ตอนที่ 8 จอหงวน คือจุดตายที่แท้จริงของแม่เฒ่าโจว
“ชิงเหอ เราไปที่อื่นเถอะ ที่นี่มัน”
แต่หลินชิงเหอกลับบีบมือเขาแน่นขึ้น เธอจ้องมองพนักงานคนนั้นด้วยสายตาเรียบเฉยแต่เย็นะเื แววตาของเธอไม่ได้มีความโกรธแค้นที่พลุ่งพล่าน แต่มันคือความสมเพชที่ลึกซึ้งกว่า
“คุณคะ...” หลินชิงเหอเอ่ยเสียงนุ่มแต่กังวาน “ในโลกใบนี้มีคนอยู่สองประเภท ประเภทแรกคือคนที่มองเห็นคุณค่าของผู้อื่นจากจิตใจ และประเภทที่สองคือคนที่มองเห็นคุณค่าแค่จากเศษผ้าที่ห่อหุ้มร่างกาย น่าเสียดายที่หอไหมวิจิตรชื่อดัง กลับจ้างพนักงานที่มีวิสัยทัศน์สั้นและจิตใจที่คับแคบยิ่งกว่ารูเข็มเย็บผ้าเสียอีก”
“นี่เ้า! กล้าดีอย่างไรมาสั่งสอนข้า!” พนักงานหญิงหน้าแดงก่ำ
“อาเป่าลูกรัก” หลินชิงเหอไม่สนใจเสียงแหว แต่นางหันไปหาลูกชาย “เ้าชอบผ้าพับสีน้ำเงินเข้มนั่นไหม? แล้วผ้าห่มขนจิ้งจอกนั่นล่ะ? แม่ว่ามันจะช่วยให้เ้าหลับสบายขึ้นนะ”
“ชอบขอรับท่านแม่ แต่มัน... มันแพงมากไม่ใช่หรือขอรับ?” อาเป่าถามเสียงอ่อย
หลินชิงเหอหันกลับมาหาพนักงานคนเดิม แล้วหยิบถุงเงินที่เถ้าแก่หลิวเพิ่งมอบให้ขึ้นมาวางบนเคาน์เตอร์ เสียงกระแทกของก้อนเงินหนักๆ ดัง ตึง! จนพนักงานคนนั้นสะดุ้งโหย่ง
“ผ้าไหมสีน้ำเงินพับนั้น กับผ้าฝ้ายเนื้อละเอียดสีเทาสำหรับผู้ชายสามพับ และผ้าห่มขนจิ้งจอกสีขาวนั่น จัดใส่ห่อให้ฉันเดี๋ยวนี้ อ้อ แล้วช่วยหยิบชุดสำเร็จรูปที่ตัดเย็บดีที่สุดสำหรับเด็กสามขวบและชายร่างใหญ่อย่างสามีฉันมาให้ดูด้วย”
พนักงานหญิงตาเหลือกมองถุงเงินที่เปิดอ้าให้เห็นประกายสีเงินวาววับ นางเปลี่ยนสีหน้าไวเสียยิ่งกว่ากิ้งก่าเปลี่ยนสีทันที
“โอ๊ย! แม่นาง ข้าขออภัยจริงๆ เ้าค่ะ! ข้าตาถั่วไปเอง เชิญด้านในเลยเ้าค่ะ เดี๋ยวข้าจะรินน้ำชาชั้นดีให้ท่านเดี๋ยวนี้!”
“ไม่ต้อง” หลินชิงเหอขัดขึ้น
“ฉันมาซื้อของ ไม่ได้มาดูละครเปลี่ยนหน้ากาก รีบจัดการตามที่สั่ง และอ้อ ถ้าฉันเห็นรอยนิ้วมือมอมแมมของคุณบนผ้าแม้แต่นิดเดียว ฉันจะไม่จ่ายเงินสักอีแปะเดียว”
โจวเฉิงมองภรรยาด้วยความทึ่งแล้วทึ่งอีก นี่คือผู้หญิงคนเดียวกับที่เคยถูกแม่เขาตบตี แล้วเอาแต่ร้องไห้ใต้กองฟางจริงๆ หรือ? ความสง่าผ่าเผยที่เธอแสดงออกมา แม้แต่คุณหนูในตระกูลใหญ่ก็อาจจะเทียบไม่ได้ด้วยซ้ำ
หลังจากออกจากหอไหมวิจิตร ครอบครัวรองก็มุ่งหน้าไปยังร้านขายข้าวสารและเครื่องปรุง หลินชิงเหอสั่งซื้อข้าวขาวขัดสีอย่างดีห้ากระสอบ น้ำมันพืช เกลือไอโอดีนเครื่องเทศครบชุด และเนื้อหมูสดๆ อีกสิบชั่ง
รถเข็นไม้ผุๆ ในตอนเช้า บัดนี้อัดแน่นไปด้วยสินค้าคุณภาพดีจนล้อไม้ส่งเสียงประท้วง
“ท่านแม่... อาเป่าจะได้กินเนื้อทุกวันเลยใช่ไหมขอรับ?” เด็กน้อยกอดห่อชุดใหม่ไว้แน่น แววตาเต็มไปด้วยความหวัง
“ใช่จ้ะลูก และต่อไปเ้าจะได้เรียนหนังสือ ได้ขี่ม้า และได้เป็ใครก็ตามที่เ้าอยากจะเป็” หลินชิงเหอลูบแก้มลูกชาย ก่อนจะหันไปมองโจวเฉิงที่กำลังเข็นรถด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “คุณเหนื่อยไหมคะ?”
“ไม่เลยชิงเหอ ผมไม่เคยรู้สึกมีแรงขนาดนี้มาก่อน” โจวเฉิงตอบจากใจจริง
“แต่... เงินพวกนี้เราใช้ไปเยอะมากนะ คุณไม่เก็บไว้บ้างหรือ?” หลินชิงเหอหัวเราะเบาๆ
“เงินมีไว้ใช้เพื่อให้ชีวิตดีขึ้นค่ะคุณ การเก็บเงินไว้ในไหดินเผาแล้วยอมอดมื้อกินมื้อ นั่นไม่ใช่ความกตัญญูหรือความประหยัด แต่มันคือการทรมานตัวเอง อีกอย่าง นี่เป็เพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ตราบใดที่ฉันยังมีสมองและคุณยังมีแรง เราจะหาได้มากกว่านี้อีกร้อยเท่า พันเท่า!”
[ติ๊ง! ภารกิจ ก้าวแรกสู่ความมั่งคั่ง สำเร็จ! ท่านได้รับรางวัล: 1,000 แต้มความมั่งคั่ง และปลดล็อคแผนก เทคโนโลยีถนอมอาหารระดับอุตสาหกรรมครัวเรือน]
เสียงระบบทำให้หลินชิงเหอแอบยิ้มสะใจในใจ “ถนอมอาหารงั้นเหรอ? เยี่ยมเลย! หน้าหนาวนี้ฉันจะทำซอสพริกและผักกาดดองสูตรลับขายให้ทั่วแคว้น!”
ยามเย็นที่ดวงตะวันกำลังจะลับขอบฟ้า รถเข็นของครอบครัวรองค่อยๆ เคลื่อนผ่านประตูหน้าหมู่บ้านตระกูลโจว ชาวบ้านที่กำลังกลับจากทำงานต่างหยุดชะงัก สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่สิ่งที่อยู่บนรถเข็น
“นั่น... นั่นเ้าสองกับเมียนี่! ดูของบนรถนั่นสิ ข้าวขาวห้ากระสอบ! นั่นมันเนื้อหมูใช่ไหม?”
“โอ้โฮ... ผ้าไหมพวกนั้นราคาไม่ใช่น้อยๆ เลยนะ พวกเขาไปเอาเงินมาจากไหน? หรือที่ลือกันว่าที่ดินสุสานมีทองจะเป็ความจริง!”
เสียงซุบซิบดังระงมไปทั่ว หลินชิงเหอไม่ได้หลบสายตา เธอเพียงแค่นั่งอยู่บนขอบรถเข็น กอดอาเป่าไว้พลางยิ้มรับคำทักทายของชาวบ้านอย่างสง่างาม
ทันใดนั้น ร่างของแม่เฒ่าโจวและโจวต้าก็ปรากฏขึ้นหน้าบ้านใหญ่อย่างลนลาน พวกเขาได้ยินข่าวลือและรีบวิ่งออกมาดูด้วยตาตัวเอง ภาพของรถเข็นที่อัดแน่นไปด้วยทรัพย์สินทำให้แม่เฒ่าโจวถึงกับตาเหลือกด้วยความริษยา
“หยุด! หยุดรถเดี๋ยวนี้!” หญิงชราแผดเสียง พลางใช้ไม้เท้าเคาะพื้นจนฝุ่นคลุ้ง “เ้าสอง! นังสะใภ้รอง! พวกเ้าไปขโมยของใครมา!?”
โจวเฉิงหยุดรถ แววตาของเขานิ่งสงบขึ้นกว่าเดิมมาก
“ไม่ได้ขโมยขอรับท่านแม่ นี่คือเงินที่ชิงเหอหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของนางขอรับท่านแม่” โจวเฉิงตอบเสียงเรียบ แต่แฝงไปด้วยความภาคภูมิใจที่ปิดไม่มิด เขาไม่ได้หลบสายตาแม่เฒ่าโจวเหมือนแต่ก่อน แผ่นหลังที่เคยค่อมลงเพราะแบกภาระกตัญญู บัดนี้เหยียดตรงราวกับทวนเหล็ก
“น้ำพักน้ำแรงงั้นรึ! นังสะใภ้รองมันจะไปมีปัญญาอะไรหาเงินซื้อข้าวสารเป็กระสอบๆ ถ้าไม่ใช่มันแอบไปขุดสมบัติบรรพบุรุษที่ซ่อนอยู่ในที่ดินผืนนั้น!” แม่เฒ่าโจวแผดเสียงก้อง จนชาวบ้านเริ่มมามุงดูหนาตาขึ้น “ของพวกนี้ต้องเป็ของกองกลาง! เ้าใหญ่ ไปขนของพวกนี้เข้าบ้านเราเดี๋ยวนี้!”
โจวต้าที่ยืนน้ำลายสออยู่ข้างๆ รีบถลาเข้าไปหมายจะคว้ากระสอบข้าวสาร
“นั่นสิ! แยกบ้านแล้วยังไง ในเมื่อยังใช้นามสกุลโจว ของพวกนี้ก็ต้องแบ่งให้พี่ชายคนโตอย่างข้าก่อน!”
“หยุดอยู่ตรงนั้นเดี๋ยวนี้!”
เสียงของหลินชิงเหอดังขึ้น ไม่ได้แผดจ้าแต่กลับเย็นเยียบจนโจวต้าชะงักกะทันหัน เธอค่อยๆ ก้าวลงจากรถเข็น มือเรียวปัดฝุ่นที่กระโปรงผ้าป่านชุดเก่าอย่างใจเย็น ก่อนจะจ้องหน้าแม่เฒ่าโจวด้วยรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา
“ท่านแม่เ้าค่ะ... ท่านลืมสิ่งที่ท่านเซ็นไว้แล้วหรือ?” เธอหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ สะบัดเบาๆ ให้ทุกคนเห็น
“ในหนังสือแยกบ้านระบุชัดเจนว่า ทรัพย์สินที่หามาได้หลังจากการแยกบ้าน ถือเป็สิทธิ์ขาดของบ้านนั้นๆ โดยอีกฝ่ายไม่มีสิทธิ์ก้าวก่าย และท่านเองก็บอกต่อหน้าผู้ใหญ่บ้านว่า ต่อให้เราอดตายก็ห้ามกลับไปขอข้าวท่านกิน แล้วตอนนี้ พอท่านเห็นเรามีกิน ท่านกลับจะมาขอส่วนบุญเสียเอง แบบนี้ไม่เรียกว่า กลืนน้ำลายตัวเองหรือคะ?”
“นังตัวแสบ! แกกล้าด่าข้าหรือ!” แม่เฒ่าโจวหน้าดำหน้าแดง
“ฉันไม่ได้ด่าเ้าค่ะ ฉันแค่พูดความจริงตามหลักฐาน” หลินชิงเหอหันไปมองชาวบ้านรอบๆ
“ทุกท่านคะ ท่านแม่ยังบอกว่าที่ดินฉันเป็ที่ดินต้องสาป เป็ขยะที่ไม่มีใครเอา แล้วยกให้พวกเรา แต่พอฉันใช้สติปัญญาหาทางค้าขายจนได้เงินมา ท่านกลับบอกว่าเป็ของกองกลาง ‘คราวมั่งมีเรียกพี่เรียกน้อง คราวล่มจมเหมือนคนไม่รู้จัก’ สำนวนนี้ช่างเหมาะกับสถานการณ์ตอนนี้จริงๆ ว่าไหมเ้าค่ะ?”
ชาวบ้านเริ่มซุบซิบและหัวเราะเยาะ “นั่นสิ แม่เฒ่าโจวนี่ก็เหลือเกิน ตอนเขาเจ็บไม่ดูดำดูดีแถมจะปล่อยให้ตายไปเลย พอเขารวยจะไปปล้นเขาซะงั้น”
“ข้าไม่สน! ยังไงแกก็ยังเป็สะใภ้ตระกูลโจว!” แม่เฒ่าโจวเริ่มทำท่าจะทรุดลงไปดิ้นกับพื้นเพื่อเรียกคะแนนสงสารจากชาวบ้านตามนิสัยถนัด
“โอ๊ย... บรรพบุรุษเ้าข้า! ดูเอาเถิด! ดูนังลูกสะใภ้ใจปีศาจมันทำกับข้า!” แม่เฒ่าโจวเริ่มแผดเสียงโหยหวน ทิ้งไม้เท้าแล้วทรุดลงไปนั่งตบพื้นดินจนฝุ่นตลบ
“ข้าเลี้ยงลูกชายมาจนโต แบกภาระมาทั้งชีวิต แต่พอเขามีเงิน กลับปล่อยให้นังเมียปากดีมาด่าแม่ถึงหน้าบ้าน ์ไม่มีตา! ข้าไม่อยากอยู่แล้ว! ข้าอยากตาย!”
ชาวบ้านบางคนที่หัวอ่อนเริ่มลังเล แม้จะรู้ว่าแม่เฒ่าโจวร้ายกาจ แต่ในยุคโบราณ ความกตัญญู คือกฎเหล็กที่อยู่เหนือเหตุผล หากใครถูกตราหน้าว่าอกตัญญูต่อบิดามารดา ต่อให้รวยล้นฟ้าก็ไม่มีที่ยืนในสังคม
โจวเฉิงหน้าซีดลงเล็กน้อย มือที่จับรถเข็นเริ่มสั่นเทาตามสัญชาตญาณความคุ้นชินที่ถูกกดขี่มานาน แต่ก่อนที่เขาจะอ้าปากพูด หลินชิงเหอก็เดินเข้าไปยืนบังหน้าเขาไว้ แผ่นหลังของเธอเหยียดตรง สง่างามและเยือกเย็นดุจยอดเขาหิมะ
“ท่านแม่เ้าค่ะ ถ้ายากตายจริงๆ ฉันมีหลายวิธีให้เลือกที่มันสะอาด กว่าการมานอนคลุกฝุ่นนะเ้าค่ะ”
คำพูดนั้นทำให้เสียงร้องไห้ของแม่เฒ่าโจวสะดุดกึก! หญิงชราเงยหน้าขึ้นมองด้วยความเหวอ
“คุณรู้ไหมเ้าค่ะว่ากฎหมายอาญาของแคว้นเราน่ะระบุไว้ชัดเจน” หลินชิงเหอก้าวเข้าไปหาทีละก้าว น้ำเสียงกดต่ำลงจนดูขลัง
“การที่บ้านใหญ่พยายามจะเข้ามายึดทรัพย์สินของบ้านรองที่แยกตัวไปแล้วอย่างถูกต้อง โดยใช้กำลังหรือการข่มขู่ มีโทษโบย 30 ไม้ และที่สำคัญที่สุด”
เธอโน้มตัวลงไปกระซิบข้างหูแม่เฒ่าโจว แต่จงใจให้โจวต้าที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ได้ยินด้วย
“โจวซาน น้องสามของคุณที่กำลังเรียนอยู่ในเมืองเพื่อสอบเป็จอหงวนน่ะ ถ้าเขามีพื้นเพครอบครัวที่แม่กับพี่ชายถูกทางการโบยเพราะคดีปล้นชิงทรัพย์สินน้องชายตัวเอง คุณคิดว่าเขาจะยังมีสิทธิ์นั่งในห้องสอบไหมเ้าค่ะ? ชื่อเสียงของ ว่าที่จอหงวนจะมัวหมองเพราะความโลภไม่กี่ตำลึงเงินของคุณ คุ้มไหมเ้าค่ะ?”
คำว่า โจวซาน และ จอหงวน คือจุดตายที่แท้จริงของแม่เฒ่าโจว เพราะลูกชายคนเล็กคือความหวังเดียวที่จะยกระดับตระกูลโจวให้กลายเป็ตระกูลขุนนาง
แม่เฒ่าโจวหยุดร้องโวยว้ายลงในทันที ใบหน้าเหี่ยวย่นสั่นระริกด้วยความโกรธปนหวาดหวั่น ดวงตากรอกไปมาอย่างลุกลี้ลุกลน ราวกับเพิ่งตระหนักถึงบางสิ่งขึ้นมา
“แก... แกขู่ข้า!”
“ฉันไม่ได้ขู่เ้าค่ะ ฉันแค่เตือนสติ” หลินชิงเหอยืดตัวขึ้น พลางหันไปมองโจวต้าที่ยืนหน้าถอดสี
“พี่ใหญ่คะ อยากกินข้าวขาวเนื้อหมูจนทำให้ชีวิตน้องชายคนเล็กพังพินาศก็เชิญนะคะ ฉันจะยืนอยู่ตรงนี้ ไม่หนีไปไหน รอดูว่าคุณจะกล้าลงมือไหม!”
โจวต้าที่กำจอบแน่นอยู่เดิม ค่อยๆ คลายมือออกทีละน้อย ลำพังแค่ต้องสู้กับโจวเฉิง เขาก็รู้ดีว่าตนเองคงไม่รอดพ้นจากการาเ็อยู่แล้ว ยิ่งเมื่อถูกวาทะบีบคั้นหัวใจของหลินชิงเหอเข้าไปอีก ก็ยิ่งทำให้เขาไปไม่เป็
“ท่านแม่… ข้าว่า… ข้าว่าเรากลับเข้าบ้านกันเถอะ”
เขาพูดเสียงอ่อย ก่อนจะรีบเสริมอย่างตะกุกตะกัก
“ข้า… ข้าปวดท้องขึ้นมาดื้อๆ”
แม่เฒ่าโจวที่เห็นท่าไม่ดี แถมชาวบ้านก็เริ่มซุบซิบเื่เ้าสามที่จะเสียอนาคต นางจึงลุกขึ้นปัดฝุ่นด้วยท่าทางฮึดฮัด
“ฝากไว้ก่อนเถอะนังงูพิษ! ข้าจะดูว่าเงินพวกนี้จะอยู่กับพวกแกได้นานแค่ไหน! ไป! เ้าใหญ่! กลับเข้าบ้าน!”
คนบ้านใหญ่เดินกะเผลกๆ กลับเข้าบ้านท่ามกลางสายตาเหนื่อยหน่ายของคนทั้งหมู่บ้าน
เมื่อกลับถึงกระท่อมท้ายไร่ หลินชิงเหอก็จัดการปิดประตูล็อคกลอนอย่างแ่า อาเป่าะโโลดเต้นอย่างมีความสุขเมื่อเห็นแม่หยิบเนื้อหมูสามชั้นออกมาวาง
“ท่านแม่เก่งที่สุดเลย! ท่านย่าหน้าเขียวไปเลยขอรับ!”
โจวเฉิงทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ที่เขาซ่อมเสร็จ เขามองดูหลินชิงเหอที่กำลังจัดข้าวของอย่างคล่องแคล่ว
“ชิงเหอ ผมไม่เคยคิดเลยว่าคุณจะยกเื่น้องสามมาพูด ผมเกือบจะใจอ่อนไปแล้ว”
“ในโลกนี้คนใจอ่อนมักจะตกเป็เหยื่อค่ะคุณ” เธอหันมายิ้มให้เขา พลางส่งยาฟื้นฟูกำลังจากระบบให้
“เราต้องรู้จักหยิบยืมสิ่งที่เขารัก มาเป็เกราะป้องกันตัวเองจากการรังแกของเขา ต่อจากนี้คุณไม่ต้องกังวลเื่พวกเขาอีกแล้วนะคะ เรามีเงิน มีโฉนด และที่สำคัญที่สุดเรามีปัญญา”
เย็นวันนั้น กระท่อมร้างที่เคยเงียบเหงากลับอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของข้าวสวยหอมมะลิ (ที่แอบสลับกับข้าวขาวเกรดพรีเมียมจากระบบ) และหมูสามชั้นผัดซอสถั่วเหลือง อาเป่ากินจนพุงกาง ส่วนโจวเฉิงกินด้วยน้ำตาแห่งความโล่งและซาบซึ้งใจ
กลางดึกคืนนั้น เมื่อสามีและลูกชายหลับสนิท หลินชิงเหอนั่งอยู่ท่ามกลางความเงียบ เธอหลับตาลงเรียกหน้าต่างระบบขึ้นมา
[ยอดคงเหลือปัจจุบัน: 1,113 แต้มความมั่งคั่ง]
[ระดับโฮสต์: เลเวล 2 (ปลดล็อคแผนกเกษตรผสมผสาน)]
“ระบบ... ฉัน้าแผนผังที่ดินผืนนี้แบบละเอียด และสแกนหาแหล่งน้ำใต้ดินหน่อย”
[ติ๊ง! เริ่มทำการสแกน ตรวจพบสายน้ำใต้ดินอยู่ลึกไปเพียง 3 เมตรทางทิศเหนือ และสภาพดินแดงด้านล่างเหมาะสำหรับการทำโรงเรือนกระจกเพื่อเพาะชำ]
ในหัวของหลินชิงเหอเริ่มร่างแผนผังฟาร์มในฝัน ที่ดินสุสานงั้นเหรอ? หึ... ที่นี่แหละที่จะกลายเป็โรงงานผลิต ผักนอกฤดูกาล แห่งแรกของแคว้น เธอจะใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพที่สลายวัชพืชไปเป็ฐาน และใช้ระบบชลประทานแบบภูมิปัญญาผสมเทคโนโลยี
“พรุ่งนี้ ฉันจะเริ่มขุดบ่อน้ำ และสร้างโรงเรือนกระจกไม้ไผ่ โดยใช้ฟิล์มใสจากห้างสรรพสินค้าในระบบปกคลุม” เธอพึมพำกับตัวเอง
“ในโลกที่ทุกคนมองว่าคือทางตัน ฉันจะขุดทางด่วนให้ดูเอง!”
ในขณะที่หลินชิงเหอกำลังวางแผนอนาคต ทางด้านบ้านใหญ่ตระกูลโจว จางซื่อที่ฟันหลอและหน้าบวมเป่งนั่งสุมหัวกับแม่เฒ่าโจวใต้แสงตะเกียงน้ำมันสลัวๆ
“ท่านแม่... เราจะปล่อยมันไว้แบบนี้จริงๆ หรือ? ข้าทนเห็นนังรองมันเชิดหน้าชูตาไม่ได้นะเ้าคะ!” จางซื่อกระซิบเสียงแหลม
แม่เฒ่าโจวหรี่ตาแคบ แววตาเต็มไปด้วยความพยาบาท
“นังรองมันฉลาดนักที่อ้างเื่เ้าสาม แต่ถ้าเงินที่มันหามาได้ ไม่ได้มาจากทองล่ะ? ถ้ามันไปทำเื่ผิดศีลธรรมในเมือง หรือเงินนั่นเป็ของปลอมที่มันเอามาลวงเรา”
“ท่านแม่หมายความว่า...”
“ข้าจะให้พี่ใหญ่ของเ้าเข้าไปในเมืองพรุ่งนี้ ไปสืบดูที่หอสุราเมามายว่านังรองมันทำอะไรที่นั่นกันแน่!” แม่เฒ่าโจวทุบโต๊ะ
“ถ้าข้าหาจุดอ่อนมันไม่ได้ ข้าก็ไม่ใช่แม่เฒ่าโจว! ผู้รอบรู้แล้ว!”
าระหว่างสะใภ้รองเ้าปัญญา กับครอบครัวใหญ่ใจมด เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็างการ!
