เ้าสำนักโม่คุกเข่าตัวสั่นอยู่บนพื้นดินที่เปียกชื้น เหงื่อกาฬไหลท่วมใบหน้าเมื่อสบตากับเย่เฉินที่ยังคงถือไม้กวาดไม้ไผ่ด้วยท่าทางสบายๆ
เย่เฉิน: "ในเมื่อพวกเ้ามีแรงเหลือล้นจนอยากจะพังบ้านคนอื่นนัก... งั้นก็เอาแรงนั้นมาทำประโยชน์หน่อยเป็ไง"
เย่เฉินปัดมือเบาๆ ทันใดนั้น กระบี่ที่หักและอาวุธของเหล่าลูกน้องสำนักพยัคฆ์ทมิฬนับสามสิบเล่ม ก็ลอยขึ้นมากลางอากาศก่อนจะหลอมละลายและเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็ "จอบ" และ "เสียม" วางเรียงรายอยู่เบื้องหน้าพวกมันเย่เฉิน: "ขุดดินตรงหลังบ้านนั่นซะ... ข้าอยากได้แปลงผักกว้างๆ สักสิบแปลง ถ้าพระอาทิตย์ยังไม่ตกดินแล้วงานไม่เสร็จ ข้าจะกวาดพวกเ้าลงเหวไปพร้อมกับใบไม้พวกนี้"ภาพที่เห็นถัดมาคือภาพที่ประหลาดที่สุดในประวัติศาสตร์ยุทธภพ! เหล่านักฆ่าและยอดฝีมือระดับ ขั้นรวบรวมปราณ ไปจนถึงระดับ ขั้นแดนดิน อย่างเ้าสำนักโม่ ต่างพากันถอดเสื้อคลุมราคาแพงออก แล้วลงมือขุดดินกันอย่างบ้าคลั่ง
เ้าสำนักโม่ (กระซิบสั่งลูกน้อง): "พวกเ้าอย่าช้า! ใช้ลมปราณทั้งหมดที่มีใส่ไปในจอบนั่น! ขุดให้ลึก พลิกหน้าดินให้สวย! ถ้าท่านจอมยุทธไม่พอใจ พวกเราหัวหลุดแน่!"
ยอดฝีมือบางคนถึงกับใช้ "วิชาตัวเบา" เพื่อะโเหยียบจอบให้จมดินอย่างรวดเร็ว ส่วนคนที่มีพลังธาตุไฟก็ถูกสั่งให้ไปเผาวัชพืกลายเป็การใช้พลังยุทธ์ขั้นสูงเพื่อการเกษตรอย่างเต็มรูปแบบเสี่ยวเยว่มองดูภาพจอมยุทธนับสามสิบคนที่ทำงานกันอย่างขะมักเขม้นด้วยแววตาชื่นชม เธอหันไปหาเย่เฉินที่กำลังนั่งจิบชาร้อนๆ อยู่บนระเบียง
เสี่ยวเยว่: "ท่านจอมยุทธเย่ ท่านนี่เก่งจริงๆ เลยนะเ้าคะ แค่พูดไม่กี่คำ เ้าสำนักผู้โด่งดังก็ยอมมาช่วยงานเราขนาดนี้ พวกเขาดู... กระตือรือร้นกันมากเลยนะเ้าคะ"
เย่เฉิน: "อืม... มนุษย์เราบางทีก็ต้องหาอะไรทำแก้ฟุ้งซ่านน่ะเสี่ยวเยว่กินซาลาเปาไหมเ้าค่ะมันยังอุ่นอยู่เลยเดียวจะเย็นซะก่อนเย่เฉินได้หยิบซาลาเปาขึ้นมากินแล้วเย่เฉินบอกว่านี้เ้าทำเองหรอมันอร่อยมากเลยหละเสี่ยวเยว่หัวเราะเบาๆพร้อมกลับพูดใช้แล้วเ้าค่ะค่าทำเองขอบคุณที่ท่านชมนะเ้าค่ะ ก่อนจะส่งเมล็ดพันธุ์ผักในตะกร้าให้เย่เฉิน "ในเมื่อมีคนช่วยขุดดินแล้ว งั้นเรามาช่วยกันปลูกต้นกล้าพวกนี้เถอะเ้าค่ะ"ขณะที่ทั้งสองคนกำลังก้มๆ เงยๆ ปลูกผักเคียงคู่กัน เย่เฉินสังเกตเห็นว่าเสี่ยวเยว่แอบมองใบหน้าของเขาบ่อยครั้ง พอเขาสบตาเข้า เธอก็รีบหันไปสนใจต้นกล้าจนหน้าแดงก่ำ
เย่เฉิน (คิดในใจ): "ความรู้สึกแบบนี้... มันอุ่นยิ่งกว่าซาลาเปาเสียอีก บัลลังก์ที่์นั่นไม่มีทางเทียบได้เลย"
ทว่า ในขณะที่ความสุขกำลังเบ่งบาน ที่ขอบฟ้าไกลออกไป มีนกพิราบสื่อสารสีขาวนวลบินมุ่งหน้าสู่ "สำนักเมฆาคราม" ซึ่งเป็สำนักอันดับหนึ่งของมณฑล ข่าวเื่ "ชายชุดขาวผู้สยบพยัคฆ์ด้วยไม้กวาด" กำลังจะกลายเป็จุดเริ่มต้นของพายุลูกใหม่เ้าสำนักโม่เดินมาปาดเหงื่อพลางรายงาน "ระ... เรียนท่านจอมยุทธ แปลงผักสิบแปลงเสร็จเรียบร้อยแล้วขอรับ!"
เย่เฉินมองดูผลงานแล้วพยักหน้า "ดี... พรุ่งนี้พวกเ้ามาใหม่ ข้าอยากได้รั้วไม้รอบบ้านด้วย"
เ้าสำนักโม่ถึงกับเข่าทรุดในเมืองชิงหลวนที่โรงเตี๊ยมตระกูลหลิน วันนี้กลับมีลูกค้าน้อยผิดปกติ เพราะมีชายหนุ่มชุดฟ้าท่าทางสง่างามคนหนึ่งนั่งจับจองโต๊ะกลางร้าน บนโต๊ะมีกระบี่หยกราคาสูงวางอยู่ เขาคือ 'ลู่ฟง' ศิษย์เอกของสำนักเมฆาครามที่ถูกส่งมาสืบเื่การล่มสลายของสำนักพยัคฆ์ทมิฬเฒ่าหลินเดินเอาน้ำชาไปเสิร์ฟด้วยท่าทางนอบน้อม มือไม้สั่นตามสไตล์คนแก่ขี้กลัว
ลู่ฟง: "ท่านลุง... ข้าได้ยินมาว่า เ้าสำนักโม่ผู้หยิ่งผยอง ตอนนี้กำลังไปขุดดินปลูกผักอยู่ที่ป่าไผ่ท้ายเมือง เื่นี้จริงเท็จประการใด?"
เฒ่าหลิน (แสร้งหัวเราะแห้งๆ): "โอ๊ยท่านจอมยุทธน้อย ข้าน้อยเป็แค่คนขายบะหมี่ จะไปรู้เื่ของผู้ยิ่งใหญ่พวกนั้นได้อย่างไรกัน... พวกเขาคงแค่... อยากเปลี่ยนบรรยากาศไปััธรรมชาติกระมัง"ลู่ฟงจ้องตาเฒ่าหลินครู่หนึ่ง แววตาของเฒ่าหลินวูบหนึ่งดูนิ่งสงบเกินกว่าคนธรรมดา แต่มันก็หายไปรวดเร็วราวกับตาฝาดเฒ่าหลิน: "เสี่ยวเยว่... วันนี้อย่าเพิ่งไปที่ป่าไผ่นั่นเลยนะลูก พ่อรู้สึกว่าลมแรงเกินไป พายุใหญ่กำลังจะมา"
เสี่ยวเยว่: "พายุอะไรกันเ้าค่ะ? ฟ้ายังใสอยู่เลย เย่เฉินเขาทำงานหนักนะพ่อ ข้าต้องเอาของกินไปให้เขา"
เฒ่าหลิน (พึมพำกับตัวเอง): "เฮ้อ... ยัยหนูเอ๋ย เ้าไม่รู้หรอกว่าถ้าสำนักเมฆาครามขยับ แผ่นดินมณฑลนี้จะสั่นะเืแค่ไหนที่ป่าไผ่... เ้าสำนักโม่และลูกน้องกำลังช่วยกันล้อมรั้วบ้านให้เย่เฉินอย่างตั้งใจ (เพราะกลัวโดนไม้กวาดตบ) ทันใดนั้น ลู่ฟงก็ปรากฏตัวขึ้นบนยอดไผ่
ลู่ฟง: "เ้าสำนักโม่! ท่านช่างทำให้ชื่อเสียงของจอมยุทธมัวหมองนัก! มาคุกเข่าทำงานรับใช้ไอ้คนพเนจรนี่ได้อย่างไร? ถอยไป! ข้าจะดูซิว่ามันมีดีอะไร!"
ลู่ฟงไม่ได้พูดเปล่า เขาชักกระบี่หยกออกมา พลังปราณสีฟ้าครามแผ่ซ่านออกมา นี่คือ ขั้นแดนดินระดับสูงสุด ที่เหนือกว่าเ้าสำนักโม่หลายขุม!ลู่ฟงหน้าซีดเผือด พลังทั้งหมดของเขาเหมือนถูกดูดลงสู่หลุมดำเพียงแค่การปะทะกันครั้งเดียว
ในวินาทีนั้นเอง เสียงะโของเสี่ยวเยว่ก็ดังมาจากทางเข้าป่า
เสี่ยวเยว่: "เย่เฉิน! ข้าเอาซุปกระดูกหมูมาฝาก... อ้าว มีแขกมาใหม่อีกแล้วเหรอเ้าคะ
