ชายหนุ่มจับจ้องมองตรงมายังพระชายาของตน ที่อยู่ในชุดนักโทษสีขาว นางกำลังยิ้มกว้างด้วยความดีใจ ก่อนเขาจะเอียงศีรษะเล็กน้อย
“ต้าเทียน?เ้าคิดว่าเรียนรู้ทุกอย่างจากนางได้แล้ว เ้าจะแทนนางได้งั้นเหรอ เ้าคิดว่าเ้าเป็ใคร จึงบังอาจหลอกลวงข้า!” เขาค่อย ๆ เลื่อนมือมาบีบคอพระชายาของตน แล้วกัดฟันถามเบา ๆ ด้วยความคับแค้นใจ
“ต้าเทียน ข้าเองหลันหนิง!” หญิงสาวพยายามอธิบาย หากแต่เขายิ้มมุมปาก แล้วจับจ้องนางแน่นิ่ง ลมปากของคนตรงหน้า ก็เหมือนสายลมที่พัดผ่าน ไม่อาจจับต้องและเชื่อถือได้
“หากเ้ากล้าแอบอ้างเป็นางอีกเพียงครั้งเดียว ข้าจะบีบคอเ้าให้ตายคามือ” จางหลันหนิงในร่างของหญิงสูงศักดิ์พยายามดิ้นรนเอาตัวรอดจากมือหนาที่รัดแน่นจนนางไม่อาจหายใจได้ ก่อนชายหนุ่มจะสะบัดมือออกจากคอของนาง แล้วมองอีกฝ่ายแน่นิ่ง
“ดื่มพิษแล้วไม่ตายงั้นเหรอ” เขาเลื่อนสายตาไปยังถ้วยพิษที่มอบให้กับพระชายาของตน แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ หญิงสาวหันไปยังถ้วยพิษสีดำที่วางอยู่ ก่อนจะหันกลับมายังชายหนุ่มแสนดีที่เคยรู้จัก ก่อนภาพในอดีตจะหวนกลับมาให้นางระลึกถึงอีกครั้ง
ณ หุบเขาเขียวขจี ต้าเทียนในชุดชาวบ้านธรรมดา นั่งเขียนภาพให้กับนางด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม นางเท้าคางมองเขาด้วยสายตาบริสุทธิ์ พลันเอ่ยถามท่ามกลางสายลมอ่อนพัดมาปะทะกายทั้งสองเบา ๆ
“ท่านเรียนเขียนภาพจากที่ใด?”
“กับอาจารย์ก๋วย..” เขาพูดยังไม่ทันจบก็นึกขึ้นได้ จึงเงยหน้ามองอีกฝ่าย พลันยิ้มเล็กน้อย
“เ้าจะจับผิดอะไรข้าอีก” จางหลันหนิงส่ายศีรษะแล้วหันมองไปยังทิวเขาด้านข้าง พลางสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด
“ข้ามิได้จับผิด เพียงแต่กำลังสงสัยว่าเหตุใดท่านจึงดูคล้ายกับผู้มีความรู้ ทั้งฝีมือการเขียนภาพหากไม่ร่ำเรียนมาก็ยากจะเขียนออกมาได้ดีเช่นนี้ ผิวพรรณของท่านก็ขาวผุดผ่องเกินกว่าจะเป็ลูกชาวนา ตกลงแล้วท่านเป็ลูกขุนนางท่านใดรึ?” หญิงสาวถามอย่างไม่จริงจังนัก พร้อมใบหน้าเคลือบไปด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน
“แต่งงานกับข้าสิ แล้วเ้าจะรู้เอง” คำพูดของเขาทำให้นางชะงักนิ่ง พร้อมใบหน้าแดงระเรื่อ เขาเห็นท่าทีของนางจึงก้มหน้ายิ้ม แล้วเขียนภาพของหญิงสาวต่อด้วยความตั้งใจ
หญิงสาวในชุดนักชุดนักโทษ พยายามมองเข้าไปั์ตาคู่คมตรงหน้า แล้วค่อย ๆ ตั้งสติเรียบเรียงเื่ราวทั้งหมดช้า ๆ อีกครั้ง
‘ที่แท้ต้าเหรินมีฐานะเป็ถึงองค์ชายงั้นเหรอ’ นางกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนชายหนุ่มจะเอื้อมไปหยิบถ้วยยาพิษขึ้นมา แล้วจ้องมองด้วยสายตาแน่นิ่ง
“ข้าสั่งให้คน ผสมพิษของแมลงร้ายถึงแปดชนิด ไม่น่าเชื่อว่าคนเลวอย่างเ้าจะรอดพ้นความตายมาได้ ในเมื่อเ้าไม่ตาย ข้าก็จะให้เ้าเหมือนตายทั้งเป็” กล่าวจบ ชายหนุ่มในชุดสูงศักดิ์ก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน พร้อมเสียงของสายฟ้าฟาดลงมาทำให้พระชายารีบงอตัวหลบ พร้อมกรีดร้องออกมาด้วยความใ ทว่าร่างของเขายืนนิ่งไม่หวั่นเกรงต่อเสียงฟ้าคำรามแม้แต่น้อย
“กลัวเหรอ?” คำถามเย็นเยียบทำให้พระชายาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย ไม่ใช่สายตาอบอุ่นของต้าเทียน ชายผู้นี้โเี้เกินกว่าจะเป็ต้าเทียนของนาง ก่อนเขาจะยิ้มมุมปาก
“ในเมื่อกินพิษแล้วไม่ตาย เช่นนั้นข้าก็จะให้เ้าอดอาหารจนตาย” พูดจบ ชายหนุ่มก็เรียกทหารข้างนอกเข้ามา พลันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตั้งมั่น
“นับจากนี้เป็ต้นไป ห้ามให้ผู้ใดนำอาหารเข้ามาให้นางอีกเด็ดขาด”
“พ่ะย่ะค่ะ” ทหารน้อมกายรับคำสั่ง ทว่าท่าทางอึกอักของทหารผู้นั้นทำให้องค์ชายขมวดคิ้ว
“มีอะไรก็พูดมา”
“นางกำนัลนามว่าไป๋เจิน เป็คนสนิทของพระชายาั้แ่พระชายาอาศัยอยู่ที่ตำหนักเหรินของฮองเฮา จะไล่นางกลับไปที่ตำหนักเหรินหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายจับจ้องมายังพระชายาของตน แล้วเอ่ยขึ้น
“ก็แค่นางกำนัลคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ต้องไล่นางกลับไปเพื่อสร้างปัญหาให้ข้า หลังจากพระชายาตาย ค่อยเนรเทศนางออกจากวังหลวง”
“พ่ะย่ะค่ะ” สิ้นรับสั่ง ร่างของชายสูงศักดิ์ก็เบี่ยงวรกายเดินจากไป พร้อมสายตาของจางหลันหนิงสัดส่ายไปมา พยายามเรียบเรียงเื่ราวทั้งหมด พร้อมไฟในห้องขังดับมืดและเงียบสงบอีกครั้ง เสียงหยดน้ำจากหลังคาดังเป็ระยะ
‘ที่แท้ ต้าเหรินไม่ได้เป็เพียงลูกขุนนาง แต่เขาเป็ถึงองค์ชายผู้สูงศักดิ์ นานแล้วที่เขาขาดการติดต่อไม่ไปพบข้าที่เขาไท่หลิน ตกลงแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่’ ความคิดยังไม่ทันจางหาย แสงตะเกียงก็ถูกจุดขึ้นอีกครั้ง ร่างของนางกำนัลเข้ามาหาพระชายาด้วยความเป็ห่วง
“องค์ชายสวี่เหวิน พูดอันใดบ้างเพคะ ได้ประทานพิษให้กับพระชายาอีกหรือไม่”
‘นามของเขาคือ องค์ชายสวี่เหวิน นั่นหมายความว่าเขาคือองค์ชายลำดับหนึ่ง ที่เกิดจากฮองเฮาองค์ก่อน’ หญิงสาวขบคิดอย่างเงียบ ๆ แล้วหันมายังสาวใช้
“ไป๋เจิน เ้าเล่าเื่ราวทั้งหมดให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่ ว่าข้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ตอนนี้ข้าพูดตามตรงว่า หลังจากดื่มพิษไปทำให้ข้าจำเื่ราวต่าง ๆ ไม่ได้เลย” พระชายายกมือขึ้นกุมศีรษะพร้อมความสับสนไม่อาจเรียบเรียงเื่ราวต่อไปได้ ก่อนไป๋เจินจะรีบเข้ามาหา
“เช่นนั้นพระชายาจำสิ่งใดได้บ้างเพคะ” หลันหนิงในร่างของพระชายาส่ายศีรษะไปมา พร้อมดวงตาว่างเปล่า ท่ามกลางเสียงท้องฟ้าร้องคำรามดังกึกก้อง
