ผมยาวสยายประบ่า
ผิวบางอมชมพู เพียงััก็กลายเป็สีแดง
ร่างบางในชุดผ้าไหมสีชมพูที่ทับซ้อนกันไปมาหลายชั้นดูคล้ายกับดอกไม้ดอกหนึ่ง
หยินสงเมื่อกลายเป็เป้าสายตาก็อับอายเสียจนหน้าแดง
ยามนี้เขาโกรธจนแทบคลั่งตาย
ท่านแม่คลอดเขาออกมาให้เขาดูคล้ายสตรีก็แล้วไปเถิด ชุดที่นางเตรียมให้เขาก็ล้วนแต่คล้ายกับชุดของสตรีจริงๆ
วันนี้เพราะเขาอยากจะถ่วงเวลา จึงได้เอ้อระเหยเลือกชุดยาวชุดนี้ขึ้นมาสวม
ไม่คาดคิดว่าชุดนี้จะมีหลายชั้นถึงเพียงนี้
ด้วยเพราะฝีมือในการตัดเย็บของตระกูลหยินละเอียดลออนัก ทั้งยังเลือกเนื้อผ้าอย่างพิถีพิถัน จึงทำให้ผู้สวมใส่ไม่อาจทราบได้ว่าชุดนี้มีหลายชั้น
หากไม่ได้ร่ายรำ หรือทำอะไรทำนองนั้นก็ย่อมไม่มีทางััได้
เขาว่ายามเฉินโย่วตวัดแส้พันกายแล้วดึงเขากลับมา ท่าทางยามหมุนกลับมาของเขาจึงดูงดงามเสียยิ่งกว่าร่ายรำ
ด้วยเพราะสำนักเชินในยามนี้มีเพียงแค่บุรุษ ยามเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นจึงทำให้เหล่าบัณฑิตล้วนแต่ตื่นใ
หยินสงพลันหัวฟัดหัวเหวี่ยงขึ้นมา
ผมยาวสยายที่พาดไปด้านหลังยิ่งทำให้ใบหน้าของเขาดูเรียวเล็ก ทั้งยังมองเฉินโย่วแล้วหน้าแดงเช่นนี้ จึงทำให้มีเสียงจากด้านหลังดังขึ้นเป็ระลอก
“หรือจะเป็สตรีแต่งกายเป็บุรุษจริงๆ”
“จะต้องเป็สตรีแน่ๆ เขางามเสียยิ่งกว่าหญิงคณิกาอันดับหนึ่งในหอเฟิงโหลวเสียอีก”
เห็นอยู่ว่าแท้จริงแล้วเฉินโย่วต่างหากที่เป็สตรี ทว่ายามที่นางยืนข้างกายเขาเช่นนี้กลับไม่มีใครกล่าวถึงนาง
เฉินโย่วหน้าตางดงามกว่าเขาเสียด้วยซ้ำ
หยินสงไม่เข้าใจ
เฉินโย่วเป็สตรีก็จริง แต่จะให้มากที่สุดก็คงเป็ยามที่อยู่ต่อหน้าน้าหลัวของนาง ปกติยามอยู่บนูเากระดูก นางก็คุ้นชินกับการทำตัวโผงผาง ท่าทีผึ่งผายดูอย่างไรก็ไม่คล้ายสตรี
เมื่อเทียบกันแล้ว เมื่อเห็นเฉินโย่วยกมือขึ้นหยิกแก้มหยินสงก็ทำให้เขายิ่งดูคล้ายกับสตรียิ่งกว่านาง ทั้งตัวเขาเองเดิมทีก็ดูคล้ายสตรีอยู่แล้ว
หยินสงมีเื่ราวมากมายอยากจะกล่าวกับนาง ทว่าก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากที่ใด
ทั้งรอบกายของนางยังมีเหล่าพี่ชายยืนมองอยู่
กลับเป็จ้งหรูที่เพียงปรากฏกาย อาลู่ก็รู้ทันทีว่าต้องเป็คนในครอบครัวของท่านอาจารย์กัว จึงได้เข้าไปทักทายอย่างอบอุ่น
เพียงครู่เดียวพวกเขาก็สนิทสนมกันแล้ว
หยินสงก็รู้สถานะของคนเหล่านี้แล้ว คนที่เฉินโย่วเดินจับมือในวันนั้น ผู้ที่มีดวงตาดอกท้อ ริมฝีปากเล็กทว่าอวบอิ่ม ที่แท้ก็คือพี่ชายของนาง
ส่วนคนที่ท่อนแขนและร่างกายกำยำเสียจนแทบจะวิ่งแข่งกับม้าได้คือพี่รองร่างสูงใหญ่ ลู่อู่ ยามอยู่บนทุ่งหญ้าเขาเคยพบมาก่อน
ทั้งยังมีอีกคนที่รอยยิ้มแสนจะอบอุ่น ติ่งหูหนา ผมเผ้าเป็ระเบียบเรียบร้อยกว่าใคร นั่นคือพี่ชายคนที่สามของเฉินโย่ว นามว่าอาสวิน
ที่น่าแปลกใจคือทั้งสามคนไม่มีสักคนที่หน้าตาเหมือนเฉินโย่ว หรือหน้าตาคล้ายกันเองสักคนก็ยังไม่มี
ยังมีเด็กอ้วนอีกคนที่เอาแต่ก้มหน้าไม่ยอมกล่าวอะไร ทว่าฟังจากที่เฉินโย่วเล่าแล้วเขาเหมือนจะเป็ชาวแคว้นเชิน เกิดในครอบครัวคนรวย ทว่าหยินสงไม่เคยพบมาก่อน แต่ก็รู้สึกสนิทสนมขึ้นมา
ส่วนฉาวจิ่วที่มีรูปลักษณ์ค่อนข้างจะไม่น่ามองก็เป็ศิษย์เก่าเช่นกัน
แม้ว่าฉาวจิ่วจะมีรูปลักษณ์เช่นนี้ เฉินโย่วก็คงจะไม่คิดอะไรกับเขา แต่ถึงอย่างไรนางก็ยังเป็สตรี เหล่าพี่ชายของนางไม่กังวลใจกันหรืออย่างไร
ความจริงแล้วเหล่าพี่ชายของนางก็กังวลใจเป็อย่างยิ่ง
ต่อให้เฉินโย่วจะเอะอะอย่างไร ถึงอย่างไรก็เป็เด็กผู้หญิง
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดท่านอาจารย์กัวและแม่นางหลัวถึงยืนยันจะส่งนางมาศึกษาในสำนักเชินให้ได้
กระทั่งพี่ชายทั้งสามคนอย่างพวกเขาก็ยังไม่อาจคัดค้านได้
ต่อให้อาลู่คิดมากจนหัวแทบะเิก็ไม่มีทางเชื่อมโยงเฉินโย่วกับองค์หญิงใหญ่ได้ เพียงแต่คิดว่าเป็ไปได้หรือไม่ที่แม่นางหลัวและนายท่านสามจะคิดว่าเฉินโย่วคงจะอยู่ไม่ถึงวัยปักปิ่นจริงๆ ดังนั้นจึงอยากให้นางได้ใช้ชีวิตให้สนุกสนาน
ในใจของอาลู่ลึกๆ ก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน
แม้ว่าเขาจะเป็คนทะเยอทะยานเพียงใด ทว่าน้องสาวต้องมาก่อนความทะเยอทะยาน ในใจเขานางคืออันดับหนึ่ง
ดังนั้นเขาจึงยินยอมที่จะเดินทางมาศึกษาที่สำนักเชินกับน้องสาว ทั้งที่เดิมทีเขาแทบจะไม่ได้สนใจสำนักเชิน ั้แ่ท่านอาจารย์กัวเริ่มสอนหนังสือให้พวกเขา เขาก็รู้เป้าหมายของตัวเองนับแต่นั้นมา
เขาไม่อยากเรียนสี่ตำราห้าคัมภีร์เ่าั้ ทั้งไม่อยากสอบ เื่เหล่านี้ล้วนไม่อยู่ในความสนใจของเขา
เขาสนใจด้านกฎหมาย เขาคุ้นเคยกับการอ่านกฎหมาย ทั้งยังสามารถหาช่องโหว่ของมันได้
อีกทั้งยามที่กองทัพจิงบุกมาครั้งนั้น เขาจึงเพิ่งค้นพบว่าไม่ใช่เพียงรู้กฎหมายเท่านั้นที่มีประโยชน์ การรู้กฎหมายก็เพื่อหาช่องโหว่ได้ เช่นนั้นเขาจึงได้อยากเรียนเื่ตำราพิชัยามากกว่า
กองทัพจิงคือฝันร้ายของเขา ชีวิตนี้เขาไม่อยากจะพบกับเหตุการณ์นั้นอีก
ครั้งนั้นหากไม่ใช่เพราะน้องสาว พวกเขาและคนอื่นๆ คงไม่ได้มีชีวิตอยู่แล้ว จึงนับว่าพวกเขาแค่โชคดี
ดังนั้นนอกจากเขาจะเดินทางมาเรียนที่สำนักเชินเป็เพื่อนน้องสาวแล้ว เขายังได้สร้างหน่วยลาดตระเวนในเมืองหลวงขึ้นมา ทั้งอาลู่ยังหวังว่าจะได้เรียนเื่ตำราพิชัยาจากสำนักเชิน
ส่วนเสี่ยวอู่ไม่ได้คิดมากมายถึงเพียงนั้น แม้ว่าเขาจะไม่ชอบเรียนหนังสือ แต่พี่ชายน้องสาวอยู่ที่ไหนเขาก็อยู่ที่นั่น คอยดูแลให้พวกเขาปลอดภัยก็เท่านั้น
อาสวินเฝ้าฝันที่จะได้เข้าเรียนที่สำนักเชินมาแสนนาน ทั้งยังมีเฉินโย่วมาด้วยกันเช่นนี้ทำให้เขามีความสุขเหลือเกิน จนหลายวันมานี้เพราะว่าดีใจมากเกินไปจึงทำให้นอนไม่หลับเสียหลายคืน
เขาศึกษามาแล้วว่าหากสอบได้ลำดับที่หนึ่งของสำนักเชินก็จะสามารถแยกไปอยู่หอพักห้องเดี่ยวสำหรับคนเดียวได้ ดังนั้นเื่แรกที่เขาอยากทำคือการสอบให้ได้ที่หนึ่ง จากนั้นก็ขอห้องเดี่ยวมาให้เฉินโย่วอยู่
ทว่าสนามสอบสนามแรกยังอีกแสนนาน ่นี้จึงจำเป็ต้องให้เฉินโย่วอยู่รวมกับคนอื่นไปก่อน
อาสวินเดินสนทนากับฉาวจิ่วมาตลอดทาง ทั้งยังสนทนากันด้วยความจริงจังยิ่งนัก
กระทั่งเื่ที่ว่าในแต่ละวันกิจวัตรของฉาวจิ่วเป็อย่างไร ทำอะไรในเวลาใดบ้าง เมื่อเขาถามไป เ้าเด็กอ้วนข้างกายก็พลันทำหน้าขรึมลง ด้วยเด็กชายรู้สึกว่าเขาก็เคยผ่านเหตุการณ์เช่นนี้มาเหมือนกัน
ฉาวจิ่วกลับรู้สึกแปลกๆ ที่ถูกถามเช่นนี้ ทว่าเขาเมื่อกินข้าวเสร็จแล้วก็ยังต้องไปทำงาน จึงไม่อาจอยู่สนทนาต่อได้ ได้แต่ขออภัยแล้วปลีกตัวมาก่อน
รอจนฉาวจิ่วกลับมาถึงหอพักในตอนเย็นก็แทบจะเป็ลม เพราะนึกว่าตนเข้ามาผิดห้องเสียแล้ว
เมื่อเขาเดินเข้ามาด้านในก็เห็นว่ามีผนังกั้นไว้ ราวกับจะแบ่งห้องนี้ให้กลายเป็สองห้อง
“ท่านกลับมาแล้วหรือ” หลังกำแพงเด็กชายที่ยังผมชื้นอยู่ค่อยๆ ผลักประตูออกมา ร่างบางสวมเครื่องแบบสำนักเชินเช่นเดียวกับเขา แต่ดูหลวมกว่ามาก
“นี่ทำเพื่ออะไรกัน” ฉาวจิ่วขมวดคิ้วพร้อมถามขึ้น
“พี่ชายบอกว่าสำนักเชินไม่ได้มีกฎห้ามดัดแปลงห้องพัก ดังนั้นจึงได้ดัดแปลงมันเสียหน่อย เพราะห้องของข้าชอบมีสัตว์ปีนเข้ามา จึงเกรงว่าพวกท่านจะกลัว ท่านคงยังไม่ได้กินข้าวใช่ไหม ข้าเก็บอาหารไว้ให้ท่านแล้ว”
เฉินโย่วเอ่ยขึ้น เพราะเมื่อตอนเย็นไม่เห็นสหายร่วมห้องของตนไปกินข้าวที่โรงอาหาร
ฉาวจิ่วอัปลักษณ์เพียงใดก็ล้วนรู้กันอยู่
เขายุ่งจนลืมกินข้าวจริงๆ ่บ่ายเขาเพิ่งจะรับงานคัดหนังสือจากสหายบัณฑิตมาเพิ่ม ไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัวฟ้าก็มืดเสียแล้ว
เมื่อคิดอยากจะกินข้าวขึ้นมา โรงอาหารก็ปิดเสียแล้ว ไม่คาดคิดว่าสหายร่วมห้องของตนจะใส่ใจถึงเพียงนี้
ถึงขั้นเก็บอาหารไว้ให้เขาอีกชุดหนึ่ง
มองท่าทางของเ้าเด็กนั่นที่ราวกับกำลังเล่นละคร ค่อยๆ ถือจานใบหนึ่งที่มีหมั่นโถวขาวๆ อยู่สองลูก พร้อมกับข้าวอีกหนึ่งอย่าง ทั้งยังมีน้ำแกงร้อนๆ อีกถ้วย
น้ำแกงยังมีไอร้อนที่กลายเป็ควันลอยฟุ้ง
ฉาวจิ่วเห็นเช่นนั้นก็ได้แต่นิ่งเงียบ
ไม่รู้ว่านานเท่าใดแล้วที่ไม่มีใครใส่ใจเขาเช่นนี้
ตระกูลฉาวที่เคยช่วยเขาไว้ เพื่อเขาแล้วถึงขั้นใช้ตัวเองไปแทนที่เขา
บ่าวรับใช้ของเขาฉาวหูเต็มใจที่จะทำเช่นนี้ ทว่ามารดาของฉาวหูกลับไม่ยินยอม ทุกคราที่พบเขาก็ทำท่าราวกับได้พบศัตรูคู่อาฆาตก็ไม่ปาน
ทว่าก็เพียงเท่านั้น นางไม่ได้เปิดโปงเขา เพียงแต่ไม่อยากพบเขา
เป็ฉาวหูป่วยเสียแล้ว
ทั้งยังป่วยหนักยิ่ง
ฉาวจิ่วไม่เคยรู้ว่าจะรักษาโรคแต่ละครั้งจะต้องใช้เงินมากเพียงใด
ทำงานเสียจนแทบหายใจหายคอไม่ทัน แม้เขาจะทำงานหนักทุกวัน เงินที่ได้มาก็ยังแทบไม่พอจะซื้อยาสักเทียบ
เขากลายเป็รู้สึกชินชา
เขาจึงไม่ได้เริ่มล้างแค้น หรือเรียกได้ว่าไม่เริ่มทำอะไรเลยก็ได้
เพื่อหาเงินมาจ่ายค่ายา เขาก็ค่อยๆ ละทิ้งปณิธานของตนไป
ในห้องมีผนังเพิ่มขึ้นมาด้านหนึ่ง ทั้งยังมีโต๊ะสี่เหลี่ยมเพิ่มขึ้นอีกตัว ที่จริงก็ไม่ใช่โต๊ะสี่เหลี่ยม แต่เป็โต๊ะสองตัวที่นำมาต่อกัน
“คนอื่นๆ เล่า” ฉาวจิ่วก้มหน้าก้มตากินข้าว ควันสีขาวลอยขึ้นมาบดบังใบหน้าที่เปียกชื้นของเขาเอาไว้
เขาฝืนไม่ให้ตนร้องไห้ออกมา
“พี่จิ่วยังไม่รู้สิท่า ท่านได้โด่งดังอีกแล้ว พวกเขาเล่ากันว่าท่านอาศัยหน้าตาไล่ตะเพิดคนไปได้ ยอดดวงใจของฮูหยินสวีเมื่อเห็นท่านก็ขวัญเสียจนไม่ยอมเข้าเรียนในชั้นเรียนเตรียมความพร้อมแล้ว ท่านนี่มีหน้าตาเป็อาวุธจริงๆ” เฉินโย่วยิ้มแป้นกล่าวขึ้น
ฉาวจิ่วได้ยินคนอื่นถากถางเขาบ่อยครั้ง จากความโกรธขึ้งก็เปลี่ยนเป็ชินชา
ทว่าครั้งนี้กลับรู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมา
เด็กชายรูปงามคนนั้นนั่งหัวเราะจนตาปิดอยู่ตรงหน้าเขา
ทั้งยังเรียกเขาว่าพี่จิ่ว
