร่าวๆ แล้ว พวกเรามิได้อ่อนด้อย ดังนั้นมาสู้กันสักตั้งเถอะ!"
คำพูดของเฉียวเยว่ช่วยปลุกจิติญญาแห่งการต่อสู้ของทุกคนให้ลุกโชนขึ้นมา อิ้งเยว่ยิ่งมองน้องสาวก็ยิ่งรู้สึกว่านางมีความสามารถในการโน้มน้าวชักจูงผู้คน แต่สิ่งที่นางพูดก็เปี่ยมไปด้วยเหตุผล ยิ่งไปกว่านั้นยังช่วยให้คนสบายใจขึ้นอย่างบอกไม่ถูก แท้จริงแล้ว่สองสามวันมานี้นางก็ตื่นเต้นมาก เพียงแต่มิได้แสดงออกมาให้เห็น หากตนเองยังหวาดวิตกแล้วพวกนางจะเป็เช่นไร มีแต่จะหมดความเชื่อมั่นกันไปใหญ่ ทว่าบัดนี้เมื่อได้ยินคำกล่าวของเฉียวเยว่ นางก็รู้สึกว่ามีเหตุผลมากอยู่จริงๆ
ระหว่างที่สนทนากัน คณะของพวกนางก็เลี้ยวเข้ามาในอุทยานหลวง
แม้ว่าทุกคนจะมีความกดดันค่อนข้างสูง แต่ในมุมมองของเบื้องบนกลับไม่นับว่าเป็อันใด หากฝ่าาทรงเห็นความสำคัญมากจริง ก็คงจะไม่ให้อีกฝ่ายเลือกคนตามอำเภอใจ
การแข่งขันครานี้นอกจากเหล่าเชื้อพระวงศ์ ขุนนางใหญ่ทุกท่านก็สามารถเข้ามาในสนามแข่งได้ ทั้งยังอนุญาตให้พาสมาชิกในครอบครัวเข้ามาได้อีกคน
เหมือนบิดานางที่พาภรรยามาร่วมงาน แต่ถึงจะไม่อนุญาต ซูซานหลางก็คิดหาวิธีพาภรรยาของตนเข้ามาจนได้อยู่ดี เพราะอย่างไรเสียบุตรสาวก็อยู่ทั้งคู่
เฉียวเยว่มองสถานที่จัดเตรียมไว้ และเข้าไปยืนร่วมกับสหายร่วมเรียนในที่ที่จัดไว้สำหรับพวกนาง ผ่านไปสักพัก คนยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เฉียวเยว่ลอบกวาดตามอง เห็นเหล่าสนมชายาทั้งหมดรวมถึงภรรยาของขุนนางใหญ่ต่างมาร่วมชมความครึกครื้น พวกนางช่างว่างกันจริงๆ
แต่มานึกดูแล้ว ั้แ่นางข้ามภพมาไม่เคยได้ยินว่ามีงานเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่ามีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย เมื่อมีการจัดงานยิ่งใหญ่ทุกคนย่อมปรารถนาจะมาร่วมสนุกสนาน
แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะคุยกระซิบกระซาบ แต่เมื่อมีคนจำนวนมาก ทั่วทั้งอุทยานจึงมีเสียงหึ่งๆ ราวกับฝูงผึ้ง
ว่ากันว่าสตรีชมชอบการสนทนา แต่ดูเหมือนทางบุรุษก็ไม่น้อยหน้า ต่างจับกลุ่มสองสามคนพูดคุยกัน
เสียงขานเรียกของขันทีน้อยดังขึ้น คณะคนจากซีเหลียงมาถึงอุทยานหลวง โดยมีจ้าวอ๋องเป็ผู้นำพาขบวน รอยยิ้มของเขาอบอุ่นอ่อนโยนปานสายลมวสันต์
ในอุทยานไม่มีการจัดที่นั่งใดๆ นอกจากเก้าอี้ั เฉียวเยว่รู้สึกว่างานนี้เจ๋งสุดยอด!
องค์ชายสี่แห่งซีเหลียงรูปโฉมธรรมดาเหมือนบุรุษทั่วไปมิได้โดดเด่นสะดุดเช่นองค์ชายเก้า
แต่มู่หรงจิ่วกลับสามารถสะกดสายตาผู้คนได้ั้แ่แรกเห็น คนไม่น้อยล้วนกล่าวว่ามู่หรงจิ่วมีรูปโฉมเหนือสามัญ ดูท่าคงจะไม่ธรรมดาจริงๆ เพียงแย้มยิ้มบางเบาก็ััได้ถึงความเอื้ออารีไร้พิษภัย
เฉียวเยว่นึกถึงคำพูดของหรงจ้าน เอ่ยเตือนเสียงเบา "อย่าหลงเสน่ห์ฝ่ายตรงข้าม จนอ่อนข้อให้เป็อันขาด"
ทุกคนต่างหัวเราะขบขันกับคำพูดของนาง มีคนหนึ่งสะกิดเฉียวเยว่แล้วพูดว่า "เพ้อเจ้อ"
แต่เช่นนี้กลับทำให้ทุกคนหายตื่นเต้น และสงบสติอารมณ์ลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ จะเพราะได้ยินถ้อยคำของเฉียวเยว่หรือไม่สนใจไปเองก็สุดรู้ได้
มู่หรงจิ่วมองมาที่เฉียวเยว่อย่างเปิดเผย
เฉียวเยว่ใจเต้นดังโครมคราม แต่ก็นึกได้ว่าด้วยระยะห่างเท่านี้ กับเสียงที่ค่อนข้างเบา เขาย่อมไม่ได้ยินสิ่งที่นางพูดอยู่แล้ว
มู่หรงจิ่วทอยิ้มแ่จางมองมาที่เฉียวเยว่ ไม่ถอนสายตาไปไหน เฉียวเยว่ก้มลงมองตนเองก่อนหันไปถามหรงฉางเกอ "ข้ามีตรงไหนผิดปรกติหรือเปล่า เหตุใดคนผู้นั้นเอาแต่จ้องข้าล่ะ?"
แม้ว่าความสัมพันธ์ของนางกับหรงฉางเกออยู่ในระดับปานกลาง แต่อย่างน้อยก็สนิทสนมคุ้นเคยพอๆ กับสหายร่วมชั้นที่อยู่กันมาหนึ่งปี
หรงฉางเกอมองดูปราดหนึ่ง ก็ส่ายหน้า "ไม่เห็นมีอะไรนี่"
นางหัวเราะเสียงเย็น "ข้าว่าเขาคิดจะใช้เสน่ห์ล่อลวงเ้าล่ะสิ เ้าพวกซีเหลียงสารเลว ไม่มีใครดีสักคน ทั้งก่อกวนชายแดน แย่งชิงทรัพยากรของพวกเรา แม้แต่การแข่งขันก็ยังไม่กล้าสู้อย่างเป็ธรรม มีแต่พวกบัดซบทั้งนั้น"
"ยิ่งทุกคนดูแคลนพวกเรา เราก็ยิ่งต้องชนะ ข้าอุตส่าห์เอาเงินส่วนตัวทั้งหมดไปลงเดิมพันฝ่ายพวกเราเชียวนะ ฮ่าๆ" นางพูดเสริม
เฉียวเยว่จับมือหรงฉางเกอ ไม่ให้นางพูดต่อไป การพนันขันต่อหาใช่สิ่งที่มีหน้ามีตาเท่าใดนัก
มู่หรงจิ่วมองเฉียวเยว่อยู่ครู่หนึ่ง มุมปากประดับรอยยิ้ม แววตาอ่อนโยนเอื้ออารี ไร้พิษภัย
เฉียวเยว่เชิดหน้านิ่งอยู่สักพัก ก่อนที่จะยิ้มให้เขาแล้วพึมพำว่า "ข้าจะทำให้พวกเ้าร้องไห้กลับไปเลยคอยดู!"
คนที่อยู่รอบๆ แทบจะขำพรืดออกมาพร้อมกัน
แม่นางผู้นี้อย่าพูดติดตลกด้วยถ้อยคำเหิมเกริมเช่นนี้ได้หรือไม่?
อิ้งเยว่จูงมือน้องสาวด้วยความระอาใจ "เ้าก็เพลาๆ ลงบ้างเถอะ"
"ข้าต้องใช้ความผยองข่มพวกเขาหน่อยสิ" เฉียวเยว่พูดอย่างจริงจัง
สิ้นคำกล่าว ก็ได้ยินเสียงขันทีน้อยป่าวร้องอีกครา ความครึกครื้นในอุทยานแปรเปลี่ยนเป็เงียบสงบ เสียงพูดคุยจางหายไป
บุรุษในอาภรณ์สีเหลืองสว่างสดใสสาวเท้าก้าวใหญ่เข้ามา แล้วนั่งลงบนที่ประทับ
"การแข่งขันเริ่มต้น ณ บัดนี้" ขันทีน้อยสะบัดแส้ป่าวประกาศ
เฉียวเยว่มองไปยังฝ่ายตรงข้าม มีทั้งบุรุษและสตรี ไม่ยุติธรรมเลยสักนิด
"การประลองที่หนึ่ง วิชาคำนวณ"
เฉียวเยว่ยักไหล่ หัวเราะออกมา ควรรู้ว่า นางเคยถูกพิษวิชาคำนวณระดับสูงทรมานจนเกือบตายมาแล้ว แม้ว่าวิชานี้จะเป็จุดอ่อน แต่ถึงอย่างไรก็ร่ำเรียนมาเกือบยี่สิบปี หลังจากข้ามภพมารู้ว่าตนเองอ่อนด้านนี้ จึงเพียรพยายามให้ความสำคัญ
ด้านโคลงกลอนบทกวีนางไม่กล้าบอกว่าตนเองเป็ที่หนึ่ง แต่หากเป็ด้านนี้นางกล้าพูดว่าใครเข้ามาคือรนหาที่ตาย
ทางซีเหลียงปรึกษาหารือกันสักครู่ ก็ส่งชายหนุ่มเข้ามาคนหนึ่ง กลางหว่างคิ้วของเขาฉายแววหยิ่งผยอง ท่าทางดูแคลนเฉียวเยว่ ประหนึ่งว่าการแข่งขันกับสตรีคนหนึ่งคือความอัปยศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีนางนั้นยังเป็เพียงแม่นางน้อยที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม
แต่ไม่แปลกที่เขาจะคิดเช่นนี้ เพราะวันนี้เฉียวเยว่สวมกระโปรงยาวสีชมพูอ่อน จับคู่กับเสื้อสีฟ้าน้ำทะเลขับเสริมความอ่อนเยาว์ เกล้ามวยสองข้างราวกับตุ๊กตาน้อยห้าหกขวบ บนมวยผมประดับด้วยปิ่นทองรูปแมลงปอน้อยเพียงชิ้นเดียว หากถามว่าบนตัวนางมีอะไรบ้างที่ดูหรูหรา ก็คงจะเป็ห่วงทองที่ประดับบนลำคอ บนห่วงทองมีไข่มุกตงจูเม็ดใหญ่สองสามเม็ดแลดูสะดุดตา
แต่เมื่อแต่งครบชุด ก็ยิ่งทำให้ดูอ่อนเยาว์ลงหลายปี เฉียวเยว่แต่งหน้าบางเบา หากบอกว่านางอายุแปดเก้าขวบก็คงจะมีคนเชื่อ
หากพินิจให้ดีก็จะพบว่าศิษย์หญิงทุกคนจากสำนักศึกษาสตรียกเว้นแต่เพียงอิ้งเยว่ ล้วนมุ่นมวยผมแบบเดียวกัน และแต่งหน้าเพียงบางเบา ดูสดชื่นสบายตา เมื่อมองอย่างผิวเผิน ก็ดูอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงสามถึงสี่ปี
ผู้ออกแบบทดสอบที่เดินออกมาถึงหน้ากระดานก็คือบิดาของนางเอง เฉียวเยว่เห็นแล้วก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
ชะรอยการออกแบบทดสอบก็มีขั้นตอนเฉพาะ
แล้วก็เป็จริงดังคาด ซูซานหลางเป็ผู้ออกแบบทดสอบให้ซีเหลียงเป็ผู้ตอบ ส่วนทูตของซีเหลียงก็จะออกแบบทดสอบให้เฉียวเยว่เป็คนตอบ
เมื่อเห็นทั้งสองฝ่ายไร้ข้อโต้แย้ง เห็นได้ว่าเื่นี้ผ่านความเห็นชอบมาก่อนหน้านี้แล้ว ผู้เรียนทั้งสองหันหลังให้กระดานถามตอบ จึงไม่มีผู้ใดมองเห็นคำถามของตนเอง
หนุ่มน้อยที่อยู่ข้างกายเฉียวเยว่แค่นเสียงหึ เฉียวเยว่เอ่ยเสียงเบา "ถ้าแพ้ก็อย่าร้องไห้ขี้มูกโป่งล่ะ"
เขาชำเลืองมองมาด้านข้าง แต่เฉียวเยว่กลับทำไม่รู้ไม่ชี้เหมือนเมื่อครู่ตนเองมิได้เป็คนพูด ทำให้ชายหนุ่มนึกเข่นเขี้ยวจนคันเหงือกยุบยิบ
"โหม่ง" เสียงฆ้องลั่นขึ้น เฉียวเยว่หันหลังทันควัน คำถามอยู่กลางกระดาน หากเข้าไปใกล้อีกหน่อยก็จะเห็นคำถามอย่างชัดเจน
พูดตามตรง คำถามของทั้งสองฝ่ายไม่ง่ายเลย แต่หากถามถึงความยาก ก็อยู่ในระดับปานกลาง
เฉียวเยว่เริ่มแก้โจทย์ปัญหาโดยไม่ต้องคิด
ไม่ว่าทุกคนจะเข้าใจขั้นตอนหรือไม่ แต่นี่ก็ไม่สำคัญ ใครเร็วกว่า และถูกต้องถึงจะเป็ผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุด
ต้องบอกว่าในฐานะสตรีข้ามภพ เฉียวเยว่ก็ยังมีข้อได้เปรียบ นางเข้าสูตรลัดคณิตศาสตร์อย่างรวดเร็ว นี่นับว่าเป็ข้อดีของการข้ามภพหรือไม่เล่า
พูดตามตรง เพราะความรีบร้อน ลายมือของนางจึงชุ่ยมาก แต่ทว่าฝ่ายตรงข้ามก็มิได้ดีไปกว่ากันเท่าไร แต่ในเวลาจำเป็เช่นนี้ย่อมไม่มีผู้ใดถือสากับเื่เล็กน้อย
เฉียวเยว่คำนวณถึงขั้นสุดท้ายอย่างรวดเร็ว หลังตรวจทานั้แ่ต้นจนจบ ก็เขียนคำตอบทันที แล้วลั่นฆ้องโดยเร็วที่สุด
"โหม่ง"
นางเชิดคางสูง มองไปยังคณะทูตซีเหลียง
หลังจากเฉียวเยว่ลั่นฆ้อง ฝ่ายซีเหลียงย่อมไม่สามารถตอบได้อีก แท้จริงแล้วเขาช้าไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
องค์ชายสี่ซีเหลียงกับองค์ชายเก้ามองไปที่กระดานถามตอบ
ขุนนางผู้รับหน้าที่ของซีเหลียงมีสีหน้ากระอักกระอ่วน เข้ามากระซิบข้างหูองค์ชายเก้า
องค์ชายเก้าเงยหน้า "ถูกต้อง"
การพ่ายแพ้ั้แ่สนามแรกมักทำให้แรงขับเคลื่อนไม่สูงพอ
อย่าว่าแต่คณะทูตที่สีหน้าย่ำแย่ แม้แต่คนในราชสำนักต้าฉีเห็นความเร็วของซูเฉียวเยว่ก็ยังต้องถอนหายใจ ถึงตอนนี้ก็ยังมีคนมากมายไม่เข้าใจกระบวนการคำนวณของนาง
"การแข่งขันลำดับ..."
"ช้าก่อน" ขณะที่กำลังจะเริ่มการแข่งขันลำดับที่สอง องค์ชายเก้าก็เอ่ยปาก
เขาลุกขึ้นยกยิ้มน้อยๆ "คือว่า ต้องขออภัยที่ข้าอ๋องน้อยความรู้สามัญ ไม่เข้าใจวิธีการคำนวณของคุณหนูเจ็ดสกุลซู มิทราบว่าคุณหนูพอจะชี้แนะได้หรือไม่?"
สายตาของทุกคนมองมาที่ตัวนาง เฉียวเยว่ยกมุมปากโค้งขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นลักยิ้มคล้ายมีคล้ายไม่มี "ไม่ได้ แต่กระดาษคำตอบแผ่นนี้สามารถมอบให้ท่านได้ ลองนำกลับไปศึกษาเองเถิด"
พรืด!
ทุกคนต่างเก็บอาการไม่อยู่
เฉียวเยว่ทำไม่รู้ไม่ชี้ราวกับหมดธุระของตนเองแล้ว
"อวี้อ๋องเสด็จ..."
