เสียงนกหวีดดังขึ้นไม่นาน กระบี่อสูรก็เหาะเอาน้ำเต้าที่ใส่ลูกกวาดิญญาร่อนลงมาจากฟ้าไปที่หน้าลู่เต้า ไป๋เสียออกคำสั่ง "หยิบลูกกวาดสีเหลืองขาวในน้ำเต้าป้อนให้เด็กคนนั้นซะ"
ลู่เต้าที่ไม่กล้าบิดพลิ้วหยิบน้ำเต้าเทลูกกวาดหลากสีสันออกมาเต็มฝ่ามือ มีเพียงลูกเดียวที่ตรงกับคำบอกกล่าวของไป๋เสีย เขาจึงหยิบลูกกวาดนั้นป้อนเข้าปากกู่เสี่ยวอวี่
"เสี่ยวอวี่ กินลูกกวาดมา อ้า"
ลูกกวาดละลายในปาก ทันทีที่กู่เสี่ยวอวี่กลืนลงไป อาการก็พลันคงที่และผล็อยหลับไป
"นั่นคือ 'ลูกกวาดแก้พิษ' จะมีชีวิตรอดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับจิตใจของนางแล้ว"
"ในที่สุดก็เจอตัวจนได้" เสียงขุ่นเคืองเจี่ยเหยียนอันดังขึ้นเื้ัลู่เต้า
เมื่อลู่เต้าหันกลับไปมองก็เห็นร่างของเจี่ยเหยียนอันเต็มไปด้วยเื และดูทุลักทุเลยิ่งนัก
เจี่ยเหยียนอันกัดฟันกรอด ดวงตาฉายแววเหยียดหยาม "ข้าไม่รู้ว่าเ้าใช้วิธีการใด แต่ศพหุ่นเชิดนั้นข้าจะมีมากเท่าไรก็ได้!"
เขาสะบัดมือ บรรดาคนในจวนสกุลหงกว่าร้อยคน ไม่ว่าหญิงชาย เด็กหรือผู้ใหญ่ ต่างก็พุ่งเข้าหาลู่เต้าอย่างบ้าคลั่ง
ลู่เต้าวางร่างกู่เสี่ยวอวี่ที่หมดสติลงอย่างแ่เบา แม้จะตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต แต่เขาก็ยังยืนขึ้นอย่างเชื่องช้า ริมฝีปากขยับเอ่ยเสียงเบา "ฉิวหมัว"
แสงกระบี่วาบขึ้น ศพหุ่นเชิดมากมายในสวนต่างสลายกลายเป็เถ้าธุลีที่ปลิวกระจายทันใด กระบี่อสูรสังหารศัตรูทั้งหมด ก่อนจะบินกลับมาอยู่ข้างกายลู่เต้า ลอยอยู่กลางอากาศอย่างอิสระ แล้วดูดซับพลังยุทธ์ที่หลงเหลืออยู่ของศพหุ่นเชิด
"นะ...นี่คือกระบี่ิญญาอย่างนั้นหรือ" เจี่ยเหยียนอันเอ่ยเสียงสั่น "บัดซบ! นึกไม่ถึงว่าเ้าอ้วนนั่นจะหาคนเก่งกาจกลับมาได้!"
ด้วยพลังของเขาแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจต้านทานกระบี่ิญญาได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว!
ลู่เต้าสีหน้าเ็า ยกมือชี้เจี่ยเหยียนอัน "คราวนี้เ้าแพ้แล้ว!"
กระบี่อสูรพุ่งออกไปราวกับสายฟ้าแลบ กลายเป็แสงสีขาวพุ่งตรงไปยังลำคอของเจี่ยเหยียนอัน
แต่เขาก็สมกับเป็จอมยุทธ์ที่โลดแล่นอยู่ในยุทธภพมานาน จึงเตรียมรับมือกับลู่เต้าไว้แล้ว
เจี่ยเหยียนอันคว้าคนสองคนจากหลังประตูมาเป็โล่ ลู่เต้าเพ่งมองดูอย่างละเอียด พบว่าทั้งสองคนนั้นคือพี่น้องสกุลหงที่หน้าตาว่างเปล่า!
"กลับมา!" ลู่เต้าร้องเรียกอย่างร้อนรน กระบี่อสูรที่อยู่กลางอากาศหยุดชะงัก ก่อนจะบินกลับไปข้างกายเขา
เจี่ยเหยียนอันที่ตกอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบ เมื่อเห็นว่าลู่เต้าไม่กล้ารุ่มร่ามโจมตี เขาก็ยิ่งหลบอยู่หลังหงฮวาโดยไม่ยอมออกมา
"เหตุใดเ้าจึงลังเล" ไป๋เสียไม่พอใจที่ลู่เต้าออมมือให้ศัตรู "ทั้งสองคนนั้นกินยาหุ่นเชิดจนกลายเป็ศพหุ่นเชิดไปแล้ว หาใช่มนุษย์อีกต่อไป"
ลู่เต้าลำบากใจยิ่งนัก เมื่อเผชิญหน้ากับใบหน้าที่คุ้นเคย ตอนนี้เขายังไม่อาจลงมือได้
เจี่ยเหยียนอันใช้สองพี่น้องสกุลหงเป็โล่กำบัง ค่อยๆ ถอยไปทางประตูทีละก้าว ทว่าไป๋เสียที่ไม่คิดที่จะไว้ชีวิตเขาเข้ายึดครองร่างลู่เต้า ก่อนจะยกขลุ่ยสะกดมารแนบริมฝีปากเป่าบรรเลงเพลง
ท่วงทำนองถี่กระชั้นและแปลกประหลาด ภายในสวนเกิดลมพัดกระโชกขึ้นทันใด
ร่างของพี่น้องสกุลหงที่กลายเป็ศพหุ่นเชิดสั่นไหวไปตามเสียงขับขาน เจี่ยเหยียนอันก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่อาจควบคุมสองพี่น้องนี้ได้อีกต่อไป!
"เกิดอะไรขึ้น!" เจี่ยเหยียนอันร้องเสียงหลง
ครั้งที่สองแล้ว! เดิมทีศพหุ่นเชิดควรเชื่อฟังเขา แต่ทำไมเขาถึงควบคุมศพหุ่นเชิดไม่ได้ครั้งแล้วครั้งเล่า!
ทันใดนั้นเสียงดนตรีพลันหยุดลง สองพี่น้องสกุลหงเบิกตากว้าง ปากส่งเสียงร้องคำรามน่าหวาดผวา! ทั้งสองคนหันศีรษะไปด้านหลัง เสียงกระดูกคอแตกดังกรอบแกรบน่าขนลุก ก่อนจะพุ่งเข้ากัดคอของเจี่ยเหยียนอันที่ตั้งตัวไม่ทันอย่างแรง
ฟันอันแหลมคมกัดทะลุเส้นเืใหญ่ เจี่ยเหยียนอันกระอักเืล้มลง
ร่างที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้นถูกเงาดำบดบัง ศพหุ่นเชิดทั้งสองถอยออกไปโดยอัตโนมัติ เจี่ยเหยียนอันจ้องมองอีกฝ่ายด้วยความไม่ยินยอม “จะ...เ้า...เป็ใครกันแน่"
"วิชาที่เ้าใช้ ล้วนเป็เพียงเศษเสี้ยวของข้า เ้าคิดว่าข้าเป็ผู้ใดหรือ" ไป๋เสียสาวเท้าเข้าไปอย่างเชื่องช้า
"เป็ไปไม่ได้...หรือว่าจะเป็..." สีหน้าของเจี่ยเหยียนอันซีดเผือด ดวงตาฉายแววหวาดกลัวอ้อนวอน “เดี๋ยวก่อน...”
ไป๋เสียหาได้สนใจไม่ ฝ่ามือของเขาค่อยๆ กำแน่น ขลุ่ยในมือพลันกลายเป็ไม้สะกดมาร ก่อนจะแทงทะลุหัวใจของเจี่ยเหยียนอันอย่างโเี้
ร่างของเจี่ยเหยียนอันกระตุก ดวงตาเบิกโพลง ก่อนจะสิ้นใจไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากจัดการเจี่ยเหยียนอันเสร็จ ทันใดนั้นเสียงครวญครางของกู่เสี่ยวอวี่ดังขึ้นมาด้วยความเ็ป ลู่เต้ารีบกลับไปข้างกายนางเพื่อดูอาการ "เสี่ยวอวี่"
อาการของกู่เสี่ยวอวี่ทรุดลงอย่างกะทันหัน เธอกุมท้องด้วยความเ็ป เหงื่อเย็นผุดอาบใบหน้า และน้ำตาไหลพราก
"ดูเหมือนว่าเด็กคนนี้คงไม่ไหวแล้ว" ไป๋เสียเอ่ยเสียงเ็า
"เป็ไปไม่ได้!" ลู่เต้าไม่้าได้ยินคำพูดเช่นนี้ เขาแย้งด้วยความโกรธ "เสี่ยวอวี่ต้องปลอดภัย"
ลู่เต้าจับมือนางไว้แน่นพลางปลอบโยน "ไม่เป็ไร เ้าต้องไม่เป็ไรนะ!"
กู่เสี่ยวอวี่ที่รู้สึกราวกับถูกม้าศึกนับพันเหยียบย่ำในท้อง ย่อมไม่ได้ยินคำพูดของลู่เต้า เพียงแค่ต้องทนพิษร้ายแรงของยาหุ่นเชิดก็ทำเอานางหมดเรี่ยวแรงแล้ว
"จะ...เจ็บเหลือเกิน!" ในที่สุดกู่เสี่ยวอวี่ก็ทนไม่ไหว นางร้องลั่นด้วยความเ็ปทรมาน "ฆ่า...ฆ่าข้าเถิด...ทรมาน...ทรมานเหลือเกิน..."
ลู่เต้าเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เขาไม่รู้ว่าควรตอบสนองอย่างไรดี
"อะไรนะ" เขาคิดว่าตนเองฟังผิดไป
"ตอนนี้เ้ามีสองทางเลือก หนึ่งคือทนดูเด็กคนนี้ทรมานจนตายอย่างน่าอนาถ สองคือยุติชีวิตของนาง ปล่อยนางให้พ้นจากความเ็ป"
ไป๋เสียกล่าวต่อ "เลือกให้ดีเล่า เ้าหนู"
ลู่เต้ายืนนิ่ง ก้มหน้าลงกำหมัดแน่นจนร่างกายสั่นเทา
เขาไม่อยากจะยอมรับข้อเสนอใดๆ ของไป๋เสียเลย แต่เมื่อเผชิญหน้ากับกู่เสี่ยวอวี่ที่กำลังทุกข์ทรมานแล้ว เขาก็อ่อนแอจนมิอาจทำอะไรได้เลย
เขาทำได้เพียงมองดูนางทรมาน มองดูนางเ็ป ในฐานะผู้ที่เฝ้ามอง ลู่เต้ามิอาจแม้จะบรรเทาความเ็ปของนางได้เลย
ในวินาทีนี้ ความรู้สึกจนตรอกพลุ่งพล่านขึ้นมา
"บางครั้งความโหดร้ายก็เป็ความอ่อนโยนอย่างหนึ่ง"
เสียงแหบแห้งของชายชราดังก้องอยู่ในหัว นำพาลู่เต้ากลับไปสู่ความทรงจำในอดีต
นั่นคือตอนเขาอายุได้สิบขวบใน่ฤดูหนาว มีหมีดำตัวใหญ่ในูเาลึกของเขายักษามารบกวนหมู่บ้านเมฆาขาวที่เชิงเขา มันกินปศุสัตว์ของชาวบ้านไปหลายครัวเรือน บางครั้งแแม่วัวก็ถูกมันคาบไปทั้งตัว
ไม่เพียงแต่จะสูญเสียทรัพย์สินอย่างหนัก แต่ยังทำให้ผู้คนหวาดผวาอีกด้วย ่เวลานั้นชาวบ้านไม่กลัวผีสางแต่อย่างใด กลัวเพียงว่าจะไปเจอเข้ากับหมีโดยไม่ได้ตั้งใจ แล้วกลายเป็อาหารของมัน
ดังนั้น ลู่คงที่เป็นายพรานจึงพาลู่เต้าที่ยังเยาว์วัยขึ้นเขา เพื่อไปกำจัดภัยให้ชาวบ้าน
สองปู่หลานเดินไปตามเส้นทางบนูเาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ลู่คงที่ร่างกายแข็งแรงเดินนำหน้า เนื่องจากหิมะตกหนามาก ทุกย่างก้าวเขาต้องออกแรงดึงขาออกมาจากกองหิมะ ส่วนลู่เต้าก็เดินตามรอยเท้าของปู่ไปเรื่อยๆ
"เ้าอายุสิบขวบแล้ว ถึงเวลาที่ต้องเรียนรู้ทักษะการล่าสัตว์บ้าง" ชายชราพูดพลางเดินไป ปากก็พ่นควันสีขาวออกมา
"แต่ท่านปู่..." ลู่เต้าเอ่ยถามด้วยความฉงน "หมีไม่จำศีลในฤดูหนาวเช่นนี้หรือ"
"หมีน่ะ หากกินอาหารไม่อิ่มในฤดูใบไม้ร่วง หรือฤดูหนาวมาถึงเร็วเกินไป มันก็ไม่จำศีล" ลู่คงครุ่นคิด ก่อนจะเสริม "หรือบางทีอาจจะตื่นขึ้นเพราะถูกรบกวนก็ได้"
สมกับเป็นายพรานมากประสบการณ์ หลังจากขึ้นเขามาได้สองวัน พวกเขาก็พบรอยเท้าหมีแล้ว และตามรอยเท้าจนไปถึงถ้ำของมัน
สองปู่หลานเฝ้าอยู่บนต้นไม้นานสามวันสามคืน พวกเขาวางกับดักบนเส้นทางที่หมีออกหาอาหาร ซุ่มโจมตีด้วยธนูจนสังหารหมีได้สำเร็จ
เท้าของหมีดุร้ายถูกกับดักหนีบ บนร่างกายเต็มไปด้วยลูกธนู หลังจากคำรามด้วยพลังเฮือกสุดท้าย ร่างกายอันใหญ่โตก็ล้มลงบนพื้น ปะทะเข้ากับหิมะจนฟุ้งกระจาย
เมื่อลู่คงมั่นใจว่าหมีสิ้นใจแล้วจึงปีนลงจากต้นไม้ เดินไปที่ซากหมีแล้วใช้กริชตัดอุ้งเท้าหมีข้างหนึ่งออกมาร้อยเชือกผูกไว้ที่เอว
เืหมีไหลอาบพื้นหิมะที่ละลาย
"เอาล่ะ ไว้บนหิมะเช่นนี้ ผ่านไปสองสามวันก็ไม่เน่าหรอก รอขากลับค่อยเรียกคนมาขนก็แล้วกัน" ลู่คงใช้หิมะเช็ดมือ แล้วะโเรียก "อาเต้า กลับกันเถอะ"
เห็นหลานชายไม่ตอบรับ ลู่คงหันกลับไปมองก็พบว่าเขากำลังจ้องมองไปที่ถ้ำหมีอย่างใจลอยก็เอ่ยถาม "เป็อะไรไป"
ลู่เต้าไม่สนใจเขา เดินตรงไปที่ถ้ำหมี
ไม่นาน เขาก็เดินออกมาพร้อมกับลูกหมีสองตัวที่ยังอยู่ในวัยป้อนนมในอ้อมแขน และเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย "นี่เป็แม่หมี..."
ลู่คงเห็นลูกหมีสองตัวก็ลำบากใจ "ที่แท้ก็ออกลูกแล้ว นี่คงเป็สาเหตุที่ทำให้นางดุร้ายและก้าวร้าวเช่นนี้ น่าเสียดาย!"
ว่าแล้วเขาก็ดึงกริชแวววาวออกมา ลู่เต้าเห็นดังนั้นก็รีบใช้ร่างกายปกป้องลูกหมีทั้งสอง "ท่านปู่ ท่านจะทำอะไร"
ลู่คงอธิบายอย่างจนใจ "ทั้งสองตัวยังเล็กเกินไป หากไม่มีแม่ พวกมันอยู่ไม่ได้แน่"
"แต่ถ้าฆ่าพวกมันแบบนี้ก็น่าสงสารเกินไป!"
"ถ้าเช่นนั้นเ้าคิดจะเลี้ยงพวกมันให้โต แล้วให้พวกมันทำร้ายคนในหมู่บ้านหรือ" ชายชราถามกลับ
ลู่เต้าอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าว “ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้น!”
"ถึงแม้ตอนนี้จะปล่อยพวกมันกลับไป พวกมันที่เสียแม่ไปแล้ว ไม่ช้าก็เร็วต้องอดตาย หนาวตาย หรือไม่ก็ถูกสัตว์ร้ายตัวอื่นฆ่าตายอยู่ดี"
"ไม่มีวิธีอื่นแล้วหรือ..."
"หากข้ารู้ว่านางเป็แม่หมีั้แ่แรก บางทีข้าอาจจะไล่นางเข้าไปในป่าลึกก็ได้" ลู่คงถอนหายใจแล้วกล่าวต่อ "น่าเสียดายที่ข้าไม่รู้มาก่อน และหมีที่ตายไปแล้วก็ไม่อาจฟื้นคืนมาได้"
ลู่เต้าที่ยังเยาว์วัยได้แต่ยืนนิ่ง ปล่อยให้ปู่รับลูกหมีทั้งสองตัวไป
ก่อนที่กริชในมือจะแทงลงไป ลู่คงก็เอ่ยว่า "บางครั้งความโหดร้ายก็เป็ความอ่อนโยนอย่างหนึ่ง"
สิ้นเสียง กริชก็เสือกแทงลงไป เืสาดกระเซ็น
หาก...รู้ก่อนหน้านี้ บางทีลูกหมีสองตัวนั้นคงไม่ต้องตาย
ลู่เต้าค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาแน่วแน่ เปลวไฟบนโคมิญญาลุกโชน ปลดปล่อยพลังอันร้อนแรงออกมาจากอก
กู่เสี่ยวอวี่ยังคงดิ้นรนอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างความเป็ความตาย จะตายก็ไม่ตาย จะอยู่ก็ทรมาน
ในเวลานี้ ลู่เต้ามีคำตอบอยู่ในใจแล้ว เขาโบกมือกลางอากาศเบาๆ กระบี่อสูรก็ร่วงลงบนมืออย่างมั่นคง
"ได้โปรด...ฆ่าข้าเถิด...ขอร้องล่ะ..." เสี่ยวอวี่ร้องไห้อ้อนวอนลู่เต้า
ลู่เต้ากลั้นน้ำตา กัดฟันแน่นฝืนความเ็ปเกินทน เราต้องยุติความทรมานของนาง
จวนสกุลหงที่เคยคึกคัก บัดนี้กลับเงียบสงัด
ลู่เต้านั่งเฝ้าศพของกู่เสี่ยวอวี่อยู่ข้างๆ ด้วยใบหน้าเศร้าหมอง ไม่แม้จะเอ่ยวาจาใดๆ
ไป๋เสียเห็นลู่เต้าเงียบไปก็คิดจะปลอบ แต่ขณะจะอ้าปากกำลังพูด
ทันใดนั้น อุณหภูมิลดลงอย่างกะทันหัน เกล็ดหิมะโปรยปรายลงมาจากท้องนภา
ลู่เต้ายื่นมือที่เปื้อนเืออกไป เกล็ดหิมะที่ร่วงลงบนฝ่ามือละลายฉับพลัน
เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมอง ร่างของเฉายวนิผู้สวมชุดขาวสะอาดก็ลอยอยู่กลางอากาศเบื้องหน้า จ้องลู่เต้าที่อยู่บนพื้นด้วยสายตาเย็นเยียบ
"เหอะ...ในที่สุดเ้าก็มาแล้วสินะ!" ไป๋เสียกัดฟันกรอดด้วยความโกรธแค้น
