ยามค่ำคืน
ตำหนักจ้าวเหอยังคงสว่างไสวไปด้วยแสงไฟจากโคมไฟ
ฮ่องเต้เวินหลังจากกลับมาถึงวังหลวง ก็ไปแช่น้ำในบ่อน้ำพุร้อน จากนั้นก็ทำตัวราวกับเพิ่งเลิกงานจากราชกิจ แวะไปดูองค์ชายน้อยสักครา
ยามที่เขามาถึง องค์หญิงอีก็อยู่ด้วยเช่นกัน
ตำหนักจ้าวเหอครึกครื้นยิ่งนัก
องค์หญิงน้อยกำลังหยอกเย้าอยู่กับองค์ชาย
ร่างน้อยๆ ขององค์ชายถูกวางลงบนเบาะนุ่ม
องค์หญิงเมื่อเห็นว่าเสด็จพ่อเสด็จมาก็ลุกขึ้นทำความเคารพ จากนั้นก็กล่าวขึ้นอย่างตื่นเต้น “เสด็จพ่อ ดูสิเพคะ น้องชายหมุนศีรษะได้แล้ว”
เด็กน้อยที่นอนอยู่บนเบาะนุ่ม ร่างน้อยๆ กำลังค่อยๆ หันมาจริงๆ ราวกับว่ากำลังหันมามองเขาอยู่
ฮ่องเต้พลันรู้สึกดีใจ
ฮองเฮาที่นั่งอยู่ด้านข้างปรากฏแววอ่อนโยน ทั้งยังดูเพียบพร้อมเป็อย่างยิ่ง สายตายังคงจับจ้องครอบครัวที่แสนอบอุ่นของตน
ฮ่องเต้เวินเล่นกับเด็กน้อยอยู่ครู่หนึ่งก่อนเตรียมตัวจะจากไป ทว่าทารกน้อยช่างรู้ความ รีบกอดฮ่องเต้ไว้ทันที
ฮ่องเต้เวินจึงไม่อาจกล่าวว่าจะจากไปได้
เมื่อก่อนฮ่องเต้นับว่าโหยหาโฉมงามนางนั้นอยู่ตลอดเวลา ทว่าเมื่อเดินทางมาถึงตำหนักจ้าวเหอแล้ว เขากลับรู้สึกชอบบรรยากาศที่นี่เหลือเกิน จึงทำให้รั้งอยู่ที่นี่อยู่บ่อยครั้ง
ฮ่องเต้เวินเป็คนมากรัก ไม่ค่อยจะปฏิเสธใครที่รุกเข้ามา
ฮองเฮาจ้าวก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
ทว่าคืนนี้ตำหนักจ้าวเหอ ทุกสิ่งล้วนแต่ถูกจัดวางไว้แล้ว
กระทั่งธูปหอมก็ยังทำให้คนรู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมา ธูปนี้มีฤทธิ์ในการกระตุ้นราคะ
แม้จะเป็เช่นนี้ ฮ่องเต้ก็ยังคงเลือกที่จะจากไป
ฮองเฮาพลันโยนของโบราณตรงหน้าลงบนพื้นจนมันแตกออกเป็เสี่ยงๆ
ใบหน้าเย็นเยียบ เอนหลังนอนลงบนเบาะนุ่ม
เดิมทีนางไม่ได้สนใจฮูหยินหลัวอะไรนั่นแม้แต่น้อย
ทว่ายามนี้เพื่อฮูหยินหลัวแล้ว กระทั่งนางเขาก็ยังไม่แตะต้อง เมื่อกลับไปแล้วก็ไม่ได้ไปหานางสนมคนใด กลับตรงดิ่งไปห้องทรงพระอักษรทันที
ฮองเฮาจ้าวเมื่อรู้เช่นนั้น ก็รู้สึกว่าน่าขันเสียจนอยากจะหัวเราะออกมา
บุรุษคนนี้ เพื่อสตรีนางหนึ่งถึงกลับต้องปกป้องร่างกายของตนเองดั่งทองถึงเพียงนี้เชียวหรือ ช่างน่าขันเสียจริง
องค์หญิงน้อยพาองค์ชายน้อยหลี่ผิงอันจากไป นางค่อนข้างชอบเด็ก เมื่อกล่อมไปได้ครู่หนึ่งความง่วงก็เข้าจู่โจมจนผล็อยหลับไปทั้งคู่
เมื่อหลับไปได้ยามหนึ่ง เด็กน้อยก็พลันร้องไห้โยเย
เด็กเล็กมักจะร้องไห้ในยามค่ำคืน
นางกำนัลเร่งเดินเข้ามาหวังจะช่วยอุ้ม ทว่าองค์หญิงกลับพลิกกาย จากนั้นก็ตบหลังองค์ชายน้อยเบาๆ ระหว่างนั้นก็พึมพำบางอย่าง ไม่นานนักองค์ชายน้อยก็หลับไปอีกครา
คนอื่นๆ ล้วนแต่ก้มหน้าต่ำ ทว่าตงชือที่อยู่ใกล้ที่สุดกลับตื่นใ ใบหน้าที่ก้มต่ำอยู่แล้วยิ่งก้มต่ำเสียยิ่งกว่าเดิม
กลางดึกแล้ว
ฉาวจิ่วที่กินข้าวเสร็จแล้วก็หยิบเทียนเล่มน้อยขึ้นมาจุดไฟ จากนั้นก็ลงมือคัดตำราต่อ คัดมาแล้วทั้งวันจนมือเริ่มปวดตุบๆ ไหล่ทั้งสองก็เมื่อยขบไปหมด
เฉินโย่วยามยังอยู่จวนก็นอนไม่เร็วนัก นางรู้สึกคึกคักมีชีวิตชีวาอยู่ตลอด
ทว่าสำนักเชินกลับมีกฎเคร่งครัด ยามวิกาลไม่อาจเดินเพ่นพ่านด้านนอกได้ นางจึงได้แต่นอนกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนเตียง ทว่าก็กลิ้งเสียหลายคราแล้ว
ทว่ายามที่เห็นว่าสหายร่วมห้องของตนยังไม่นอน
เขายังคงก้มหน้าคัดหนังสืออยู่
เฉินโย่วเมื่อนอนไม่หลับก็ลุกขึ้นมาเสียเลย
นางเห็นว่าสหายของตนกำลังตั้งใจคัดตำรา นางเองก็ไม่ได้กล่าวว่าจะช่วย จากความเข้าใจที่นางมีต่อสหายร่วมห้องของนาง นางรู้ว่าเขาเป็คนดื้อรั้นอย่างยิ่ง
นางเพียงหยิบเทียนในห้องขึ้นมาจุดเพิ่ม แล้วนั่งลงอ่านตำราด้วยกันกับฉาวจิ่ว
ดังนั้นแสงไฟสลัวจากเทียนแท่งน้อยที่แทบจะดับอยู่รอมร่อของฉาวจิ่ว จึงมีแสงไฟจากเทียนเล่มใหญ่ช่วยให้ความสว่างเพิ่มขึ้น
เฉินโย่วนั่งอยู่อีกด้านหนึ่ง เมื่อหาที่สบายๆ ได้แล้วก็นั่งขัดสมาธิ หลังพิงพนักเก้าอี้ ในมือถือบันทึกการท่องเที่ยวขึ้นมาอ่าน แววตาที่จับจ้องตำราดูออกรสออกชาติเหลือเกิน
เมื่ออ่านไปครู่หนึ่ง นางก็หยิบของว่างออกมา
ทั้งยังมีน้ำชา
ฉาวจิ่วเมื่อหันไปมองเพื่อนร่วมห้องคนใหม่ของตนที่หยิบงูตัวลายตัวหนึ่งขึ้นมาวางบนโต๊ะหนังสือ แล้วใช้ตัวมันแทนแท่นวางหนังสือ วางหนังสือลงบนตัวมัน จากนั้นก็ยันกายลุกไปหยิบของว่าง
เมื่อมองดูก็เห็นว่าในห้องมีเก้าอี้อยู่สี่ตัว เขานั่งอยู่ตัวหนึ่ง สหายร่วมห้องนั่งอีกตัวหนึ่ง ยังมีอีกตัวที่้ามีลูกหมาป่านอนขดเป็ก้อนกลม
บนโต๊ะหนังสือยังมีงูตัวหนึ่งขดอยู่
คิ้วของฉาวจิ่วพลันขมวดมุ่น
แม้ว่าเขาจะดูเหมือนว่ากำลังตั้งใจคัดหนังสืออยู่ ทว่าความจริงแล้วบัณฑิตอันดับต้นๆ เช่นฉาวจิ่ว ยามคัดหนังสือก็ไม่จำเป็จะต้องจดจ่อขนาดนั้น
ปกติแล้วยามที่เขาคัดหนังสือก็เพื่อจดจำเนื้อหา
ทว่าเล่มนี้เขาจำเนื้อหาได้แล้ว ยามคัดจึงไม่ได้กดดันอะไร
ความสนใจหลักจึงกลับไปอยู่ที่สหายร่วมห้องของตน
“คนในพื้นที่ห่างไกลล้วนแต่เลี้ยงสัตว์เยอะเฉกเช่นเ้าหรือ” ฉาวจิ่วถามขึ้นพร้อมทั้งจดจ้องเ้างูตัวลายที่เฉินโย่วนำมาใช้แทนที่รองหนังสือ
“อืม ในหมู่บ้านไป๋กู่ของพวกเรามีของมากมาย หมู่บ้านของพวกเราในพื้นที่ห่างไกลมีชื่อเสียงมาก ทั้งยังมีเื่เล่าว่าหมู่บ้านไป๋กู่มีสามสิ่งที่มาก”
ฉาวจิ่วเร่งคัดหนังสือไป ก็ฟังสหายร่วมห้องของตนกล่าวไปพลาง
“สามสิ่งที่มีมากในหมู่บ้านไป๋กู่ หนึ่งคือมีคนพิการมาก เมื่อก่อนคนในหมู่บ้านไป๋กู่ของเราล้วนแต่เป็โจร ยามออกปล้นบนทุ่งหญ้าอันตรายมาก ท่านลุงท่านน้าหลายคนจึงได้รับาเ็เข้า เช่นนั้นไม่ว่าจะขาด้วนมือด้วน ปากแหว่งก็มีทั้งนั้น คนที่เพิ่งจะเคยมาหมู่บ้านของพวกเราเป็ครั้งแรกล้วนแต่ใกันจนฉี่จะราด ทว่าพวกเราล้วนแต่เป็คนดี เป็คนดีมากๆ เชียวล่ะ”
“สองคือหมู่บ้านของเรามีสัตว์มากมาย ม้าในหมู่บ้านกินอาหารเหมือนกับคน สุนัขในหมู่บ้านกินหมั่นโถว ส่วนไก่ในหมู่บ้านล้วนแต่ต้องทำงาน”
เฉินโย่วเมื่อคิดถึงภาพความทรงจำในหมู่บ้านไป๋กู่ ในใจก็พลันรู้สึกอบอุ่นขึ้นมา
ทว่าฉาวจิ่วก็ไม่ได้ถากถางอะไร เพียงแต่นั่งฟังอยู่เงียบๆ ส่วนขนมที่เฉินโย่วส่งให้ เขาก็ยังไม่ได้รับมา
“สามคือมีสตรีมาก ในหมู่บ้านของพวกเรามีสตรีมากมาย ทุกคนล้วนแต่เก่งกาจ ท่านน้าอวี้ของข้าสามารถนำทัพไปออกรบได้ ยามที่กองทัพจิงบุกเข้ามา เหล่าน้าๆ ในหมู่บ้านก็ล้วนแต่ออกไปร่วมรบ”
“เ้าได้ไปกับเขาด้วยหรือไม่” ในที่สุดฉาวจิ่วก็ทนไม่ไหวจนต้องถามขึ้น
“ไปสิ คนในหมู่บ้านของเราไม่ว่าจะหนุ่มสาว หรือแก่ชราก็ล้วนไปกันหมด ทว่าน้าหลัวรออยู่ที่เรือน รอพวกเรากลับไป ตอนนั้นเมื่อรบชนะแล้วข้าก็กลับบ้านไปหาท่านน้า”
“ไม่ใช่ว่ากองทัพจิงถอยทัพไปเองหรือ”
“ไม่ได้ถอย แต่ตายกันหมด เืนองอาบทุ่งหญ้าจนเป็สีแดง แต่พวกเราเองก็เสียพี่น้องไปไม่น้อยเช่นกัน”
“ในเมื่อเ้าชอบหมู่บ้านไป๋กู่ถึงเพียงนี้ ไยไม่รั้งอยู่ที่นั่น มาเมืองหลวงเพื่ออะไรกัน”
“ข้าเองก็ไม่อยากจากมา แต่คนในหมู่บ้านเมื่อได้ยินว่าข้าจะได้เข้าเรียนในสำนักเชินก็พากันดีใจ ตั้งตารอกันว่าต่อไปจะส่งเด็กๆ ในหมู่บ้านเข้ามาเรียนที่นี่เช่นกัน เด็กๆ ในหมู่บ้านของพวกเราล้วนแต่รู้หนังสือ…”
เฉินโย่วเล่าไปพร้อมท่าทางภาคภูมิใจ
เทียนเล่มหนาสว่างอยู่เพียงไม่นาน
เทียนเล่มที่เหลืออยู่เพียงนิดเดียวกลับยังสว่างอยู่
เฉินโย่วคิดอยากจะจุดเพิ่มอีกเล่ม
ทว่าฉาวจิ่วกลับเอ่ยปากห้าม
“นอนเถิด พรุ่งนี้เช้ายังต้องไปออกกำลังกายยามเช้า เ้ายังเด็ก อย่านอนดึกเลย”
เฉินโย่วอ้าปากหาวน้อยๆ
เมื่อจัดหนังสือเรียบร้อยก็อุ้มเ้าลูกหมาป่าขึ้นมา แล้วเดินไปนอน
ฉาวจิ่วมองเ้างูที่ยังขดอยู่บนตำรา เขาจึงได้แต่ย่องไปหยิบไม้มาท่อนหนึ่งมาวางไว้บนโต๊ะหนังสือของตน
เมื่อเก็บของเสร็จแล้ว เขาก็เป่าเทียนให้ดับลงแล้วจึงไปเข้านอน
เพียงพริบตาความมืดก็ได้ยึดครองห้องนี้ไว้
ทั้งสองฝั่งแม้จะมีกำแพงคอยคั่นไว้ ทว่าก็บังไว้เพียงในระดับความสูงของคน ไม่ได้ปิดจนมิด
คนที่เพิ่งจะเคยมาอยู่ต่างถิ่นยังมีอีกคน
เหล่าพี่ชายไม่อยู่ข้างกาย เฉินโย่วได้แต่พลิกกายไปมา นอนอย่างไรก็นอนไม่หลับ
ในคืนดึกสงัด เสียงของฉาวจิ่วพลันแว่วมา
“เ้าเกลียดราชวงศ์หรือไม่ ยามที่กองทัพจิงบุกมา ราชสำนักไม่ได้ส่งกองทัพไปช่วยพวกเ้า”
เฉินโย่วอึ้งไปครู่หนึ่ง “ข้าไม่เคยคิดถึงเื่ที่จะมีคนมาช่วยเลย มีเพียงพวกเราที่สามารถช่วยพวกเราได้ ขอเพียงพวกเรายิ่งใหญ่พอ”
ฉาวจิ่วนอนนิ่ง ไม่รู้ว่าตนหลับไปั้แ่เมื่อใด
คืนนี้เขารู้สึกสงบนัก
จึงได้ฝันตลอดคืน
