บทที่ 36 ยอดยุทธ์พิสดารแห่งชิงเซียว
เมื่อเห็นสตรีชุดเหลืองตัดสินใจวู่วามเช่นนั้น หยางเจวี๋ยติ่งจึงขยับกายหมายจะพุ่งเข้าไปขวาง ทว่าไหล่ของเขากลับถูกมือข้างหนึ่งกดไว้แน่น
ปัง!
ร่างของสตรีชุดเหลืองกระแทกเข้ากับเสาเรือนอย่างแรง โลหิตแดงฉานสาดกระเซ็น ร่างของนางอ่อนระทวยแล้วทรุดฮวบลงกับพื้นสิ้นใจทันที
หยางเจวี๋ยติ่งหันกลับมาด้วยความโกรธ ทว่าเมื่อพบว่าผู้ที่กดไหล่เขาไว้คือหลี่ชิงชิว โทสะของเขาก็มลายหายไปกลายเป็ความสับสนแทน เขาถามขึ้นว่า “นางเองก็ทำไปเพราะถูกบีบคั้น การที่นางพาเจียงจ้าวเซี่ยกลับมาได้ย่อมแสดงว่าเนื้อแท้ของนางมิได้เลวร้าย โทษทัณฑ์มิควรถึงตายนะขอรับ”
ศิษย์คนอื่นๆ ก็พากันมองมาที่หลี่ชิงชิว ไม่เข้าใจว่าไฉนเขาจึงขัดขวางการช่วยชีวิต
หลี่ซื่อเฟิงหันมองศพของสตรีชุดเหลือง ทว่าเขากลับลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
ต่อหน้าสายตาตำหนิของหยางเจวี๋ยติ่ง หลี่ชิงชิวถามกลับเรียบๆ ว่า “ข้าเป็คนฆ่านางรึ?”
หยางเจวี๋ยติ่งถึงกับสำลักคำพูด มิรู้จะโต้แย้งอย่างไร เขาอึกอักอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะโพล่งออกมาว่า “ทว่า... จะเห็นคนตายต่อหน้าโดยไม่ช่วยได้อย่างไรกัน”
“ช่วยแล้วอย่างไรต่อ?”
หลี่ชิงชิวถามจี้ หยางเจวี๋ยติ่งมิเคยคิดถึงจุดนี้มาก่อน เมื่อเขาลองตรองดูตามคำถาม เขาก็พบว่าการช่วยเหลือนางอาจนำมาซึ่งปัญหาที่ไม่มีวันจบสิ้น ตัวเขาเองก็เคยผ่านเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน ถึงได้ยอมรั้งอยู่สำนักชิงเซียวอย่างสงบในยามนี้
หลี่ชิงชิวหมุนตัว กวาดสายตามองเหล่าศิษย์ทุกคนแล้วกล่าวว่า “หากช่วยนางไว้ นางอาจจะเป็สายลับของสำนักเทียนเตาที่แฝงตัวเข้ามาทำลายชิงเซียวต่อ หรือหากนางพูดจริง ความแค้นระหว่างนางกับสำนักเทียนเตาก็ยากจะประสาน และมันจะดึงพวกเราเข้าสู่ากับสำนักเทียนเตาเร็วยิ่งขึ้น อีกทั้งความจริงที่ว่านางวางยาพิษใส่เจียงจ้าวเซี่ยก็เป็เื่จริง เพียงเพราะนางมีเหตุผลที่เลี่ยงมิได้ นางจึงมีสิทธิ์จะทำเช่นไรก็ได้รึ?”
“อีกอย่าง ในเมื่อนางปรารถนาจะตายเพราะช่วยน้องชายไม่ได้ ไฉนพวกเราจึงไม่เคารพในการตัดสินใจที่จะตายของนางเล่า?”
“ในยุทธภพนี้ หนี้แค้นเป็สิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ ผู้ฝึกยุทธจำนวนมากถูกบีบให้เข้าสู่วงล้อมแห่งการเข่นฆ่าเพราะจุดยืนที่ต่างกัน เพียงเพราะพวกเขา ‘ถูกบังคับ’ คนที่พวกเขาฆ่าสมควรตายงั้นรึ? ทุกคนที่ทำผิด มักจะมีเหตุผลที่เลี่ยงมิได้มาอ้างเสมอ!”
“ข้ายึดถือเพียงจุดเดียว ใครก่อกรรมคนนั้นต้องรับผล ใครเป็หนี้ต้องชดใช้ มีแค้นต้องชำระ สำนักชิงเซียวมิใช่สำนักฝ่ายธรรมะตามขนบทางโลก พวกเราช่วยเหลือผู้คนได้ ทว่าต่อหน้าผู้ที่คิดร้ายต่อเรา เราจะใจอ่อนมิได้เด็ดขาด กฎเหล็กข้อเดียวของชิงเซียวคือ... เราไม่หาเื่ใครก่อน”
“ข้าหวังว่าในอนาคตอีกหลายปีข้างหน้า เมื่อศัตรูคิดจะข่มขู่ใครให้มาจัดการเรา ต่อให้คนผู้นั้นจะถูกบีบคั้นเพียงใด เขาก็ต้องคิดให้หนักถึงราคาที่ต้องจ่ายหากล่วงเกินพวกเรา”
กล่าวจบ หลี่ชิงชิวก็เดินเข้าไปอุ้มร่างของเจียงจ้าวเซี่ยจากหลีตงเยว่ แล้วเดินมุ่งหน้ากลับเข้าห้องพักของตน
เหล่าศิษย์ต่างมองหน้ากันเลิกลั่ก คำพูดของเ้าสำนักประกอบกับภาพศพของสตรีชุดเหลืองสร้างความสั่นะเืใจให้แก่พวกเขาอย่างมาก
สีหน้าของหยางเจวี๋ยติ่งเปลี่ยนไปมา เขามิได้โกรธ ทว่าคำพูดของหลี่ชิงชิวกระแทกใจเขาอย่างจัง
คุณธรรมคืออะไร? ความยุติธรรมคืออะไร? เขาอ้างตนว่าเป็ผู้กล้า ทว่าที่ผ่านมาเขาฆ่าคนไปน้อยเสียเมื่อไหร่? บางที การปกป้องเพียงผู้ที่อยากมีชีวิตอยู่ และตัดภาระที่วุ่นวายทิ้งไป อาจเป็วิถีของผู้กล้าที่บริสุทธิ์และไร้กังวลกว่าก็เป็ได้
“ท่านเ้าสำนักพูดถูก พวกเราไม่มีเวลาและไม่มีเหตุผลต้องมาพิสูจน์ว่าคำพูดของนางจริงหรือเท็จ สิ่งเดียวที่เราต้องรู้คือนางวางยาพิษทำร้ายเจียงจ้าวเซี่ยจริง จะมาบอกว่านางไม่ผิดเพียงเพราะเจียงจ้าวเซี่ยดวงแข็งไม่ตายไม่ได้ พวกเ้าลองคิดดูเถิด หากนางเป็บุรุษหน้าตาอัปลักษณ์ พวกเ้ายังจะยอมมายืนฟังนางพล่ามเื่ความลำบากใจอยู่อีกรึ?”
เฉิงชางไห่เอ่ยขึ้นกะทันหัน ทว่าประโยคหลังทำเอาศิษย์หลายคนถึงกับกลอกตาใส่
ศิษย์ชายหน้าตาธรรมดาคนหนึ่งถามด้วยความน้อยใจว่า “าุโเฉิงขอรับ บุรุษหน้าตาขี้เหร่แล้วมันผิดตรงไหนกัน?”
ชั่วพริบตา อารมณ์ของฝูงชนก็ถูกเปลี่ยนทิศทาง ทุกคนเริ่มรุมด่าเฉิงชางไห่แทน ส่วนพวกที่หน้าตาดีหน่อยก็พากันขำพรืดที่เฉิงชางไห่ชอบพูดจาขวานผ่าซาก
อีกด้านหนึ่ง
หลี่ชิงชิวกลับเข้าห้อง เริ่มใช้เข็มิญญาผีบอกคืนชีพรักษาเจียงจ้าวเซี่ยอีกครั้ง
ความจริงเขาสามารถใช้เข็มนี้ยื้อชีวิตสตรีชุดเหลืองไว้ได้ ทว่าเขาใคร่ครวญดูแล้วจึงเลือกที่จะปล่อยไป
จางยวี่ชุน หลีตงเยว่ และหลี่ซื่อเฟิง เดินตามเข้ามา ยืนล้อมรอบเตียงมองเจียงจ้าวเซี่ยด้วยความกังวล
“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านทำได้ยอดเยี่ยมมาก ความจริงข้าก็อยากจะไล่นางไปใจจะขาด ทว่ากำลังข้ามีจำกัด ลำพังจะแบกศิษย์พี่สามกลับมาก็รากเืแล้ว หากตอนนั้นข้ามัวแต่แทะขาหมูจนมิได้ดื่มเหล้าป่านนี้ข้าคงโดนพิษไปด้วยแน่ๆ โชคดีที่ศิษย์พี่สามเตือนทัน... ให้ตายเถอะ ต่อให้สำนักเทียนเตาไม่ลงมือ พิษนั่นก็ฆ่าคนได้จริง ยัยนั่นเหี้ยมนัก ใครจะนึกว่าเ้าของโรงเตี๊ยมจะวางกับดักไว้ล่วงหน้าแบบนั้น” หลี่ซื่อเฟิงกล่าวอย่างสะใจ
จางยวี่ชุนพยักหน้าเห็นพ้อง “หากช่วยนางไว้ ภายหลังย่อมวุ่นวาย หากนางเกิดเคียดแค้นศิษย์พี่สามขึ้นมาว่าเป็ต้นเหตุให้น้องชายนางตาย ปัญหาจะตามมาไม่รู้จบแน่นอน”
เขารู้สึกเสมอว่าสำนักชิงเซียวขาดอะไรไปบางอย่าง วันนี้เขาจึงเข้าใจชัดแจ้ง... นั่นคือ ‘บรรยากาศ’ และ ‘อุดมการณ์’ (ปณิธาน) สำนักชิงเซียวจะเป็สำนักแบบใด และข้อบังคับของศิษย์คืออะไร สิ่งเหล่านี้กำลังเริ่มก่อตัวขึ้นแล้ว
หลี่ชิงชิวมองเจียงจ้าวเซี่ยที่นอนอยู่บนเตียงพลางกล่าวเบาๆ “ความจริงข้าเกรงว่านางจะสร้างความผูกพันกับศิษย์พี่สามของพวกเ้า นางตัวคนเดียวไร้ที่พึ่ง และสำนักเทียนเตาก็เป็ศัตรูร่วมกันของทั้งคู่ หากวันหน้าต้องติดตามกันจนวันตาย ศิษย์พี่สามคงยากจะปฏิเสธน้ำใจโฉมงาม ข้าไม่อยากเห็นเขาถูกคนที่ตนรักแทงข้างหลังในอนาคต”
หลีตงเยว่และจางยวี่ชุนมองเขาด้วยความประหลาดใจ ทั้งคู่เริ่มเข้าสู่วัยหนุ่มสาวจึงเริ่มมีความรู้สึกนึกคิดเื่นี้อยู่บ้าง
หลี่ซื่อเฟิงเกาหัว ถามอย่างงงๆ “ศิษย์พี่ใหญ่เพิ่งจะคุยกับนางแค่ประโยคเดียวตอนยังไม่สลบ จะไปรักนางได้อย่างไรกันขอรับ?”
หลี่ชิงชิวเหลือบมองพลางแค่นเสียง “เ้ายังเด็ก ไม่เข้าใจเื่ความรักหรอก”
“แล้วศิษย์พี่ใหญ่เข้าใจดีนักรึ?”
“แน่นอน!”
“ศิษย์พี่เคยรักใครรึขอรับ?”
“ข้าเคยมีความรักในความฝันมาหลายครั้งแล้ว ทั้งฝังรากลึกถึงกระดูก ทั้งเ็ปเจียนตาย พอตื่นมาข้าเลยสาบานว่าจะไม่รักใครอีก”
หลี่ชิงชิวไหลไปเรื่อย ทว่าหลี่ซื่อเฟิงกลับเชื่อเป็ตุเป็ตะ รีบถลาเข้าไปถามว่าต้องทำอย่างไรถึงจะฝันแบบนั้นได้บ้าง
จางยวี่ชุนและหลีตงเยว่มองหน้ากัน พลางยิ้มขมขื่นอย่างจนใจ ศิษย์พี่ใหญ่ก็เป็เช่นนี้เสมอ ยามที่กำลังคุยเื่จริงจัง มักจะพ่นเื่ไร้สาระออกมาหน้าตาเฉย
ผ่านไปครู่หนึ่ง...
หลี่ชิงชิวเก็บเข็ม จางยวี่ชุนสบโอกาสถามว่า “ศิษย์พี่ใหญ่ เื่สำนักเทียนเตาจะเอาอย่างไรต่อดีขอรับ?”
เมื่อได้ยินชื่อนี้ แววตาของหลี่ชิงชิวพลันเย็นะเื “เอาอย่างไรน่ะรึ? เ้าว่าควรเอาอย่างไร ในเมื่ออีกฝ่ายคิดจะฆ่าคน พวกเราก็ย่อมต้องทำให้เกิดการเสียเืเสียเนื้อบ้างเป็ธรรมดา”
“ถูกต้อง! ต้องให้มันนองเื! หากแค้นนี้ไม่ได้ชำระ จะฝึกยุทธไปเพื่ออะไร!” หลี่ซื่อเฟิงโวยวายด้วยความแค้นเคืองเมื่อนึกถึงพวกเทียนเตา
จางยวี่ชุนกล่าวด้วยความกังวล “สำนักเทียนเตามีกระจายอยู่ทั่ว ทำงานไร้ซึ่งจรรยาบรรณ ดูจากการลอบกัดศิษย์พี่สามก็รู้แล้ว ดังคำกล่าวที่ว่า ‘หอกสว่างหลบง่าย ลูกศรลับยากป้องกัน’”
หลี่ชิงชิวกำลังจะอ้าปากกล่าว ทว่ามือข้างหนึ่งพลันคว้าหมับเข้าที่แขนของเขา เขาหันไปมอง พบว่าเจียงจ้าวเซี่ยลืมตาขึ้นแล้ว
เจียงจ้าวเซี่ยที่ใบหน้าซีดเซียวจ้องมองหลี่ชิงชิวเขม็ง พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงไร้เรี่ยวแรง “ศิษย์พี่ใหญ่... เื่นี้ขอให้ระงับไว้ก่อน... ข้าจะล้างแค้นด้วยมือของข้าเอง... ข้าต้องทำด้วยตัวเองให้ได้...”
จางยวี่ชุนและพวกต่างดีใจที่เห็นเขาฟื้น โดยเฉพาะหลี่ซื่อเฟิงที่เกือบจะหลั่งน้ำตา การเดินทางในยุทธภพครานี้ดูเหมือนง่าย ทว่าความยากลำบากมีเพียงพวกเขาที่รู้ซึ้ง ใน่ที่เจียงจ้าวเซี่ยหมดสติไป เขาหวาดกลัวจนนอนไม่หลับทุกคืน
หลี่ชิงชิวสบตากับเจียงจ้าวเซี่ย เขาถอนหายใจยาว ตบหลังมืออีกฝ่ายเบาๆ แล้วกล่าวว่า “ศิษย์พี่สาม... ได้ ตามใจเ้า”
เจียงจ้าวเซี่ยจึงยอมปล่อยมือและหลับตาลงพักผ่อนต่อ
หลี่ชิงชิวลุกขึ้นยืน “ไปกันเถอะ ปล่อยให้เขาพักผ่อนให้เต็มที่”
ทั้งสามคนพยักหน้าและเดินตามเขาออกจากห้องไป
หลี่ชิงชิวเดินมุ่งหน้าไปทางหลังเขาเพื่อฝึกตนต่อ หลีตงเยว่เดินตามมาติดๆ ถามเสียงเบาว่า “ศิษย์พี่ ท่านอย่าร้อนใจไปเลยนะเ้าคะ ศิษย์พี่สามยังปลอดภัยดี”
หลี่ชิงชิวหันมายิ้มให้ “ข้ามิได้ร้อนใจ เ้าอย่าคิดมากเลย”
หลีตงเยว่อึกอักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรวบรวมความกล้ากล่าวว่า “ศิษย์พี่ใหญ่ จิตสังหารของท่านดูจะรุนแรงขึ้นมาก เป็เพราะท่านอาจารย์จากไปแล้วท่านต้องแบกรับแรงกดดันมากเกินไปใช่ไหมเ้าคะ?”
หลี่ชิวหยุดฝีเท้า ถามกลับว่า “เ้ากลัวข้าในตอนนี้รึ?”
“ข้าจะไปกลัวศิษย์พี่ใหญ่ได้อย่างไร ข้าแค่เป็ห่วงท่าน ความจริงท่านไม่จำเป็ต้องแบกรับความกดดันไว้คนเดียวขนาดนี้ ไม่ว่าอุปสรรคใด พวกเราพร้อมจะเผชิญไปด้วยกัน ต่อให้ต้องตายพร้อมกัน ท่านก็ไม่จำเป็ต้องแบกทุกอย่างไว้บนบ่าเพียงลำพังหรอกเ้าค่ะ”
หลีตงเยว่กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง แววตาของนางเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นไร้ซึ่งความเกรงกลัว
หลี่ชิงชิวอดมิได้ที่จะหัวเราะออกมา เขาเอื้อมมือไปขยี้หัวนางเบาๆ แล้วดุว่า “ตายเตยอะไรกัน ศิษย์พี่ของเ้ายังไม่อยากตายหรอกนะ เอาละ ไปทำหน้าที่ของเ้าเถอะ อย่ามากวนการฝึกของข้า”
เขาก้าวเดินต่อหายลับเข้าไปในป่า ทิ้งให้หลีตงเยว่ยืนมองส่งแผ่นหลังเขาอยู่ตรงนั้น
ณ โถงใหญ่ที่ตกแต่งอย่างโอ่อ่าโบราณ ลู่ฝูหู่ เ้าสำนักเทียนเตา นั่งเปลือยท่อนบนอยู่บนเก้าอี้ ข้างกายมีสตรีในชุดม่วงผู้มีเสน่ห์เย้ายวนกำลังคอยใส่ยาให้
ลู่ฝูหู่มีร่างกายกำยำ ผมเผ้าและหนวดเครายาวรุงรัง ดวงตาประดุจพยัคฆ์ฉายแววดุดัน รอยแผลเป็ที่พาดผ่านอกทำให้เขาดูน่าเกรงขามยิ่งขึ้น
“ปราณกระบี่ของเ้าหนูเจียงจ้าวเซี่ยนั่นร้ายกาจนนัก ผ่านมาเดือนกว่าแล้ว แผลกลับยังไม่ยอมสมานเสียที”
ลู่ฝูหู่กล่าวเสียงเข้ม ยามเอ่ยถึงเจียงจ้าวเซี่ยเขาก็กัดฟันด้วยความแค้น
สตรีชุดม่วงถามอย่างสงสัย “เจียงจ้าวเซี่ยแห่งสำนักชิงเซียว อายุเพียงสิบหกปีจริงๆ รึคะ?”
ข่าวงงานชุมนุมชาวยุทธแคว้นกูโจวแพร่สะพัดไปทั่วแล้ว เจียงจ้าวเซี่ยสร้างชื่อในศึกเดียวจนสั่นะเืวงการ ก่อนหน้านี้ลู่ฝูหู่ไม่ยอมบอกสาเหตุที่าเ็จนนางได้ยินคำเล่าลือถึงได้เข้าใจ
ลู่ฝูหู่แค่นเสียง “ถูกต้อง สำนักชิงเซียวนี่มันแหล่งรวมพวก ‘ยอดยุทธ์พิสดาร’ ในอดีตชิงเซียวเจินเหรินเคยกวาดล้างยุทธภพสามแคว้นไร้ผู้ต่อต้าน หลินสวิ่นเฟิงศิษย์ของมันก็ออกท่องยุทธภพั้แ่ยังเยาว์วัย ยามนั้นเขายังเด็กกว่าเจียงจ้าวเซี่ยเสียอีก นึกไม่ถึงว่ารุ่นหลังของชิงเซียวจะยิ่งพิสดารขึ้นเรื่อยๆ เจียงจ้าวเซี่ยในยามนี้ดูจะรุ่งโรจน์ยิ่งกว่าหลินสวิ่นเฟิงเสียอีก”
สตรีชุดม่วงกล่าวด้วยความกังวล “ท่านพี่ สำนักชิงเซียวร้ายกาจเพียงนี้ ท่านยังกล้าส่งคนไปลอบกัดเขา ไม่กลัวภัยจะถึงตัวรึคะ?”
“วางใจเถอะ หลินสวิ่นเฟิงล้างมือไปแล้ว ชิงเซียวเหลือเพียงกลุ่มเด็กน้อย คนที่เก่งที่สุดคือเจียงจ้าวเซี่ย เ้าเด็กนั่นแม้วรยุทธจะสูงส่งทว่าประสบการณ์ในยุทธภพยังอ่อนหัดนัก ยามที่ ‘สี่เหนียง’ คอยคุ้มกันไปตลอดทาง พวกเด็กนั่นย่อมต้องไว้ใจนางแน่นอน บางทีลำพังแค่นางคนเดียวก็เพียงพอจะทำให้สำนักชิงเซียวล่มสลายได้แล้ว”
ลู่ฝูหู่กล่าวอย่างดูแคลน ยามนึกถึงแผนการอันแยบคายเขาก็เผลอยิ้มออกมา จนแผละเืทำให้ต้องซี๊ดปากด้วยความเ็ป
สตรีชุดม่วงส่ายหน้าอย่างจนใจ “ท่านเป็ถึงเ้าสำนักเทียนเตาผู้ยิ่งใหญ่ ทำเื่เช่นนี้ไม่กลัวคนเขาเอาไปนินทารึคะ?”
แววตาของนางฉายแววรังเกียจออกมาวูบหนึ่ง ทว่ามันก็เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
“หึ มันต้องตายเท่านั้น ข่าวลือเื่ที่ข้าแพ้ให้แก่มันถึงจะหายไปกับสายลม สำนักเทียนเตาคือหนึ่งในเจ็ดสำนักใหญ่แห่งแคว้นกูโจว จะยอมให้ใครมาเหยียบหัวไม่ได้ หากข้ายกกองกำลังไปถล่มสำนักชิงเซียว ชาวยุทธย่อมต้องหัวเราะเยาะข้า ข้าจึงต้องทำเช่นนี้!” ลู่ฝูหู่กล่าวเสียงเข้มอย่างไร้ความลังเล
“อีกอย่าง ข้าอยากรู้นักว่าเจียงจ้าวเซี่ยไปเอาความเก่งกาจมาจากไหน หรือว่าชิงเซียวเจินเหรินจะทิ้งเคล็ดวิชาเทพที่สืบทอดกันมาไว้ให้จริงๆ?”
สตรีชุดม่วงกำลังจะกล่าวต่อ ทันใดนั้น ชายผู้หนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในโถง พุ่งตรงมาหยุดเบื้องหน้าทั้งสองแล้วทรุดตัวคุกเข่าลงกึ่งหนึ่ง
“รายงาน! ท่านเ้าสำนัก หน้าคฤหาสน์มีคนสองคนมาเยือน หนึ่งในนั้นอ้างว่าเป็จอหงวนบู๊ หลี่อาง ้าขอท้าประลองกับยอดฝีมือสำนักเราขอรับ!”
