เฉียวเยว่รู้สึกว่าตนเองล่วงเกินหรงจ้านเข้าแล้ว นึกถึงสีหน้าเ็าราวกับจะกินคนของเขาเมื่อเช้า นางก็รู้สึกหัวใจห่อเหี่ยว
พอเห็นเฉียวเยว่กินข้าวไม่ลง สีหน้ากลัดกลุ้มราวกับจะคั้นออกมาเป็น้ำ อิ้งเยว่ก็เลียบเคียงถาม "เ้าอย่าเก็บมาใส่ใจนักเลย"
วันนี้ั้แ่กลับมาถึง เฉียวเยว่ก็ลากนางไปพูดคุยมากมาย
"พี่สาวไม่รู้อะไร เขาเป็คนใจแคบ ซ้ำยังเ้าคิดเ้าแค้น วันนี้ข้าล่วงเกินเขาไปแล้ว ไม่แน่ว่าเขาอาจจะทำอะไรไม่ดีก็ได้" เฉียวเยว่เอ่ยด้วยสีหน้าอมทุกข์
ที่นางพูดพล่ามไม่หยุด เพราะรู้สึกไม่สบายใจจริงๆ
อิ้งเยว่เห็นนางเป็เช่นนี้ก็ยิ่งรู้สึกขบขัน นางเอื้อมมือไปขยี้หัวของเฉียวเยว่ "เขาไม่ทำอะไรหรอก เฉียวเยว่ทั้งน่ารักและเฉลียวฉลาด ใครจะรังแกเ้าลงกันล่ะ"
เฉียวเยว่หัวเราะหึๆ แต่นั่นไม่รวมหรงจ้านน่ะสิ
คนผู้นี้ใช่คนปรกติเสียที่ไหน
ยิ่งสังเกตท่าทีของเฉียวเยว่ อิ้งเยว่ก็ยิ่งรู้สึกว่าน่าขัน "เด็กอย่างเ้าคิดอะไรเป็ตุเป็ตะ ต่อให้เขาอยากจะทำอะไรกับเ้า ก็ต้องดูก่อนว่าพี่สาวเห็นด้วยหรือไม่ เ้านี่มันตัวโง่งมน้อยแท้ๆ ข้าเห็นข้างนอกลมแรง หากจะออกไปก็สวมเสื้อให้หนาหน่อยเล่า"
เฉียวเยว่ตอบอื้อ "ข้าจะไปเดินเล่นที่หลังเขาหน่อย ถึงแม้ว่าที่นี่จะไม่ไกลจากเมืองหลวงมากนัก แต่ก็รู้สึกได้ว่าไม่เหมือนกันเลยแม้แต่น้อย ที่นี่ค่อนข้างจะเย็นกว่า"
อิ้งเยว่พยักหน้า "เมืองหลวงประชากรค่อนข้างหนาแน่น บ้านเรือนก็เยอะ อาจช่วยต้านลมหนาวได้มากกว่า แต่ที่นี่แตกต่างกัน สถานที่เป็ที่โล่งแจ้ง ทั้งอยู่บนูเา ย่อมจะหนาวเย็นกว่า"
เฉียวเยว่ผงกศีรษะยอมรับคำกล่าวของพี่สาว แต่ก็กล่าวว่า "ทว่าความงดงามของที่นี่เมืองหลวงไม่อาจเทียบเทียมได้ ป่าไม้และขุนเขาเขียวขจีไปหมดจริงๆ เมื่อวานตอนขึ้นเขา ข้าเห็นมีดอกไม้เล็กๆ แซมอยู่ท่ามกลางป่าเขา เป็ภาพที่งดงามสุดจะบรรยาย"
ความเขียวขจีของผืนป่าต่างจากต้นไม้ที่ปลูกในกระถางที่บ้านอย่างสิ้นเชิง
เมื่อถึงยามบ่ายเฉียวเยว่พาคนไปหลังเขา อวิ๋นเอ๋อร์พกอุปกรณ์วาดภาพติดตัวไปด้วย เฉียวเยว่เลือกสถานที่แห่งหนึ่ง แล้วเอ่ยด้วยความดีใจ "เอาที่นี่มาเป็แบบวาดภาพแล้วกัน"
พูดจบ ก็มองไปรอบๆ
"คุณหนูมองหาอะไรหรือเ้าคะ" อวิ๋นเอ๋อร์ถาม
เฉียวเยว่ส่ายหน้า นางนึกว่าจะพบกับพี่จ้านที่นี่เสียอีก หลังจากนั้นก็ถอนหายใจ ปล่อยวางความว้าวุ่นทั้งหลายลงก่อน แล้วเริ่มวาดภาพอย่างสำราญใจ จะว่าไปที่นี่ก็งดงามเป็พิเศษจริงๆ
แน่นอนว่าหากบรรยากาศไม่อึมครึมก็คงจะสวยยิ่งกว่านี้
"คุณหนู พวกเราวาดกันอีกสักครู่ก็รีบกลับเถอะเ้าค่ะ ข้าเห็นท้องฟ้ามืดครึ้มลงเรื่อยๆ ดูเหมือนฝนใกล้จะมาแล้ว"
เฉียวเยว่ผงกศีรษะ ก่อนแหงนหน้ามองท้องฟ้า เห็นเมฆดำปกคลุมหนาแน่น ก็ถอนหายใจ "ฟ้าครึ้มเร็วจริง เมื่อตอนเที่ยงแค่มีลมแรง เดิมทีข้านึกว่า่บ่ายลมหยุดแล้ว พวกเราก็จะมีโอกาสออกมาวาดรูป ที่ไหนได้กลับไม่เป็อย่างที่คิด"
อวิ๋นเอ๋อร์หัวเราะเบาๆ "พวกเราต้องอยู่ที่นี่ตั้งสิบวัน จะรีบร้อนไปไยเล่า คุณหนูไม่ต้องกังวล ไม่แน่ว่าูเาหลังฝนซาอาจจะให้ความรู้สึกไปอีกอย่างหนึ่งก็ได้"
เฉียวเยว่พยักหน้า "พูดมีเหตุผลยิ่ง หลังพิรุณวสันต์พร่างพรม ข้าว่าอากาศน่าจะอบอุ่นขึ้นมาบ้าง"
พอคิดเช่นนี้ ก็รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นหลายส่วน
นางแหงนหน้ามองฟ้าอีกครา ยิ่งรู้สึกว่าเมฆครึ้มยิ่งเยอะขึ้น เฉียวเยว่ตัดสินใจเด็ดขาด "พวกเราเก็บของกลับกันดีกว่า ไม่ได้พกร่มมาด้วย หากเปียกฝนล่ะก็แย่เลย"
อวิ๋นเอ๋อร์รับคำ
เพียงแต่ความเร็วของพวกเขายังสู้์ไม่ได้
เพิ่งจะเก็บของเสร็จ ฝนขนาดใหญ่เท่าเมล็ดถั่วก็เทลงมา เฉียวเยว่ยกมือขึ้นป้องศีรษะ ไม่สนใจกฎเกณฑ์มารยาทอันใดแล้ว
นางร้องะโเสียงดัง "พวกเราวิ่งกลับเดี๋ยวนี้เลย เร็วๆ เข้า"
หลังเขาอยู่ไกลจากที่พักพอสมควร แม้จะวิ่งกลับไปก็ต้องใช้เวลาครู่ใหญ่
กว่าจะกลับมาถึง เฉียวเยว่ก็เปียกปอนไปทั้งตัว แต่ก็ช่วยไม่ได้ ใครให้อากาศของที่นี่เปลี่ยนแปลงเร็วนักเล่า เฉียวเยว่วิ่งเข้าไปในห้องพร้อมกับจามออกมา
สาวใช้ทั้งสองต่างเปียกมะล่อกมะแล่ก เฉียวเยว่กำชับกับผู้คุ้มกัน "เมื่อกลับมาถึงก็ไม่มีอะไรแล้ว พวกเ้ากลับห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้ากันก่อน อย่าให้ต้องไอเย็น เดี๋ยวอีกสักครู่ข้าจะไปขอน้ำขิงจากสามเณรน้อย"
ผู้คุ้มคักรับคำแล้วจากไป
อวิ๋นเอ๋อร์เพียงเช็ดตัวง่ายๆ แล้วหาร่มคันหนึ่งจะออกไปข้างนอก เฉียวเยว่รั้งนางไว้ "จะไปไหน?"
"บ่าวจะไปเอาน้ำร้อนมาให้คุณหนูอาบเ้าค่ะ มิเช่นนั้นท่านจะไม่สบายเอาได้" อวิ๋นเอ๋อร์ตอบ
จากนั้นก็เดินออกไปอย่างรวดเร็ว เฉียวเยว่คิดจะเรียกนางให้หยุด แต่กลับถูกเสี่ยวชุ่ยรั้งตัวไว้
ผ่านไปครู่ใหญ่ อวิ๋นเอ๋อร์ก็กลับมา "ที่นี่ไม่มีน้ำร้อนที่ต้มเอาไว้เลย ไม่ว่าฤดูไหนทุกคนในวัดล้วนเคยชินกับการอาบน้ำเย็น น้ำร้อนจะต้มให้พวกเราเฉพาะตอนเช้ากับตอนเย็น แต่บ่าวชี้แจงสถานการณ์ให้พวกเขาทราบแล้ว พวกเขากำลังเตรียมการอยู่ นอกจากนี้บ่าวยังสั่งคนให้ต้มน้ำขิงอีกด้วย คุณหนูไม่ต้องร้อนใจ"
เฉียวเยว่รับคำ บัดนี้นางเช็ดตัวจนสะอาดแล้ว หลังจากตอบอื้ม ก็ยิ้มหน้าระรื่น "ข้าไม่เป็ไร เ้าก็รีบเช็ดตัวให้แห้งเถอะ ขืนยังอยู่สภาพนี้จะเป็ไข้ขึ้นเอาได้"
"บ่าวใช้ชีวิตค่อนข้างจะสมบุกสมบัน ไหนเลยจะเจ็บป่วยง่ายดายปานนั้น คุณหนูเสียอีก ดูสิ ผมของท่านยังไม่แห้งสนิทเลย" อวิ๋นเอ๋อร์ตอบ
เฉียวเยว่ทำเสียงเข้ม "ข้าแข็งแรงอย่างกับวัว" พูดไม่ทันขาดคำก็จามสามครั้งติดกัน
เห็นนางเป็เช่นนี้ อวิ๋นเอ๋อร์ก็ยิ่งกังวล "คุณหนูดื่มน้ำอุ่นสักหน่อยเถิด"
หลังจากอาบน้ำและดื่มน้ำขิงแล้ว ท้องฟ้าก็มืดลงอย่างรวดเร็ว วันนี้มีฝน ท้องฟ้ามืดเร็วกว่าปรกติ
อิ้งเยว่เดินมาดู พอพบว่าสีหน้าของเฉียวเยว่ไม่สู้ดีนัก ก็นิ่วหน้า "อวิ๋นเอ๋อร์ เย็นนี้เ้าต้มยาให้เฉียวเยว่กิน ข้ามีพกติดตัวมาด้วย"
อวิ๋นเอ๋อร์รับคำ
ผลไม่ผิดจากที่คาดไว้ เพราะเปียกฝน เฉียวเยว่ไข้ขึ้นเล็กน้อยตอนหัวค่ำ
นางนอนอยู่บนเตียง ดวงหน้าน้อยแดงเพราะพิษไข้ ทุกคนต่างก็เปียกฝน แต่ไม่มีใครเป็อะไร นางซึ่งได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด กลับถูกพิษไข้เล่นงานจนต้องนอนซม
ที่แท้ยิ่งทะนุถนอมมากเท่าไรก็ยิ่งบอบบางเท่านั้น บัดนี้นางรู้สึกเจ็บคอมาก วิงเวียนศีรษะ หลังจากดื่มน้ำขิงแล้วไม่ช้าก็เหงื่อออกจนชุดนอนเปียกชื้น
"พวกเ้าออกไปเถอะ ข้าอยากนอนสักครู่" จากสาวน้อยที่สดใสร่าเริง ยามนี้กลับอ่อนปวกเปียก น้ำเสียงแหบแห้ง ดูราวกับแมวน้อยตัวหนึ่ง
อิ้งเยว่ยื่นมือมาแตะหน้าผากของนาง ไม่นับว่าตัวร้อนมาก แต่ถึงอย่างไรน้องสาวของนางป่วยแล้ว นางมาถึงห้องชั้นนอก ก็กำชับว่า "คืนนี้ข้าจะไม่นอน หากอาการไข้ของเฉียวเยว่หนักขึ้น ให้มาแจ้งข้าทันที เข้าใจหรือไม่? หากไม่ไหวจริงๆ พวกเราจะลงเขาตอนกลางคืนไปเชิญท่านหมอ"
สาวใช้ทั้งสอบตอบรับคำ
"ให้นางพักผ่อนมากๆ อย่าส่งเสียงเอะอะรบกวน"
นางกำชับอีกครั้ง
อิ้งเยว่มองเข้าไปด้วยความเป็ห่วง หลังจากนั้นก็ถอนหายใจ แล้วเดินกลับห้องของตนเอง
ฝนยังไม่มีวี่แววว่าจะหยุด อิ้งเยว่มองสายฝนนอกหน้าต่าง ในใจก็รู้สึกหวั่นวิตก
ทุกคนออกไปกันแล้ว เหลือเฉียวเยว่นอนอยู่บนเตียงเพียงลำพัง ขณะกำลังเคลิ้ม ก็รู้สึกเหมือนว่าฝนจากด้านนอกจะตกหนักขึ้น จะเป็เพราะตนเองง่วงงุนเกินไปจนเกิดอาการหลอนหรือไม่ก็สุดที่จะรู้ได้
นางออกแรงดึงผ้าห่มของตนเอง แล้วพึมพำเสียงเบา "กินยาแล้ว ดื่มน้ำขิงแล้ว ห่มผ้าห่มนอนให้เหงื่อออก พรุ่งนี้เช้าข้าก็จะหายแล้ว"
นางปลอบใจตนเองด้วยน้ำเสียงแ่เบาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ประหนึ่งว่าหากพูดเยอะๆ แล้วตนเองจะดีขึ้น
หลังจากงัวเงียอยู่สักพักในที่สุดก็ผล็อยหลับไป
ไม่รู้ว่าหลับไปนานเพียงใด เฉียวเยว่รู้สึกว่าตัวร้อนขึ้น ด้วยความเอาแต่ใจมาจนชิน และจำไม่ได้ว่าตนเองกำลังป่วยอยู่ จึงเตะผ้าห่มที่คลุมตัวออกไป เผยให้เห็นน่องเล็กๆ ขาวเนียน เมื่อลมเย็นโกรกเข้ามาเฉียวเยว่ค่อยรู้สึกสบายขึ้น พอนางพลิกตัวชุดนอนก็ม้วนขึ้นมา เผยให้เห็นเนื้อ่เอวที่บอบบางและขาวเนียนละเอียด นางฝังศีรษะเข้าไปบนหมอนหนุน รู้สึกว่าการทำเช่นนี้ช่วยให้หลับสบายกว่า
เพียงแต่เวลาผ่านไปเร็วมาก ราวกับว่านางเพิ่งผ่อนคลายได้เพียงครู่เดียว ผ้าห่มก็กลับมาห่อบนตัวอย่างหนาแน่น
เฉียวเยว่ขมวดคิ้ว นึกว่าเป็อิ้งเยว่พี่สาวของนาง ปากก็บ่นพึมพำ "พี่สาว ไม่ห่มผ้า ข้าร้อน"
"ไม่ได้" น้ำเสียงทุ้มต่ำตอบกลับมา
แล้วห่มผ้าห่มให้นางแ่ายิ่งขึ้น
เฉียวเยว่ยู่ปาก ก่อนจะพึมพำออกมา "อยากดื่มน้ำ"
พอรู้สึกว่าคนข้างเตียงลุกขึ้น นางก็เริ่มเตะผ้าห่มออกอีกครา
เมื่อได้ยินความเคลื่อนไหว คนผู้นั้นก็หันกลับมามอง "หากเตะทิ้งอีก ข้าจะมัดเ้าด้วยผ้าห่ม"
เฉียวเยว่ถูกข่มขู่ก็เบะปาก ไม่ช้าศีรษะของนางก็ถูกคนยกขึ้นมาเป็มุมเอียงเล็กน้อย แล้วพาดศีรษะหนุนบนแขนข้างหนึ่ง ถ้วยน้ำถูกส่งมาถึงริมฝีปาก เฉียวเยว่อ้าปากก้มศีรษะเล็กน้อยแล้วดื่มเข้าไปสองสามคำ
หลังจากดื่มน้ำอุ่น ก็รู้สึกชุ่มชื่นในลำคอมากขึ้น นางเลียริมฝีปาก แต่ทันใดนั้นก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง นึกถึงเสียงพูดที่ได้ยินเมื่อครู่ ก็ลืมตาขึ้นทันควัน
คนตรงหน้ามิใช่ใครอื่น แต่เป็หรงจ้าน
หรงจ้านกำลังมองนางอยู่ เฉียวเยว่ชี้นิ้วสั่นระริกไปที่เขา "ทะ... ทะ... ท่าน ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?"
นางใจนขวัญหนีดีฝ่อ
จากเดิมที่ยังง่วงงุนเหมือนอยู่ในความฝัน เพียงพริบตาก็ได้สติชัดเจนขึ้นมาก นับว่าตื่นขึ้นมาแล้ว
นางมองใบหน้าที่อยู่ใกล้แค่คืบอย่างงุนงง รู้สึกเหมือนว่าตนเองอยู่ในความฝัน "พี่สาวไม่น่าจะอนุญาตให้ท่านเข้ามาเยี่ยมข้า"
นางมั่นใจมาก
หรงจ้านยกยิ้มน้อยๆ "แล้วอย่างไรเล่า? ข้าก็เข้ามาแล้วมิใช่หรือ แต่ข้ารู้สึกแปลกใจยิ่ง"
เฉียวเยว่ "หืม?"
หรงจ้านวางนางลง แล้วเลิกคิ้วพูดต่อ "ได้ยินคำกล่าวว่าคนโง่งมมักจะไม่ล้มป่วย เ้าคงจะเป็คนโง่งมที่แหกกฎข้อนี้"
เดิมทีเฉียวเยว่ก็เป็ไข้อยู่ ถูกเขายั่วโมโห ก็ยิ่งปวดหัวมากกว่าเดิม นางชูมือน้อยๆ โบกไปมาราวกับกำลังไล่แมลงวัน "คนน่ารำคาญ ข้าป่วยขนาดนี้ยังจะมายั่วโมโหอีก รีบไปเลย รีบไปเลย"
หรงจ้านไหนเลยจะเคยถูกคนแสดงท่าทางรังเกียจ ต่อให้ทุกคนจะไม่ชอบเขาแค่ไหน ก็ไม่กล้าแสดงกิริยากับเขาเช่นนี้
เขาปล่อยเฉียวเยว่ลงดีๆ แล้วห่มผ้าให้นาง "ห้ามเ้าเตะผ้าห่มทิ้งอีก ข้าจะเฝ้าดูเ้าตรงนี้ หากเ้าเตะผ้าห่มออก ข้าจะจับเ้ามัดเสียเลย นอนดีๆ"
ถูกคนจ้องมองเช่นนี้ เฉียวเยว่ไหนเลยจะหลับลง
คนผู้นี้ช่างไม่รู้กาลเทศะเอาเสียเลย เฉียวเยว่ค่อนแคะอยู่ในใจ แต่แล้วจู่ๆ นางก็นึกขึ้นมาได้ "เรือนชั้นนอกของพวกเรามีผู้คุ้มกันอยู่ นอกจากนี้ยังมีพี่สาวข้า อวิ๋นเอ๋อร์..." เพราะกำลังเป็ไข้ จึงเริ่มสะเปะสะปะไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี
หรงจ้านทำเสียงจิ๊จ๊ะอย่างดูแคลน "ข้าจัดการพวกเขาได้ ไม่ใช่ปัญหา หากเ้ายังไม่นอนอีก ข้าจะจับมัดแล้วนะ"
เฉียวเยว่หลับตาทันควัน "หลับแล้ว หลับแล้ว"
หรงจ้านอมยิ้ม ลุกขึ้นเอาถ้วยไปวาง โดยอาศัยแสงสลัวจากภายนอก แต่เมื่อหันกลับมาเขาก็ตะลึงอยู่กับที่ เมื่อเห็นสาวน้อยปล่อยเรือนผมสยายนอนอยู่ตรงนั้นชัดเจนขึ้น ดวงหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราขาวผุดผ่อง แพขนตาสั่นน้อยๆ ชุดนอนของนางค่อนข้างหลวมจนเลื่อนลงมาเผยให้เห็นหัวไหล่กลมมนน่ารัก
