ชายาของชิงผิงอ๋องบุกเข้าไปในเขตล่าสัตว์กะทันหัน นี่เป็สิ่งที่ไม่มีผู้ใดคาดคิด นางรู้ได้อย่างไรว่ามีมือสังหารลักลอบเข้าไปในเขตล่าสัตว์ และเหตุใดถึงได้เข้าไปขวางธนูแทนองค์ชายสาม
เหยาเชียนเชียนััได้ถึงสายตาของทุกคนที่มองมา นางจึงตีเป่ยเหลียนโม่เบาๆ เป็สัญญาณให้เขาปล่อย
ทว่ายามนี้นางอ่อนแอมาก เป่ยเหลียนโม่จึงโอบกอดนางแน่นอยู่ในอ้อมแขน และเดิมทีก็ไม่มีความคิดจะปล่อยนางอยู่แล้ว
“องค์ชายสามเข้าพระทัยผิดแล้วเพคะ” เหยาเชียนเชียนเอ่ยประโยคแรกออกมาก็ทำให้ผู้คนตกตะลึง “หม่อมฉันมิได้ไม่รักตัวกลัวตายและเข้าไปช่วยพระองค์”
เป่ยเซวียนเฉิงชะงัก คำที่ยังไม่ได้เอ่ยออกมายังคงค้างอยู่ในลำคอ หัวใจเขาเต็มไปด้วยความกระวนกระวาย เหยาเชียนเชียนไม่มองเขาแม้แต่น้อย เกรงว่าคำกล่าวต่อไปของนางจะไม่ดีกับเขามากนัก
“เสด็จพ่อ” เหยาเชียนเชียนมองไปทางฮ่องเต้ แม้ว่าใบหน้าจะซีดขาว ทั้งยังหายใจติดขัดและร่างกายอ่อนแรง ทว่าดวงตาของนางกลับแน่วแน่เหลือเกิน
“หม่อมฉันบุกเข้าไปในเขตล่าสัตว์เพราะเป็ห่วงท่านอ๋องเพคะ ไม่นานมานี้หม่อมฉันได้ยินท่านอ๋องกล่าวถึงการล่าสัตว์ครั้งนี้โดยบังเอิญ และได้ทราบว่าท่านอ๋องมีอันตราย หม่อมฉันจึงกระวนกระวายไม่น้อย ทำให้บุกเข้าไปในเขตล่าสัตว์ทันทีด้วยความร้อนใจ เป็ความผิดของหม่อมฉันเองเพคะที่ทำให้ฮ่องเต้ทรงตระหนก”
ในเมื่อกล่าวเช่นนี้ ดูเหมือนว่าชิงผิงอ๋องจะรู้อยู่ก่อนแล้วว่าการล่าสัตว์ครั้งนี้ผิดปกติ ชิงผิงอ๋องได้รับจดหมายฉบับนี้โดยไม่ได้ตั้งใจดังที่เขากล่าวจริงหรือไม่ และช่างพอดีเหลือเกินที่หวังเฟยไปได้ยินเข้า ดังนั้นจึงมีภาพเหตุการณ์เช่นในยามนี้
“รูปร่างของลูกและน้องสี่แตกต่างกันไม่น้อย เหยาเชียนเชียนจะจำผิดได้จริงหรือ?”
ดวงตาของเป่ยเซวียนเฉิงหม่นหมอง ราวกับไม่อยากเชื่อในสิ่งที่นางพูด รูปร่างของเขาค่อนข้างผอม และเมื่อเทียบกับเป่ยเหลียนโม่ก็ยังเตี้ยกว่าครึ่งนิ้ว แม้ว่าจะเห็นเพียงข้างหลังก็ไม่น่าจะสับสนระหว่างพวกเขาทั้งคู่
หากกล่าวว่าจำผิดจึงใช้ตัวเองขวางธนูให้องค์ชายสามก็ค่อนข้างถูไถเกินไป
“องค์ชายสามเข้าพระทัยผิดแล้วเพคะ” เหยาเชียนเชียนกล่าว “หม่อมฉันไม่ได้เข้าไปช่วยเพราะจำผิดคน หม่อมฉันรู้อยู่ก่อนแล้วว่าเป็พระองค์ไม่ใช่ท่านอ๋อง แต่ในเวลานั้นสถานการณ์วิกฤต องค์ชายสามจะให้หม่อมฉันเห็นคนตายแล้วไม่ช่วยหรือเพคะ?”
นางไอเบาๆ สองครั้ง ใบหน้าไร้สีเืมากขึ้นเรื่อยๆ จนต้องพิงซบแผ่นอกของเป่ยเหลียนโม่เพื่อประคองสติ จากนั้นจึงกล่าวต่อ
“ยามนั้นสถานการณ์วิกฤต หม่อมฉันไม่มีเวลาคิดมากนัก องค์ชายสามพระวรกายอ่อนแอมาแต่เดิม ธนูดอกนี้หากยิงถูกร่างกายของพระองค์ ขอพูดอย่างไม่เคารพ เกรงว่าพระองค์จะรอดกลับมายาก แต่หากยิงถูกร่างกายของหม่อมฉัน เช่นนั้นก็ยังพอมีโอกาสรอดชีวิตกลับมาได้เพคะ”
นางยกยิ้มบางเบา สายตาเปลี่ยนเป็อ่อนโยนนอบน้อม
“พระองค์เป็พี่ชายของท่านอ๋อง ในแง่ลำดับาุโหม่อมฉันถือเป็น้องหญิงของพระองค์ เห็นพี่ชายเดือดร้อนน้องหญิงจะไม่ช่วยเหลือได้อย่างไร นอกจากนี้ความสัมพันธ์พี่น้องของท่านอ๋องและพระองค์ลึกซึ้งยิ่งนัก หม่อมฉันไม่อาจทนเห็นท่านอ๋องเป็ทุกข์ได้เพคะ”
เป่ยเหลียนโม่กดนางลงบนบริเวณเหนือหัวใจแ่เบา พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “มีภรรยาคุณธรรมสูงส่งเช่นนี้ ช่างเป็วาสนาของเปิ่นหวัง”
ทั้งสองมีความสัมพันธ์พี่น้องที่ลึกซึ้ง คำกล่าวนี้เหยาเชียนเชียนไม่เพียงแต่ลบความสัมพันธ์ของนางและองค์ชายสามจนหมดสิ้น ยิ่งไปกว่านั้นยังขจัดข้อสงสัยในตัวเป่ยเหลียนโม่ออกไปได้ระดับหนึ่ง
ถึงอย่างไรหากเป่ยเหลียนโม่หมายจะคร่าชีวิตของเป่ยเซวียนเฉิงจริง เขาคงไม่ยอมให้หวังเฟยของตนสละชีวิตช่วยเหลืออย่างเด็ดขาด แผนการเช่นนี้ไม่มีผู้ใดรับประกันได้ว่าจะไร้ข้อผิดพลาด หากระหว่างนั้นเกิดเหตุไม่คาดคิด ชายาชิงผิงอ๋องอาจเสียชีวิตในเหตุการณ์ได้
เมื่อนางตายไปย่อมไม่มีโอกาสพูดคำเหล่านี้ เช่นนั้นข้อสงสัยในตัวชิงผิงอ๋องก็ไม่อาจลบล้างไปได้จนหมดสิ้น
“กล่าวเช่นนี้แสดงว่าคนเหล่านี้หมายสังหารองค์ชายสามเป็ความจริง ทว่าถูกพระชายาของชิงผิงอ๋องทำลายแผนเสียก่อน ดังนั้นจึงทำไม่สำเร็จหรือ?”
“นี่ท่านยังไม่เข้าใจอีกหรือ มีคนจงใจลอบสังหารองค์ชายสามเพื่อใส่ร้ายชิงผิงอ๋อง ทำให้ชิงผิงอ๋องถูกฝ่าาลงโทษคือเป้าหมายสูงสุด”
“ต้องขอบคุณท่านอ๋องที่มีการเตรียมการไว้ก่อน และโชคดีที่ได้หวังเฟยสละชีวิตช่วยเหลือ มิเช่นนั้นเื่นี้คงกล่าวได้ไม่กระจ่าง”
ทุกคนต่างแสดงความคิดเห็นกันไปต่างๆ นานา ในคำกล่าวทั้งหมดล้วนเชื่ออย่างสนิทใจแล้วว่าเป่ยเหลียนโม่เป็ผู้บริสุทธิ์ที่ถูกใส่ความ หากเขาไม่ได้รู้เื่จดหมายนั้นก่อน เช่นนั้นจะโต้แย้งข้อกล่าวหาให้ตัวเองได้อย่างไร
เื่นี้จึงจำเป็ต้องมีชายาชิงผิงอ๋อง หากไม่ใช่เพราะนางสละชีวิตช่วยเหลือ เมื่อยามนั้นหากองค์ชายสามได้รับาเ็ ทุกคนได้ฟังคำสารภาพของมือสังหารเ่าั้ล้วนต้องสงสัยชิงผิงอ๋องและคิดว่าเขาเป็ผู้บงการเื้ั ความสับสนอลหม่านนี้ต้องใช้เวลาหลายวันในการอธิบาย และเมื่อถึงเวลานั้นพยานวัตถุที่ได้รับการรับรองก็คงเลือนลางไปแล้ว
เพราะฉะนั้นจึงโชคดีที่์มีตา ไม่รอให้ชิงผิงอ๋องผู้บริสุทธิ์ได้รับความไม่เป็ธรรม
“นี่เป็พรจากฝ่าาโดยแท้” ขุนนางาุโท่านหนึ่งคุกเข่าลง “เป็เพราะบารมีของฝ่าาจึงทำให้ท่านอ๋องเปลี่ยนจากร้ายกลายเป็ดี และพ้นจากภัยพิบัตินี้ได้”
“เป็พระบารมีของฝ่าาพ่ะย่ะค่ะ”
ทุกคนคุกเข่าลงโดยพร้อมเพรียงกัน เป่ยเหลียนโม่ก็ประคองเหยาเชียนเชียนให้คุกเข่าลงด้วยเช่นกัน วิธีนี้ได้ผลลัพธ์ดีกว่าแผนของเขาอยู่หลายส่วน
เขารู้ว่าธนูดอกนั้นไม่ได้หมายจะพรากชีวิตเป่ยเซวียนเฉิง ผู้บงการเื้ัที่แท้จริงย่อมต้องดูแลรักษาตัวเองอย่างดี เดิมทีเป่ยเหลียนโม่้าใช้จดหมายเพื่อสืบหาตัวหมากที่เกี่ยวข้องออกมาก่อน
การตัดมือของเป่ยเซวียนเฉิงออกไปอาจทำให้เขาต้องทนทุกข์ทรมานไปหลายวัน
ฮ่องเต้ไม่ต้องเชื่อเขาในยามนี้ก็ได้ ไม่เป็ไร แต่ขอเวลาเพียงสองวันเขาก็สามารถขุดไอ้สารเลวพวกนั้นออกมาทีละคนได้แล้ว และจากนั้นหาก้าให้คนพวกนั้นพูดก็ง่ายดายเหลือเกิน
ถึงเวลานั้น แม้ไม่สามารถบีบเป่ยเซวียนเฉิงออกมาได้ แต่ก็ยังสามารถทำให้พลังปราณของคนผู้นั้นาเ็สาหัสได้
เขาเพียงแค่ถูกใส่ความไม่กี่วัน ไม่ถือว่าเป็เื่ร้ายแรงอะไร
ทว่าเมื่อเขาก้มลงมองสตรีในอ้อมแขน ยามนี้เขาไม่ต้องทนยอมถูกใส่ความแม้แต่วันเดียวเสียด้วยซ้ำ ไม่เพียงเท่านั้น สิ่งที่นางพูดต่อหน้าทุกคนในวันนี้ นับั้แ่นี้ต่อไปผู้ใดจะยังกล้าหวาดระแวงความสัมพันธ์ของนางกับเป่ยเซวียนเฉิงอีก
หวังเฟยของเขาเป็คนที่ยอมเสี่ยงชีวิตตัวเองได้เพื่อเขา
“ลูกขอบพระทัยท่านพ่อที่คุ้มครอง”
เป่ยเหลียนโม่กล่าวเสียงดัง “นับจากนี้ต้องเข้มงวดมากขึ้น คุ้มกันความปลอดภัยของนครหลวงและเสด็จพ่อ”
ฮ่องเต้ถอนใจพลางทอดพระเนตรไปทางเหยาเชียนเชียนซึ่งมีใบหน้าไร้สีเืในอ้อมแขนของบุตรชาย เป็ครั้งแรกที่เขาเกิดความปลาบปลื้มใจในตัวสะใภ้ผู้นี้อยู่หลายส่วน
เดิมทีเขายังคิดว่าบุตรชายทั้งสองจะทะเลาะกันเพราะนาง หากสตรีผู้นี้กล้ายุยงระหว่างพวกเขา เช่นนั้นเขาก็จะปะานางทันทีโดยไม่ละเว้น
ทว่ายามนี้ดูเหมือนว่าเขาจะกังวลมากเกินไป เด็กคนนี้เป็คนที่รู้ว่าสิ่งใดควรและสิ่งใดไม่ควร
“ลุกขึ้นเถิด” เขาทำท่าประคองขึ้นเล็กน้อย “เ้าต้องขอบคุณเหยาเชียนเชียน วันนี้นางได้รับาเ็สาหัส ต้องพักรักษาตัวให้ดี”
“พ่ะย่ะค่ะ ลูกจะจำให้ขึ้นใจ”
เมื่อเห็นว่าสถานการณ์กำลังจะคลี่คลาย ขุนนางที่ลุกขึ้นมาในคราแรกก็รีบโขกศีรษะ
“ฝ่าา หากเื่นี้ไม่เกี่ยวข้องกับชิงผิงอ๋อง เช่นนั้นมือสังหารในครั้งนี้มาจากที่ใดกัน ยิ่งไปกว่านั้น หวังเฟยและท่านอ๋องเป็สามีภรรยากัน ย่อมต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกัน ความจริงเป็เช่นไรเรายังไม่รู้แน่ชัดทั้งหมดนะพ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านใต้เท้า” เหยาเชียนเชียนหันไปมองเขา “ท่านยังไม่รู้อันใดอีกหรือ มือสังหารมาจากที่ใดย่อมต้องสืบหา และยังไม่ต้องพูดถึงประเด็นสังหารองค์ชายสาม ลำพังเพียงพวกเขาใส่ร้ายท่านอ๋องก็ไม่อาจละเว้นได้แล้ว เมื่อครู่ใต้เท้าหลับอยู่หรือถึงไม่ได้ฟังที่เปิ่นหวังเฟยกล่าวไป หรือว่าท่านมองไม่เห็นาแบนตัวเปิ่นหวังเฟย เื่สำคัญในยามนี้มิใช่มือสังหาร แต่เป็เื่ที่ผู้ใดเป็ผู้ยุยงอยู่เื้ัต่างหาก”
นางสูดลมหายใจเล็กน้อยพลางกล่าวต่อว่า “ข้าและท่านอ๋องเป็สามีภรรยาที่เป็หนึ่งเดียวกัน ทว่าการสังหารพี่น้องอันเป็เื่ไร้มโนธรรมเช่นนั้น ใต้เท้าคิดว่าท่านอ๋องลงมือเพียงคนเดียวไม่พอ ต้องพ่วงหวังเฟยของเขาไปด้วยถึงจะเหมาะสมหรือ การแต่งงานนี้ได้รับพระราชทานจากเสด็จพ่อ ใต้เท้าจะสื่อว่าเสด็จพ่อตั้งใจมอบข้าที่เป็หวังเฟยผู้โเี้แก่ท่านอ๋อง เพื่อช่วยท่านอ๋องกระทำการไม่ดีหรือ?”
คนผู้นั้นตระหนกเสียจนแทบจะโขกศีรษะกับพื้น กล่าวซ้ำไปซ้ำมาว่าตนไม่มีเจตนาเช่นนั้น เพียงแค่คิดว่าเื่นี้ยังมีส่วนที่น่าสงสัย ดังนั้นจึงบังอาจเอ่ยถาม ไม่มีความเกี่ยวข้องกับคำกล่าวของชายาชิงผิงอ๋องทั้งสิ้น
“ฝ่าา กระหม่อมจงรักภักดีต่อฝ่าา มิกล้าเคลือบแคลงใจในคำตัดสินของฝ่าาแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ...”
“แค่กๆ! แค่ก!”
เหยาเชียนเชียนไอเล็กน้อย นางส่งสายตาโศกเศร้าไปทางเป่ยเหลียนโม่ หางตาเอ่อล้นไปด้วยหยดน้ำตาราวกับมีถ้อยคำเป็ร้อยเป็พันอยู่ในนั้น เป็ความรู้สึกเ็ปที่ไม่อาจกล่าวออกมาได้ทั้งหมด
“ท่านอ๋อง เชียนเชียนไม่ได้รับการยอมรับจากผู้คน ถึงได้ถูกผู้คนสงสัยอย่างถึงที่สุด และยังลำบากถึงพระปรีชาของเสด็จพ่อไปด้วย เป็ความผิดของเชียนเชียนทั้งหมดเพคะ”
เป่ยเหลียนโม่กอดนางไว้แน่น เขาคุกเข่าลงหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้อย่างเคารพ ชิงผิงอ๋องผู้สุขุมและสง่างาม ในยามนี้กำลังกอดหวังเฟยที่ได้รับาเ็สาหัสไว้ ท่าทางวางตัวไม่ถูกอย่างเห็นได้ชัด
“เสด็จพ่อ ในคราแรกที่ลูกร้องขอสมรสพระราชทานจากเสด็จพ่อ ลูกทำให้นามของเชียนเชียนต้องด่างพร้อยไปด้วย และเป็เพราะความเอาแต่ใจของลูก ถึงได้ทำให้เสด็จพ่อต้องแบกรับความเดือดร้อนไปกับลูกด้วย หากพระองค์จะทรงตำหนิก็ตำหนิลูกเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
ความขมขื่นของสามีภรรยาคู่นี้ทำให้ฮ่องเต้รู้สึกไม่สบายพระทัยเป็อย่างยิ่ง เขาส่งเสียงในลำคอเสียงหนึ่ง และเรียกคนมาลากตัวขุนนางใหญ่ผู้นั้นออกไปในทันที
ขับไล่ออกจากราชสำนักและปลดออกจากตำแหน่ง พร้อมทั้งยึดทรัพย์และเนรเทศออกจากเมือง เป็คำขาดของฮ่องเต้แต่เพียงผู้เดียว
“เป็ถึงชิงผิงอ๋องและพระชายาของชิงผิงอ๋องจะปล่อยให้ผู้คนวิจารณ์ตามใจชอบหรือ?”
นั่นคือบุตรชายที่เขารักที่สุด บัดนี้ถูกใส่ร้ายก็ทำให้เขาปวดใจมากพอแล้ว และชายาชิงผิงอ๋องยอมสละชีวิตช่วยเหลือ กลับต้องถูกผู้คนวิจารณ์สาดเสียเทเสีย
“ตลอดทั้งวันในราชสำนักไม่เห็นกล่าวคำสัตย์ บัดนี้บุตรชายของเจิ้นถูกใส่ร้าย สะใภ้าเ็สาหัส แต่กลับมีคนะโออกมาอย่างเร่งรีบ และปรารถนาเป็อย่างยิ่งว่าหากกล่าวเสริมอีกสักเล็กน้อยแล้วจะทำให้พวกเขาหกล้มอย่างเ็ปกว่าเดิมและาเ็รุนแรงกว่าเก่า”
เขตล่าสัตว์อันกว้างใหญ่พลันเงียบสงัด โอรส์พิโรธ ราวกับมีศพนับร้อยนับหมื่นเกลื่อนเต็มพื้น หากมีผู้ใดกล้าเอื้อนเอ่ยมากเกินไป จะต้องมีจุดจบเช่นเดียวกับขุนนางก่อนหน้านี้
เป่ยเซวียนเฉิงคุกเข่าอยู่ข้างๆ พร้อมกับทุกคน เส้นผมที่ลู่ลงช่วยปกปิดดวงตาที่กักเก็บความขุ่นเคืองและความผิดหวังที่เก็บซ่อนไว้ไม่มิดของเขา
เหยาเชียนเชียน นางไม่เหลือเยื่อใยให้เขาโดยสมบูรณ์ คราแรกเขาเป็ฝ่ายโน้มน้าวให้นางแต่งเข้าจวนชิงผิงอ๋องเอง แต่กลับกลายเป็เขาได้มอบผู้ช่วยที่เป็ประโยชน์ให้แก่ชิงผิงอ๋องไปแทนเสียแล้ว
ยามนี้เป่ยเซวียนเฉิงรู้สึกถึงรสคาวปนหวานในโพรงปากเพียงเท่านั้น เขาหลับตาลงพยายามสะกดกลั้นไฟแค้นที่ปะทุไปทั้งร่าง ดียิ่ง หลายปีมานี้คอยพร่ำบอกว่ารักเขา แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้แก่ระยะเวลาสั้นๆ ในจวนชิงผิงอ๋อง
“เื่นี้ต้องสืบสวนให้ชัดเจน โม่เอ๋อร์ เ้าไปสืบหาตัวคนเื้ัทั้งหมดมาให้เจิ้น เจิ้นอยากจะเห็นนักว่าผู้ใดที่สามารถใช้บุตรชายทั้งสองของเจิ้นเป็เครื่องมือได้อีก”
หลังจากนั้นฮ่องเต้ก็ทรงม้ากลับวังหลวง การล่าสัตว์ครั้งนี้ไม่มีผู้ใดเป็ผู้ชนะ ทว่ายามนี้ผู้ใดจะยังสนใจเื่นั้นอยู่อีก เหตุการณ์ในวันนี้น่าสนใจกว่าการเป็ผู้ชนะการล่าสัตว์และได้รับรางวัลอยู่มากโข
“พี่สาม เปิ่นหวังขอพาตัวเชียนเชียนกลับไปก่อน” เป่ยเหลียนโม่เดินไปข้างกายเขา มองเป่ยเซวียนเฉิงที่ยังคุกเข่าอยู่บนพื้นปราดหนึ่ง มุมปากยกขึ้นเป็รอยยิ้มบางเบา
“พี่สามก็อย่าได้ซาบซึ้งมากเกินไปเล่า ถึงอย่างไรเชียนเชียนก็ทำเพื่อช่วยเปิ่นหวัง ความสัมพันธ์นี้ทำให้เปิ่นหวังซาบซึ้งเหลือเกิน พี่สามเป็ฝั่งเป็ฝาเมื่อใดก็จะเข้าใจความรู้สึกของเปิ่นหวังในยามนี้เอง”
เหยาเชียนเชียนแอบเบ้ปาก เขาอวดเก่งพอหรือยัง ทำตัวเป็เด็กไปได้
นางมองเป่ยเซวียนเฉิงไม่สะดวก แต่ได้ยินเสียงติดแหบแห้งของเขา
“เช่นนั้นน้องสี่ก็เฝ้ารักษาความสัมพันธ์นี้ให้ดี หากวันหน้าไม่ระวัง อาจทำให้พี่สามขบขันเอาได้”
“เชียนเชียน” เป่ยเหลียนโม่เรียกนางเบาๆ เหยาเชียนเชียนเงยหน้าขึ้นก็พลันรู้สึกเย็นเล็กน้อยตรงหว่างคิ้ว นางเพิ่งรู้ตัวได้ทีหลังว่านั่นคือจูบจากเป่ยเหลียนโม่
“ทูลลาพี่สาม และเปิ่นหวังอยากแจ้งต่อพี่สามว่าหากชอบเจ็บตัวนัก วันหน้าก็เตรียมตัวให้มากหน่อย เื่เช่นนี้เปิ่นหวังจะไม่ยอมให้เชียนเชียนทำอีกเป็ครั้งที่สอง”
