“อะไรนะ?!”
ความตกตะลึงปรากฏขึ้นในแววตาของเยี่ยนเจาเจา
แต่อย่างไรนางก็ไม่ใช่เด็กไม่รู้ความ เกรงว่าตอนตนหลับไป ท่านแม่คงสืบเรียบร้อยแล้วว่าเื้ัของเสี่ยวจ้าวซื่อคือใคร
เื่นี้นับว่าเกิดขึ้นล่วงหน้าทั้งสิ้น
เยี่ยนเจาเจานึกถึง่เวลานี้ในชีวิตที่แล้วของตนเอง ตอนนั้นเมืองเซียงเฉิงยังปลอดภัยไร้กังวล ไม่ได้เกิดเื่ร้ายแรงอะไรขึ้น
เป็ไปได้ไหมว่าเสี่ยวจ้าวซื่อคือเหลือบไรที่แฝงตัวอยู่ในจวนเยี่ยน เมื่อถูกดึงออกมาจึงกลายเป็ตัวแปรเร่งเื่ราวของยุคหลังเช่นนี้?
เยี่ยนเจาเจาย้อนคิดอย่างระมัดระวังถึงเื่ราวในชาติก่อนที่นางเคยละเลยไป พลันนึกได้ว่าในชาติที่แล้วนางก็ไม่เคยสนใจความสัมพันธ์ของซ่งฝูจินมาก่อนเช่นกัน
ทั้งที่ท่านแม่กับท่านป้าทะเลาะกันเพราะเื่ตราพยัคฆ์จนเกิดเื่วุ่นวายตามมาไม่สิ้นสุด ตอนคิดก่อนหน้านางยังไม่รู้สึกเอะใจ ยามนี้มาคิดอีกทีก็เริ่มได้กลิ่นไม่ค่อยปกติบ้างแล้ว
เวลานั้น เยี่ยนเจาเจาก็ถูกส่งไปพักฟื้นที่อื่นเพราะสุขภาพไม่แข็งแรงเหมือนกัน แต่นางยังเล็กมากจึงไม่ได้ใส่ใจสิ่งเหล่านี้ จนพลาดรายละเอียดปลีกย่อยมากมายไป
เมื่อใคร่ครวญต่อก็พบว่าหลังจากเหตุการณ์นี้ เมืองเซียงเฉิงก็สูญเสียตระกูลขุนนางไปไม่น้อยจริงๆ ราวกับเสื่อมถอยเอาดื้อๆ ยามนั้นนางคิดเพียงว่าสรรพสิ่งบนโลกล้วนไม่เที่ยง ทว่าตอนนี้มาคิดดูใหม่ ไฉนบนโลกจะมีเื่บังเอิญเช่นนี้เล่า?
เกรงว่าการเสื่อมโทรมของตระกูลขุนนางบางส่วนคงมีความเกี่ยวข้องกับการกระทำของท่านป้า อาจเพราะผีเสื้อเกิดใหม่อย่างเยี่ยนเจาเจากระพือปีกบิน จึงล่วงหน้าไปก่อนหลายเื่
ความสัมพันธ์ของท่านแม่กับท่านป้าดีกว่าพี่น้องหญิงทั่วไปจากครอบครัวธรรมดา ไม่มีทางทะเลาะกันรุนแรงเพราะสารปลอมพวกนี้เด็ดขาด ทั้งคู่ลงมือทำเช่นนี้ย่อมต้องมีจุดประสงค์อื่นแน่
เยี่ยนเจาเจาเองก็รู้ว่านี่เป็การล่อเสือออกจากถ้ำ และกลวิธีที่ใช้กันประจำคือหลอกล่อคู่ต่อสู้โดยจงใจสร้างช่องโหว่สองสามจุดทางฝั่งตนเอง จากนั้นค่อยตัดมือศัตรูที่พร้อมรุกคืบเข้ามาทีเดียว
หลักการเดียวกับที่ตนใช้ตบตาในเรือนหิมะมรกตนั่นเอง
ดังนั้นเยี่ยนเจาเจาจึงถามใหม่ “สถานการณ์ในเมืองหลวงตอนนี้เป็อย่างไรบ้างเ้าคะ?”
หนานิเหอรู้ว่าเยี่ยนเจาเจาฉลาดเฉลียวและคาดเดาจุดบอดออกแล้ว มุมปากเขาจึงยกยิ้ม ก่อนจะเล่าเื่ให้นางฟังด้วยท่าทางอบอุ่นอ่อนโยนว่าเมืองเซียงเฉิงตกอยู่ในความโกลาหล เพราะสวนมวลบุปผาหอมเกิดเพลิงไหม้จนองค์หญิงกับเยี่ยนเจาเจาสิ้นชีพกลางทะเลเพลิง
เจาเจาคุ้นเคยกับรูปแบบการทำงานของท่านป้าและท่านแม่ดี นางรู้ว่าพวกเขาเน้นกลยุทธ์ปลอดภัยไว้ก่อน แต่คราวนี้กล้าได้กล้าเสียเช่นนี้ เกรงว่าโอกาสคงหายาก
และน่าจะมีอีกจุดประสงค์หนึ่ง คือสร้างความสับสนให้ฝ่ายตรงข้ามเหมือนที่เยี่ยนเจาเจาคาดไว้
ชาติก่อนเื่นี้จบลงอย่างราบรื่น เยี่ยนเจาเจาตระหนักถึงความสามารถของท่านป้ากับท่านแม่ ใจเลยเบาลงครึ่งหนึ่ง
“ถ้าอย่างนั้นท่านพ่อเล่าเ้าคะ?”
เยี่ยนเจาเจาถูกส่งผ่านหลายมือออกมาระหว่างหลับใหล นอกจากเป็ห่วงท่านแม่ที่ไม่ได้พบหน้ากันก่อนจาก นางยังห่วงท่านพ่อที่ซื่อตรงจริงใจของตนด้วย
หนานิเหอวางเยี่ยนเจาเจาลงบนเบาะนุ่มด้านข้าง แล้วหยิบน้ำต้มสุกให้นางดื่มพลางกล่าวว่า “นายน้อยอยู่วัดม้าขาว ปลอดภัยไร้กังวลอย่างยิ่ง”
วัดม้าขาวต้องปลอดภัยอยู่แล้ว วัดโบราณที่สามารถตั้งตระหง่านมั่นคงมาสามราชวงศ์ ย่อมมีความลับในนั้นแน่
เยี่ยนเจาเจาวางใจโดยสมบูรณ์
นางกับหนานิเหออายุยังน้อย ความสามารถไม่เพียงพอ หากรั้งอยู่เมืองเซียงเฉิงยามนี้คงจะถ่วงแข้งถ่วงขาท่านพ่อท่านแม่ มิสู้ไปที่อื่นอย่างน้อยยังปกป้องตนเองได้
แต่นางสังเกตว่าหนานิเหอเปลี่ยนคำพูดใหม่ ไม่เรียกเยี่ยนเหิงว่าท่านลุงแล้ว
เวลานี้นางเพิ่งฉุกคิดได้ว่าหนานิเหอเหมือนไม่เคยเรียกขานองค์หญิงว่าท่านป้าเลย แม้อยู่ต่อหน้า เขาก็เรียกเยี่ยนเหิงว่าท่านลุงเท่านั้น ทั้งยังไม่มีท่าทีสนิทสนมมากนัก
หนานิเหอเห็นความแปลกใจของนาง สายตาเขาก็จนใจเล็กน้อยแต่ยังเอ่ยว่า “ยามนี้อยู่ข้างนอก พวกเราไม่ได้มีสถานะเดิมอีกต่อไป องค์หญิงเสียแรงมากในการส่งพวกเราออกมา อย่าให้ความลับหลุดจากพวกเราจะดีกว่า”
เยี่ยนเจาเจาก็คิดว่าสมเหตุสมผลจึงพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง “เช่นนั้นตอนนี้พวกเรามีฐานะอะไรกันเ้าคะ? แล้วพาใครมาบ้าง?”
หนานิเหอเห็นแม่นางน้อยกะพริบตา ใจพลันอ่อนยวบลง อดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปม้วนเส้นผมที่เด้งออกมาบนศีรษะนาง
สะเก็ดตุ่มน้ำพุพองบนใบหน้าและตามร่างกายของนางหลุดลอกออกั้แ่ตอนย้ายเข้าไปอยู่เรือนเหมยแดงแล้ว ตอนนี้ถึงขั้นเลือนหายไปทั้งหมดจนมองไม่เห็นรอยแผลว่าเคยเป็ไข้ทรพิษเลยสักนิด
แง่หนึ่งเป็เพราะยาขี้ผึ้งของหนานิเหอออกฤทธิ์ไว ประการที่สองคือร่างกายเยี่ยนเจาเจาไม่ทิ้งรอยแผลเป็ วันนี้จึงกลับมาขาวผ่องราวกับหยกอีกครั้ง
“ยามนี้พวกเราคือบุตรชายบุตรสาวฮูหยินเอกของบ้านใหญ่สกุลหยวนจากซูโจว ข้ากับเ้าเสียบุพการีทั้งสองไป ทั้งยังถูกฝากเลี้ยงไว้ข้างนอกหลายปี แต่ตอนนี้ได้รับการตอบรับกลับสกุลหยวนแล้ว”
นี่คือตัวตนใหม่ที่องค์หญิงจัดหาให้หนานิเหอกับเยี่ยนเจาเจา สกุลหยวนสูงส่งสงวนท่าทีและไม่ข้องเกี่ยวทางโลก การซ่อนตัวอยู่ในสกุลหยวนจึงไม่ลำบากพวกเขา ช่างเหมาะสมอย่างยิ่งยวด
เยี่ยนเจาเจากลอกดวงตาไปมา “เมื่อครู่ข้าได้ยินพี่ชายบอกว่าท่านแม่หาอาจารย์คนใหม่ให้พวกเรา ใช่ท่านผู้าุโหยวนมู่ที่มีลูกศิษย์เต็มบ้านเต็มเมืองผู้นั้นหรือเปล่าเ้าคะ?”
หนานิเหอพยักหน้า ก่อนใช้มือเช็ดคราบน้ำเล็กๆ ที่เปื้อนตรงมุมปากนาง ตามด้วยหยิบผลไม้เชื่อมมาป้อนแม่นางน้อยอย่างคล่องมือ
เยี่ยนเจาเจาคิดใคร่ครวญเต็มหัว จึงงับลูกท้อที่อยู่ในมือของหนานิเหอเข้าไปโดยไม่รู้ตัว ริมฝีปากสีชมพูและลิ้นอ่อนนุ่มััโดนนิ้วมือขาวของเขาแ่เบาทว่ากลับทำให้จิตใจสั่นไหวเล็กน้อย
“ใช่ แต่ต่อไปเมื่อพบหน้าท่านผู้าุโ เ้าต้องเรียกว่าท่านปู่แล้ว ในสกุลหยวนมีเพียงผู้าุโหยวนมู่ที่ทราบตัวตนของพวกเรา ส่วนคนอื่นล้วนไม่ทราบ ก่อนสถานการณ์เมืองเซียงเฉิงจะกระจ่าง ห้ามเปิดเผยฐานะแท้จริงของข้ากับเ้าเด็ดขาด”
หนานิเหอเก็บสีหน้าตนเอง พลางแจกแจงข้อมูลของทั้งสองทีละอย่าง ก่อนจะมอบของพิสูจน์ตัวตนของพวกเขาให้เยี่ยนเจาเจาอันหนึ่ง
ตัวตนของหนานิเหอในตอนนี้คือหยวนชิงชิว นามรองสิงจื่อ
ส่วนเยี่ยนเจาเจาเป็น้องสาวร่วมอุทรของหยวนชิงชิว นามเดิมอาเจา
แรกเริ่มเยี่ยนเจาเจาก็ฟังคำพูดของหนานิเหออย่างตั้งใจ แต่ไม่รู้เหตุใดความรู้สึกนึกคิดถึงได้ค่อยๆ ลอยไปที่ใบหน้าของหนานิเหอ ในใจพลันรำพันเพียงว่าพี่ชายรองของข้าช่างรูปงามเหนือใครจริงๆ
“ทำไม อึ้งไปเลยหรือ?”
หนานิเหอหยอกเย้าอย่างหาได้ยาก ทำเอาใบหน้าเยี่ยนเจาเจาขึ้นสีแดงก่ำ
เยี่ยนเจาเจาจึงทั้งประหม่าและไม่สบอารมณ์ คิดเพียงว่าแต่ไหนแต่ไรมาก็เป็ตนที่แกล้งหยอกพี่ชายรองเสมอ ไยวันนี้โดยหยอกกลับแล้ว นางคิดทันทีว่าตนเองต้องกู้หน้ากลับมา จึงจงใจหรี่ดวงตาทำสีหน้าเหมือนคนเ้าชู้
“ใช่ พี่ชายรองของข้าดูดีหาตัวจับยากเช่นนี้ ในฐานะน้องสาว ข้าขอมองมากหน่อยจะเป็อะไรไป? ถือเป็โชคที่ไม่ใช่ว่าจะวอนขอกันได้ง่ายๆ นะเ้าคะ”
นางไม่เพียงเอาเปรียบทางคำพูดเท่านั้น ยังหยัดกายขึ้นแล้วขยับมือไปลูบใบหน้าของหนานิเหออีกด้วย
ัับนมือดีสุดๆ เยี่ยนเจาเจาคร่ำครวญในใจอย่างไร้ยางอาย
หากแข่งกันเื่หน้าหนา เยี่ยนเจาเจาคิดว่านางไม่เคยแพ้ใครยกเว้นเยี่ยนฟางหวา
หนานิเหอไม่เคยหน้าแดง ในดวงตาเขาเพียงทอประกายวาบขึ้นมาเท่านั้น ก่อนที่เขาจะเบี่ยงหน้าเล็กน้อย จนริมฝีปากแดงเฉียดผ่านฝ่ามือนุ่มนิ่มของเยี่ยนเจาเจาไป
“ท่าน!” คำพูดตำหนิปนอับอายของเยี่ยนเจาเจายังไม่ทันเอ่ย รถม้าก็โคลงเคลงรุนแรง นางไม่มีแรงพยุงร่างกายเลยพุ่งทะยานเข้าสู่อ้อมกอดของหนานิเหอทันที
หนานิเหอเอื้อมมือมาโอบนาง พลางยกแขนขึ้นกันหน้าผากของเจาเจาเพื่อไม่ให้มีส่วนไหนโดนกระแทก ก่อนจะพ่นลมหายใจอย่างจนใจ “จะรีบอิงแอบแนบซบกันไปไย?”
เยี่ยนเจาเจาพลันสำลักจนไอค่อกแค่กอย่างหนักทันที หนานิเหอตบหลังให้นางพลางทอดถอนใจ “หากเ้าอยากลูบ ข้าจะอยู่ตรงนี้ให้เ้าลูบตลอดแล้วกัน”
เยี่ยนเจาเจาสำลักจนแทบขาดอากาศหายใจ ในดวงตาเมล็ดซิ่งวาวน้ำตาเล็กน้อย และใบหน้ายังเต็มไปด้วยข้อกล่าวหา
ฟังเข้าสิ พูดอะไรก็ไม่รู้ มันสมควรพูดหรือ!
เหตุใดเมื่อห่างจากองค์หญิงแล้ว พี่ชายรองของนางก็กลายเป็คนละคนเช่นนี้เล่า
เยี่ยนเจาเจาตกตะลึงกับหนานิเหอที่ไร้ยางอาย ความคับข้องใจและความตระหนกบนหน้านางจึงแสดงออกมาเด่นชัดจนหนานิเหอเก็บร่องรอยหยอกล้อ แล้วลูบมวยผมของเยี่ยนเจาเจาเบาๆ
เยี่ยนเจาเจามีคำพูดจริงจังที่ถูกที่ควรอัดแน่นอยู่เต็มหัว แต่มือของนางกลับยกขึ้นอย่างคล่องแคล่วแล้วหยิกแก้มของหนานิเหอเต็มแรง
“พี่ชายรอง ท่านรังแกน้อง!”
ในอดีตเยี่ยนเจาเจาเคยมีความสัมพันธ์ที่นับว่าใกล้ชิดกับเหลียงอินเช่นกัน เหลียงอินเ็าโดยธรรมชาติ นอกจากตอนแสดงละครกับนางที่อบอุ่นขึ้นมาหน่อย ส่วน่อื่นก็มักจะเยือกเย็นและห่างเหินเสมอ แต่หนานิเหอกลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิง
นางอดเคลือบแคลงใจไม่ได้ เด็กหนุ่มบนโลกล้วนเลื้อยไปเรื่อยเช่นนี้หรือ?
“เ้าต้องเรียกพี่ชายเฉยๆ ก่อนพวกเรากลับไป เ้ามีพี่ชายคนเดียวเท่านั้น”
หนานิเหอเอ่ยเชื่องช้า ขณะที่ปล่อยให้มือเยี่ยนเจาเจาประทุษร้ายบนใบหน้าเขาโดยไม่ว่าอะไร
เยี่ยนเจาเจาเบะปาก ทำท่าทางรังเกียจสุดๆ แล้วเอ่ยคำว่า “พี่ชาย” ออกมาอย่างไม่เต็มใจ ก่อนไปนั่งเบียดเสียดอยู่คนเดียวตรงมุมรถม้า นางหมุนตัวหันหลังให้หนานิเหอเห็นเพียงท้ายทอยของนาง
“ไม่ว่าจะพี่ชายรองหรือพี่ชายเฉยๆ ก็เป็พี่ชายข้าอยู่ดี”
เยี่ยนเจาเจาบุ้ยปากอย่างไม่พอใจ
แม้จะเป็ญาติผู้พี่ แต่ก็ยังเป็พี่ชายแท้ๆ เยี่ยนเจาเจาคิดเช่นนี้
นางหันหลังให้หนานิเหอ เลยไม่เห็นว่าตอนที่เขาได้ยินคำพูดของนาง รอยยิ้มเขาก็ผุดขึ้นมาในดวงตาอย่างควบคุมไม่ได้
พี่ชายแท้ๆ...
เยี่ยนเจาเจาคิดเพียงว่าตนทำให้หนานิเหอดีใจจนสำลักพูดไม่ออกแล้ว จึงไม่ได้สังเกตเลยว่าคำพูดสองสามคำเมื่อครู่ของตนนั้นไม่ชัดเจน
คำว่า “พี่ชายรอง” ที่นางเอ่ยเมื่อก่อน คล้ายคำว่า “พี่ชายที่รัก”
คราวนี้คำเรียกว่า “พี่ชายแท้ๆ” ของนาง เมื่อเอ่ยออกมาก็ได้ยินไม่ต่างจากคำว่า “พี่ชายรู้ใจ[1]” มากนัก
“อื้อ เจาเจากล่าวถูกแล้ว”
หนานิเหอมองแผ่นหลังของเยี่ยนเจาเจา ก่อนจะเก็บรอยยิ้มบนดวงหน้าของตนเองลงไปแล้วเปลี่ยนเื่กะทันหัน “ก่อนหน้านี้เ้าถามใช่ไหมว่าข้าพาใครมาบ้าง?”
เื่นี้คือสิ่งที่เยี่ยนเจาเจากังวล นางจึงรีบหันกลับมาถามทันทีโดยไม่สนใจจะถกเถียงกับหนานิเหอ “ใครบ้างเ้าคะ? พาเสี่ยวชุ่ยมาด้วยหรือไม่?”
เยี่ยนเจาเจายังไม่รู้ว่าเสี่ยวชุ่ยป่วยตายเพราะไข้ทรพิษแล้ว
หนานิเหอก็ไม่คิดปิดบังนาง เขารู้ว่าแม้เยี่ยนเจาเจาจะดูเหมือนอ่อนปวกเปียก แต่ความจริงนางเข้มแข็งอย่างยิ่ง เขาจึงเอ่ยตามตรง “ตอนเ้ายังไม่ฟื้น เสี่ยวชุ่ยก็ไปแล้ว”
“ไปไหนหรือ?”
เยี่ยนเจาเจาถามตามสัญชาตญาณ นางยังไม่รู้สึกตัว คิดเพียงว่าเสี่ยวชุ่ยโดนองค์หญิงกักตัวชั่วคราวเพราะติดไข้ทรพิษเท่านั้น
เยี่ยนเจาเจาให้ความสำคัญกับมิตรภาพมาก หนานิเหอรู้ว่าตนเองทนเห็นน้ำตาของนางไม่ได้ จึงเอื้อมมือดึงนางเข้ามาไว้ในอ้อมกอด แล้วเอ่ยออกมาช้าๆ “ไข้ทรพิษของเ้ามาจากนาง เ้าผ่านมันไปได้ แต่นาง...ไม่ได้”
เยี่ยนเจาเจาชะงักค้างทั้งร่างราวกับโดนน้ำเย็นจัดราดลงบนหัว จนแม้แต่สมองของนางก็ยังถูกแช่แข็งไปด้วย
“เสี่ยวชุ่ย...ตายเพราะป่วย?”
เยี่ยนเจาเจากำอาภรณ์ด้านหน้าของหนานิเหอแน่นโดยไม่รู้ตัว ทั่วสรรพางค์กายสั่นระริกราวกับหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ แล้วหยาดน้ำตาก็เริ่มก่อตัวขึ้น
เชิงอรรถ
[1] พี่ชายรู้ใจ หมายถึง 情哥哥 (ฉิงเกอเกอ) เมื่ออ่านเป็ภาษาจีนจึงคล้ายคลึงกับคำว่าพี่ชายแท้ๆ 亲哥哥 (ชินเกอเกอ)
