ด้านฟางซินและบุตรชายทั้งสอง เมื่อกลับมาถึงบ้านก็ช่วยกันเก็บของเข้าที่จนเรียบร้อย ทั้งสองคนจึงบอกกับมารดาว่าจะไปพบสหาย เพื่อพูดคุยเื่อาชีพเสริมที่น้องสาวคิดขึ้นมา นางอนุญาตให้พวกเขาไปหาสหายได้ ส่วนตนเองนั้นจะอยู่รอสามีกับบุตรสาวอยู่ตรงหน้าบ้านเอง
“ท่านแม่ท่านพักผ่อนอยู่ที่บ้านรอท่านพ่อกับน้องเล็กไปก่อน ข้ากับน้องรองจะไปพบสหายเสียหน่อย เพื่อคุยเื่อาชีพเสริมของน้องเล็กขอรับ”
“ใช่แล้วท่านแม่ พวกเราสองคนไปไม่นานจะรีบกลับมาขอรับ”
“พวกเ้าไปเถอะแม่อยู่คนเดียวได้ อีกสักพักพ่อกับน้องสาวพวกเ้าก็คงจะกลับมาแล้วล่ะ”
ลู่เวินบังคับเกวียนเข้าประตูบ้าน ภายหลังจากที่บุตรชายออกไปไม่ถึงหนึ่งจิบชา พอฟางซินเห็นสามีกับบุตรสาวกลับมาก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยว่า สามีไปเอาเกวียนมาจากที่ใด เพราะราคาน่าจะหลายตำลึงทั้งยังเป็เกวียนวัวที่มีหลังคาอีกด้วย
“ท่านพี่นี่ท่านไปเอาเกวียนวัวจากที่ใดมาเ้าคะ” ฟางซินเอ่ยถามสามีเมื่อเห็นเขาบังคับเกวียนเล่มใหญ่เข้ามา
“อ้อ เกวียนวัวเล่มนี้เป็ของครอบครัวของเรา เพราะต้องใช้มันขนของเพื่อไปพักในตำบลชั่วคราว หลังจากนี้พวกเราจะสร้างบ้านหลังใหม่แทนหลังเดิม” ลู่เวินอธิบายให้ภรรยาของเขาฟัง
“หืม ไปพักในตำบลชั่วคราวแล้วยังจะสร้างบ้านหลังใหม่ หรือว่าท่านพี่กับชิงเอ๋อร์หาซื้อร้านค้าได้แล้วหรือเ้าคะ” ฟางซินรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา
“น้องหญิงเดาได้ถูกต้องแล้วเป็ร้านที่ทำเลดีไม่น้อย พรุ่งนี้พี่จะไปติดต่อนายช่างหาน ให้มาปรับปรุงร้านค้าเสียก่อน หลังจากนั้นถึงจะให้นายช่างมาสร้างบ้านหลังใหม่ของเราที่นี่” ลู่เวินเห็นแววตาที่ตื่นเต้นของภรรยาก็ดีใจไม่น้อย เขาไม่เห็นท่าทางแบบนี้ของนางมานานแล้ว
“แต่สร้างบ้านใหม่ต้องใช้เงินไม่น้อยเลยนะเ้าคะ” ฟางซินยังกังวลเื่เงินที่ต้องใช้ในการสร้างบ้าน
“ท่านแม่เ้าคะท่านลืมข้าไปได้อย่างไร ตอนนี้เื่เงินไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปแล้ว เพราะวันนี้พวกเราได้เงินจากการขายเครื่องประดับยกชุดหลายตำลึงเชียวนะเ้าคะ ถ้าท่านแม่ไม่เชื่อก็ถามท่านพ่อดูสิเ้าคะว่าข้าพูดจริงหรือไม่” ลู่ชิงรีบบอกท่านแม่ก่อนที่นางจะคิดมากไปกว่านี้
ฟางซินมองไปที่สามีเหมือนจะให้ช่วยยืนยัน ในสิ่งที่บุตรสาวเพิ่งพูดออกมาว่า เป็เื่จริงหรือล้อเล่นให้นางใกันแน่ แต่คำตอบของสามีก็ทำเอาฟางซินถึงกับจะเป็ลมขึ้นมาเสียอย่างนั้น
“ที่ชิงเอ๋อร์พูดมาล้วนเป็เื่จริงทั้งหมดนะน้องหญิง ตอนนี้เรามีเงินจากการขายเครื่องประดับ ถึงหนึ่งแสนห้าพันตำลึงทองเชียวล่ะ” ลู่เวินกล่าวยืนยันคำพูดของบุตรสาวว่าเป็ความจริง หากเขาไม่ได้ยินกับหูหรือเห็นกับตาก็คงไม่คิดเชื่อเช่นกัน
“ห๊ะ!! หนึ่งแสนห้าพันตำลึงทอง!! ท่านพี่เ้าคะข้าจะเป็ลมเ้าค่ะ เอิ้ก..” ฟางซินอุทานออกมาด้วยเสียงที่ดัง และเหมือนนางจะเป็ลม ไม่รู้ว่าจะใหรือดีใจก่อนดี
“น้องหญิง!!!/ท่านแม่!!” ลู่เวินและลู่ชิงรีบเข้าไปประคองฟางซิน ให้นั่งลงก่อนที่จะล้มลงไปกับพื้น
“ชิงเอ๋อร์เหตุใดถึงขายเครื่องประดับ ได้ในราคาสูงถึงเพียงนั้นเล่า มันเป็เครื่องประดับแบบใดกัน เถ้าแก่หงถึงยอมซื้อจากเ้า” ฟางซินที่ตั้งสติได้บ้างแล้วถามบุตรสาว
“อิอิ คิดเอาไว้อยู่แล้วว่าท่านแม่ต้องอยากรู้เป็แน่ ว่าของแบบไหนที่ขายได้ราคาดีเช่นนี้ ท่านแม่รอประเดี๋ยวนะเ้าคะสิ่งที่ท่านอยากเห็น ว่ามันคู่ควรกับราคาข้าจะเอาออกมาให้ท่านดูเ้าค่ะ” ลู่ชิงบอกให้มารดารอนาง ก่อนจะหายเข้าไปในมิติเพื่อหยิบชุดเครื่องเพชร ที่ลวดลายแตกต่างจากชุดที่นำไปขายออกมา
“นี่เ้าค่ะท่านแม่ ท่านลองเปิดดูก็จะรู้ว่าเหตุใดมันถึงขายได้ราคาสูงเช่นนั้น” ลู่ชิงยื่นกล่องเครื่องเพชรให้กับท่านแม่ได้ดู
“ชะ ชะ ชิงเอ๋อร์ นี่มันสวยมากเกินไปแล้วลูก แม่เข้าใจแล้ว สมกับที่เป็เครื่องประดับราคาแพงจริง ๆ คนที่ซื้อไปอาจใส่ออกงานบ้าง หรือจะเก็บไว้เป็มรดกให้บุตรหลานก็ยังได้เลยนะเนี่ย” นางตื่นตะลึงกับความสวย แสงระยิบระยับนั่นก็ส่องเข้าตาของนางเสียเหลือเกิน
“ถ้างั้นเครื่องประดับชุดนี้ข้ายกให้ท่านแม่เก็บเอาไว้ ท่านจะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ หรือท่านแม่จะใส่เพียงแหวนก็ได้เ้าค่ะ ชิ้นอื่นก็เก็บเอาไว้ในอนาคตหากได้เข้าร่วมงานเลี้ยงหรือพิธีเปิดกิจการของพวกเรา ค่อยหยิบออกมาใส่ให้ผู้คนอิจฉาเล่น ๆ ก็ยังได้เ้าค่ะ” ลู่ชิงยกชุดเครื่องเพชรนี้ให้กับมารดาไปเลย
“ชิงเอ๋อร์ตั้งใจมอบมันให้น้องหญิงก็รับไว้เถอะ อย่าให้ลูกต้องเสียน้ำใจที่มอบให้เ้าเลยนะ” ลู่เวินสนับสนุนบุตรสาวในเื่นี้
“เช่นนั้นแม่ก็จะรับเอาไว้ ขอบใจชิงเอ๋อร์มากนะลูก แม่จะเก็บรักษามันไว้อย่างดี” ฟางซินปลาบปลื้มใจยิ่งนัก
“ข้ายินดีเ้าค่ะ ในมิติยังมีอีกมากมาย ต่อไปท่านแม่ต้องได้ใส่ไม่ซ้ำอย่างแน่นอนเ้าค่ะ แล้วนี่พี่ชายไปไหนกันหมดเ้าคะ ท่านแม่ถึงอยู่บ้านเพียงลำพัง” นางถามถึงพี่ชายทั้งสองั้แ่มาถึง ยังไม่ได้ยินเสียงพวกเขาเลย
“พี่ชายเ้าไปหาสหายเพื่อจะคุยเื่อาชีพเสริม ที่เ้าคิดจะให้ชาวบ้านทำนั่นแหละ”
“อ้อ เช่นนั้นก็ดีเ้าค่ะท่านแม่จะพักผ่อนอยู่ที่บ้าน หรือว่าจะตามพวกเราไปหาหัวหน้าหมู่บ้าน เพื่อหารือเื่นี้ด้วยกันเ้าคะ” นางถามท่านแม่ก่อนว่าอยากไปด้วยกันไหม
“เ้าไปกับบิดาเถิด แม่จะอยู่ที่บ้านและทำกับข้าวไว้รอก็แล้วกัน”
“พี่กับชิงเอ๋อร์จะรีบไปจัดการเื่นี้ให้เรียบร้อย น้องหญิงทานอะไรรองท้องไปก่อนก็ได้ อย่าปล่อยให้ท้องหิวไว้พี่จะรีบกลับนะ” เขาไม่อยากให้นางหิ้วท้องรอ
“เ้าค่ะท่านพี่” ฟางซินรับคำสามีด้วยรอยยิ้ม
ด้านสองคนพี่น้องที่รีบไปหาสหาย ลู่เสียนบอกกับพี่ชายว่าเขาจะไปตามสหายของเขา และให้ไปเจอกันที่ต้นไม้ใหญ่ใกล้แม่น้ำหลังหมู่บ้าน จากนั้นทั้งคู่ก็แยกกันไปตามสหาย เพื่อประหยัดเวลาดีกว่าเดินตามกันไป
“เว่ยหลิน ๆ เ้าอยู่บ้านหรือไม่ข้าลู่จื้อเอง”
เว่ยหลินกำลังผ่าฟืนอยู่ด้านหลังบ้าน ได้ยินเสียงเรียกแว่ว ๆ คล้ายเสียงของสหายตนอย่างลู่จื้อจึงเดินออกไปดู
“อ้าว อาจื้อเ้ามีอะไรหรือถึงได้มาหาข้าถึงบ้านได้”
“ข้ามีเื่สำคัญจะมาพูดคุยกับเ้าและกวงเหอ แต่พวกเราทั้งหมดต้องไปเจอน้องชายของข้า ที่ต้นไม้ใหญ่หลังหมู่บ้านจะได้พูดทีเดียวไม่ต้องพูดหลายรอบ เ้าพอมีเวลาหรือไม่”
“ได้สิ ตอนนี้ข้าแค่ผ่าฝืนที่เก็บมาผึ่งแดดอยู่ แต่ไปคุยกับพวกเ้าก่อนแล้วค่อยกลับมาทำต่อก็ยังได้”
“ตกลง งั้นเราไปตามกวงเหอที่บ้านและไปเจอน้องชายข้ากันเลย” ลู่จื้อมีสหายเพียงไม่กี่คนที่อยู่ในหมู่บ้านอันผิงแห่งนี้ เนื่องจากตอนที่เขามาถึงฐานะทางการเงินก็ย่ำแย่ไปแล้ว
ลู่จื้อกับเว่ยหลินเดินไปที่บ้านสหายต่อ มาถึงหน้าประตูบ้านก็แข่งกันะโเรียกชื่อของสหาย พอประตูเปิดออกมาเห็นว่าเป็กวงเหอ ทั้งสองไม่รอช้าเข้าไปประกบด้านข้างของกวงเหอ แล้วพาเขาเดินไปทางหลังหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว
“เฮ้ยยย!! นะ นี่ นี่ พวกเ้าทำอะไรจะพาข้าไปไหน ทำไมไม่พูดอะไรสักหน่อยเล่า พวกเ้าเดินช้า ๆ ก็ได้” กวงเหอที่ถูกสหายหิ้วปีกคนละข้างก็เดินตามไปอย่างช่วยไม่ได้ และยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดสหายถึงดูมีลับลมคมในแปลก ๆ
“เ้าอย่าเพิ่งถามอะไรได้หรือไม่ ไปถึงแล้วก็จะรู้เองนั่นแหละ”
“กวงเหอเ้าทำตามที่อาจื้อบอกเถอะน่า ไม่ได้มีเ้าคนเดียวที่อยากรู้ ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกันรีบเดินเข้า”
เด็กหนุ่มทั้งสามคนเดินมาถึงต้นไม้ใหญ่หลังหมู่บ้าน ก็เจอลู่เสียนกับสหายรออยู่ก่อนแล้ว เมื่อทุกคนมาพร้อมกันเป็ลู่จื้อที่พูดขึ้น
“ที่ข้ากับอาเสียนพาพวกเ้ามาที่นี่ เพราะมีเื่สำคัญมาบอกกับพวกเ้า หากรู้แล้วอย่าเพิ่งไปบอกกับใครเป็อันขาด ให้รอฟังจากหัวหน้าหมู่บ้านอีกครั้ง”
“อาจื้อ เ้ารีบบอกมาเถอะข้ากับกวงเหอสัญญาจะไม่บอกใครแน่นอน” เว่ยหลินบีบมือตนเองแน่นด้วยรู้สึกตื่นเต้นมากในยามนี้
“ข้ากับซุนอวี้ก็เช่นกันขอรับพี่ชายลู่จื้อ” สหายของลู่เสียนก็รับปากลู่จื้อด้วยสีหน้าจริงจังเช่นกัน
“เอาล่ะเื่ที่ข้าจะบอกก็คือ น้องสาวของพวกข้าคิดอาชีพเสริม เพื่อให้พวกเ้าและครอบครัวได้ทำ อยากให้ทุกคนมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่ต้องเดินทางเข้าตำบล หรือเข้าไปในเมืองหางานทำให้เหนื่อย พวกเ้าคิดว่าทำอาชีพเสริมที่น้องสาวข้าคิดขึ้นมาจะดีกว่าหรือไม่”
“อาชีพเสริมเช่นนั้นหรืออาจื้อ น้องสาวของเ้านางจะให้ทำอันใดหรือ หากไม่ต้องลำบากไปหางานทำในเมือง ข้าเต็มใจทำแน่ ๆ อย่างน้อยได้อยู่กับครอบครัวมีรายได้เพิ่มอีกหน่อย หลังจากทำนาย่อมดีกว่าอยู่แล้ว” เว่ยหลินคิดว่าหากมีงานให้ทำโดยไม่ต้องเดินทาง เขาสามารถช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัวได้
“ข้าก็คิดเหมือนพี่ชายเว่ยหลินขอรับ ทำงานในเมืองค่าแรงก็ไม่ได้มากมายไหนจะค่ากินค่าเดินทาง กลับบ้านบ่อยก็ไม่ได้ไม่ถูกหักเงินก็ถูกเลิกจ้าง”
“เอาล่ะพวกเ้าฟังให้ดี งานที่น้องสาวข้าจะให้ทำมีอยู่ทั้งหมดสามอย่าง อย่างแรกแก้วน้ำไม้ไผ่แบบมีฝาปิด จะรับซื้อที่ใบละสองอีแปะ อย่างที่สองกระติ๊บขนาดเล็กสำหรับใส่ข้าวเหนียว และอย่างที่สามเป็ถาดสานแบบกลมขนาดเท่าจานใส่อาหาร ทั้งสองอย่างนี้รับซื้อชิ้นละสามอีแปะพวกเ้าเห็นว่าอย่างไร”
เหล่าสหายของสองพี่น้อง ได้ฟังเกี่ยวกับงานทั้งสามอย่างก็หันมามองหน้ากัน เหมือนพวกเขาจะคิดแบบเดียวกันว่า มันเป็งานที่ทำไม่ยากแค่อาศัยฝีมืองานไม้ และงานจักสานเท่านั้นก็สามารถขายได้เงินแล้ว ถ้าหนึ่งวันคนในครอบครัวช่วยกัน นั่นย่อมได้เงินหลายสิบอีแปะเชียวนะ พวกเขาพยักหน้าให้กันและเป็เว่ยหลินที่เป็ตัวแทนพูดขึ้นมา
“อาจื้อ พวกเราทุกคนยินดีที่จะทำงานนี้อย่างแน่นอน และข้าคิดว่าชาวบ้านที่ได้รับรู้เื่ที่พวกเ้าพูด ต้องดีใจไม่ต่างจากพวกเราเช่นกัน” เว่ยหลินคิดเช่นนั้นจริง ๆ
“ต่อจากนี้พวกเ้าก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น จะได้กินให้อิ่มท้องไม่ต้องลำบากประหยัดกันอีกแล้ว วันนี้ท่านพ่อกับน้องสาวของข้า จะไปหารือกับหัวหน้าหมู่บ้าน พวกเ้าไปรอฟังเื่นี้อยู่กับครอบครัว ว่าจะมีการเรียกประชุมยามใดก็แล้วกัน”
“ตกลง พวกเราจะทำตามที่เ้าบอก ขอบคุณพวกเ้ามากจริง ๆ อาจื้อ” กวงเหอก็ดีใจไม่ต่างจากเว่ยหลิน
“ไม่เป็ไรพวกเราเป็สหายกันนี่นา มิใช่ว่าก่อนหน้านี้พวกเราต่างก็ช่วยเหลือกันมาตลอดหรือไร”
“ฮ่า ๆ ๆ”
เด็กหนุ่มทั้งหกคนต่างส่งเสียงหัวเราะ ก่อนจะแยกย้ายกันกลับไป จากนี้หมู่บ้านอันผิงจะต้องมีความเป็อยู่ที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ อย่างแน่นอน
