ิหยวนเร่งรีบพาหม่านสือชีไปที่เป่ยหลี่ เขาบอกให้หม่านสือชีรออยู่ด้านนอก ก่อนจะเดินไปเคาะประตู
“อาจารย์ ท่านมี พิมเสน เืั แก่นสีเสียด และมดยอบ หรือไม่ขอรับ?”
เผยซูเยี่ยขมวดคิ้ว “เ้าาเ็หรือ?”
“มิใช่ข้าขอรับ เป็สหายของข้าเอง” ิหยวนเล่าเื่ที่เฉาอู๋จิ่วถูกทำร้ายให้เผยซูเยี่ยฟังคร่าวๆ
“เข้ามาคุยข้างใน ผู้ใดอยู่ข้างนอก? เข้ามาด้วยกันสิ”
เซี่ยโหวเจี๋ยก็อยู่ที่นี่เช่นกัน ิหยวนดีใจมาก เพราะเขากำลังอยากปรึกษาเื่นี้กับอีกฝ่ายพอดี แต่ไม่รู้ว่าจะพาคนนอกเข้ามาได้หรือไม่ แต่ในเมื่อเ้าบ้านเอ่ยปากแล้ว อีกทั้งหม่านสือชีเป็คนซื่อตรง จึงเรียกอีกฝ่ายเข้ามาด้วย
“เข้าไปแล้วห้ามพูดมาก ออกไปแล้วก็ห้ามพูดสิ่งใดทั้งนั้น จำไว้ว่าตั้งใจฟังและปิดปากให้ดี” ิหยวนพาหม่านสือชีเข้าไปในห้องนั่งเล่น ก่อนจะกำชับอีกฝ่ายล่วงหน้า
“ท่านแม่ทัพเซี่ยโหว...” ยังไม่ทันพูดจบ หม่านสือชีเห็นคนบนรถเข็นก็พลันร้องเสียงหลง
ิหยวนรีบเอามือปิดปากอีกฝ่าย
“แค่กๆๆๆ เ้าจะฆ่าข้าหรือ...”
ิหยวนรีบปล่อยมือ หม่านสือชีหน้าแดงก่ำ นอนไออยู่บนพื้น
“ท่านแม่ทัพเซี่ยโหว? จริงๆ หรือ? ท่านยังมีชีวิตอยู่? ฮือๆๆ ดีใจจังเลย ฮือๆ ท่านแม่ทัพ...”
ชายวัยกลางคนทั้งสองกับเด็กหนุ่มอีกหนึ่งคนต่างมองหน้ากัน เมื่อเห็นหม่านสือชีคุกเข่าร้องไห้น้ำตาไหลพราก ทุกคนต่างทำหน้างง
“สือชี? เ้าเป็อันใดหรือไม่?” ิหยวนยื่นผ้าเช็ดหน้าให้เขาด้วยความเป็ห่วง
หม่านสือชีรีบเช็ดน้ำตาอย่างลวกๆ “ฮือๆๆ ขออภัยที่เสียมารยาท ข้าเติบโตมากับวีรกรรมเล่าขานของท่านแม่ทัพเซี่ยโหว ท่านคือแบบอย่างในชีวิตของข้า ในอนาคตข้าอยากออกรบขับไล่ศัตรู ล้างแค้นให้ท่านแม่ทัพ ฮือๆๆ...”
เซี่ยโหวเจี๋ยมองท่าทางตื้นตันใจของเด็กหนุ่มตรงหน้า รู้สึกทั้งขบขันและซาบซึ้งใจ เขาหันไปมองเผยซูเยี่ยแวบหนึ่ง
“เ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าคือใคร?”
หม่านสือชีมองเขาด้วยสายตาเคารพ “ที่ห้องตำราของบิดาข้ามีรูปวาดรูปหนึ่ง เป็ภาพท่านแม่ทัพออกรบฆ่าศัตรู บิดาและปู่ของข้าต่างพูดเป็เสียงเดียวกันว่าบุรุษพึงเป็เช่นนี้ ข้ามองภาพวาดนั้นทุกวัน จึงจำได้แม่น พอเห็นท่านก็จำได้ทันที ภาพวาดภาพนั้นช่างเหมือนท่านยิ่งนัก”
“เ้าแซ่หม่านหรือ? เช่นนั้นเ้ากับแม่ทัพหม่านแห่งราชวงศ์ฮั่น...”
“เป็บรรพบุรุษของศิษย์ขอรับ”
ิหยวนรีบดึงเขาขึ้น “ศิษย์อันใดกัน มีอย่างที่ไหน ยัดเยียดตนเป็ศิษย์เช่นนี้”
“ข้าฝึกวรยุทธ์มาั้แ่เด็ก ในใจข้ามีท่านแม่ทัพเซี่ยโหวเป็อาจารย์ บัดนี้ได้พบกับท่านอาจารย์แล้ว จะไม่ให้ข้าเป็ศิษย์อีกหรือ?” หม่านสือชียืดอกเถียง
“ความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับศิษย์ หาใช่เ้าจะเป็คนตัดสินใจผู้เดียว ต้องให้ท่านแม่ทัพยินยอมด้วย”
หม่านสือชีได้ยินเช่นนั้นจึงรีบทรุดตัวลงคุกเข่าทันที “ท่านอาจารย์โปรดรับข้าเป็ศิษย์ด้วย”
“หากท่านแม่ทัพไม่รับเ้าเป็ศิษย์เล่า?”
“ศิษย์จะคุกเข่าอยู่ที่ลานบ้าน ดุจดังเว่ยเซิงกอดเสา เมิ่งเจียงหนี่ร้องไห้จนกำแพงเมืองพังทลาย จนกว่าท่านอาจารย์จะรับข้าเป็ศิษย์”
“ใช้คำเปรียบเทียบผิดแล้ว”
“ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ศิษย์จะคุกเข่าอยู่ที่นี่จนกว่าท่านอาจารย์จะรับข้าเป็ศิษย์”
“เ้ายังเด็ก รู้จักแต่ความหุนหันพลันแล่น ท่านแม่ทัพแบกรับเื่ราวมากมาย เ้าจะรับผิดชอบได้อย่างไร?”
“หยวนเก้อเอ๋อร์ เ้าเด็กกว่าข้าเสียอีก ความมุ่งมั่นไม่ขึ้นอยู่กับอายุ อาจารย์กับศิษย์ย่อมถ่ายทอดสู่กันและกัน ท่านอาจารย์มีเื่อันใด ศิษย์คนนี้จะเป็คนรับผิดชอบเอง”
“เช่นนั้นท่านมีปณิธานอันใด?”
“ทำตามแบบอย่างเว่ยกวนและฮั่วชวี่ปิ้ง กอบกู้แผ่นดิน ขยายอาณาเขต”
“ท่านยืนหยัดได้หรือ?”
“จงรักภักดีต่อชาติ แม้ตายก็ไม่เสียใจ”
“แล้วหากต้องพบเจออุปสรรคเล่า?”
“แม้จะยากลำบากเพียงใด ข้าก็จะไม่ยอมแพ้”
“หากท่านอาจารย์ออกคำสั่งเล่า?”
“เชื่อฟังคำสั่ง ทำตามอย่างเคร่งครัด” หม่านสือชีเว้นจังหวะ “เอ่อ... แต่หากท่านอาจารย์ทำไม่ถูกต้อง ข้าก็จะทักท้วง”
ิหยวนกลั้นหัวเราะพลางหันไปหาเซี่ยโหวเจี๋ย “ท่านอาเซี่ยโหว ข้าเห็นว่าศิษย์คนนี้มุ่งมั่นแน่วแน่ สามารถฝึกฝนได้”
เซี่ยโหวเจี๋ยได้แต่ยิ้มแห้งๆ จ้องิหยวนอย่างไม่จริงจัง เด็กสองคนนี้ผลัดกันพูดจนเขาและซูเยี่ยแทรกกลางไม่ได้ จู่ๆ ก็มีศิษย์เพิ่มขึ้นมาอีกคน “พอได้แล้ว ลุกขึ้นเถอะ หากเ้าคุกเข่าอยู่ที่นี่จนตาย ข้าจะอธิบายกับประมุขตระกูลหม่านได้อย่างไร”
หม่านสือชีมองเขาอย่างตกตะลึง ิหยวนที่ยืนอยู่ด้านหลังจึงแอบถีบเขาเบาๆ เขารีบตอบรับ “ขอรับ ขอบคุณท่านอาจารย์!”
เผยซูเยี่ยสั่งให้คนนำยาสมุนไพรสองห่อใหญ่มาให้ หลังจากที่เซี่ยโหวเจี๋ยต้องนั่งรถเข็น เขาก็ต้องกินยาบำรุงร่างกายเป็ประจำ ทั้งจวนแม่ทัพและจวนสกุลเผยต่างมียาสมุนไพรหายากมากมาย ิหยวนจึงมาที่นี่
ิหยวนเล่าเื่ราวทั้งหมดให้พวกเขาฟัง เผยซูเยี่ยและเซี่ยโหวเจี๋ยมองหน้ากัน สีหน้าเคร่งขรึม
“สหายของเ้าผู้นี้ปราดเปรื่องยิ่งนัก”
“ท่านอาจารย์โปรดชี้แนะข้าด้วย” ิหยวนโน้มตัวลงฟังอย่างตั้งใจ เขามาที่นี่ไม่ใช่แค่มาหายา แต่ยัง้าขอคำแนะนำจากผู้ใหญ่
“ชาติกำเนิดของเขา... จะว่าสำคัญก็สำคัญ จะว่าไม่สำคัญก็ไม่สำคัญ แม้ปกติเหมือนจะไม่สำคัญ แต่ความเป็จริงกลับเป็เื่ยุ่งยาก ใน่เวลาคับขันแม้ดูเหมือนไม่สำคัญ แต่ก็อาจนำพาหายนะมาสู่ตนได้”
หม่านสือชีฟังไม่เข้าใจ ได้ยินเพียงประโยคสุดท้าย “อะไรสำคัญ ไม่สำคัญ ข้าฟังไม่เข้าใจ ท่านอธิบายให้ชัดเจนกว่านี้ได้หรือไม่?”
เผยซูเยี่ยมองิหยวนอย่างพิจารณา เห็นอีกฝ่ายทำท่าทางครุ่นคิดจึงแอบพยักหน้าเบาๆ
“มีคนคิดฆ่าเขา ไจ้เฉิน เ้าคิดว่าเป็ฝีมือผู้ใด?”
ิหยวนคิดถึงคำพูดของเผยซูเยี่ยเมื่อครู่ ตระกูลเฉาสืบเชื้อสายมาหลายชั่วอายุคน แต่มีบุตรชายเพียงคนเดียว เฉินหลิวหวังมีบุตรชายและหลานชายอย่างละคน หลานชายคนโตสุขภาพไม่แข็งแรง แต่งงานมาหลายปียังไม่มีทายาท มีเพียงหลานชายอีกคนคือเฉาอู๋จิ่ว แม้จะเป็เพียงญาติห่างๆ แต่ก็ได้รับการดูแลอย่างดี
ิหยวนค่อยๆ เรียบเรียงความคิด
“แม้จะไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดอีกฝ่ายจึงคิดฆ่าเฉาอู๋จิ่ว ไม่ใช่ญาติผู้พี่ของเขา แต่ชาติกำเนิดของเขาเกี่ยวพันกับราชวงศ์ก่อน อย่างแรกคือราชสำนัก้ากำจัดเขา เขามีชีวิตอยู่ก็เหมือนเป็ภัยคุกคามราชบัลลังก์ เกรงว่าเขาจะคิดก่อฏ จึงกำจัดให้สิ้นซาก แต่ไม่น่าเป็ไปได้ เพราะผ่านมาหลายปีแล้ว ตระกูลเฉาไม่มีทั้งอำนาจและบารมี ต่อให้คิดล้างแค้นก็ไม่มีทางทำสำเร็จ การกำจัดตระกูลเฉาทิ้ง จะยิ่งส่งผลต่อชื่อเสียงของราชวงศ์”
“อย่างที่สองคือตระกูลใหญ่เช่นตระกูลหวัง ตระกูลเซี่ย ้าโค่นล้มราชวงศ์ ก่อตั้งราชวงศ์ใหม่ จึงฆ่าเฉาอู๋จิ่ว แล้วโยนความผิดให้ราชสำนัก ปลุกปั่นประชาชนให้ต่อต้านราชสำนัก เพื่อลดอุปสรรคในการโค่นล้มราชบัลลังก์”
“อย่างที่สามคือมีผู้้ากำจัดขุนนางกังฉิน ฆ่าเฉาอู๋จิ่ว แล้วโยนความผิดให้เซี่ยไท่ฟู่ ปลุกปั่นให้ราษฎรต่อต้านตระกูลเซี่ย แต่วิธีนี้ซับซ้อนเกินไป ต้องวางแผนอย่างรอบคอบรัดกุม ถึงจะไม่ทิ้งร่องรอย”
หม่านสือชียิ่งฟังก็ยิ่งตาโต เขาไม่รู้เลยว่าใครเป็คนร้าย ได้แต่โกรธแค้นอยู่ในใจ ไม่คิดเลยว่าหยวนเก้อเอ๋อร์ จะสามารถวิเคราะห์ออกมาได้หลายข้อเช่นนี้
“มีอีกหรือไม่?”
“ยังมี...” ิหยวนลังเล เขามีความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาในหัว แต่ก็จับต้องไม่ได้ “ท่านอาจารย์โปรดชี้แนะ”
ผู้ที่ชี้แนะไม่ใช่เผยซูเยี่ย แต่เป็เซี่ยโหวเจี๋ย เขายกยิ้ม “บางทีเื้ัเื่นี้อาจไม่ใช่ฝีมือคนในแว่นแคว้นก็ได้”
“ท่านหมายถึง... เป่ยฉี อย่างนั้นหรือ?”
------
