พลังต้นกำเนิดไหลเวียนอยู่กลางอากาศเป็สาย มันพรั่งพรูออกมาจากกำแพงสีเงิน แต่ละเส้นพลังโอบล้อมไปด้วยแสงดารา ภายในอุดมไปด้วยพลังงานลึกลับ
นี่ก็คือพลังต้นกำเนิดของพลังดารา ปกติแล้วมันเป็พลังที่ไม่ได้พบเจอง่ายๆ ทว่าที่นี่กลับมีอยู่เป็จำนวนมาก เพราะสำนักซิงเฉินได้รวบรวมมันมาจากดินแดนดาราด้วยวิชาพิเศษ เรียกได้ว่าเป็สุดยอดวิชาที่แข็งแกร่ง
สำนักซิงเฉินมีพลังดาราต้นกำเนิดอยู่เป็จำนวนมาก เื่นี้มีน้อยคนนักที่จะรู้ ถ้าเื่แพร่งพรายออกไปจะต้องเกิดความวุ่นวายขึ้นแน่
เต้าหลิงนั่งขัดสมาธิอยู่ข้างใน ทั่วร่างรายรอบไปด้วยแสงดารา ที่ปากและจมูกของเขาได้ดูดซับพลังงานต้นกำเนิดเข้าไป ในระหว่างที่พวกมันผสานเข้าไปภายในร่างก็พลันปรากฏแสงดวงดาราเล็กๆ ขึ้น
พลังต้นกำเนิดแบบนี้ ดาวเล็กๆ น้อยๆในร่างกายของเขา อย่างกับพลังดาราต้นกำเนิดได้ซึมซับเข้าไปแล้ว พลางให้รู้สึกแปลกๆ พลางเห็นเงา
ด้วยผลลัพธ์ของพลังต้นกำเนิด แสงดวงดาราภายในร่างของเขาก็ได้ให้กำเนิดร่างเงาดาราสลัวๆ ขึ้นมา
นอกจากนั้นแสงดวงดารายังยกระดับความแข็งแกร่ง พลังภายในขยายใหญ่อย่างต่อเนื่องตามปริมาณพลังงานต้นกำเนิดซึ่งไหลเข้าไปอย่างไม่ขาดสาย เต้าหลิงััได้ถึงพลังศักยภาพภายในกล้ามเนื้อของเขา มันได้พัฒนาเพิ่มมากขึ้น
“พลังต้นกำเนิดนี้ สามารถช่วยเติมเต็มขั้นสถิติญญาของข้าได้” แววตาของเต้าหลิงฉายฉานความปีติ ตอนนี้เขายังไม่ได้ทะลวงขั้นพลัง แต่ด้วยกล้ามเนื้อที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้พลังของเขาแข็งแกร่งขึ้นอย่างก้าวะโ
“การฝึกฝนยิ่งฝึกก็ยิ่งยากขึ้น” เต้าหลิงฝืนยิ้มออกมา ทรัพยากรที่้าในการฝึกนั้นมีอยู่เยอะนานัปการ หนึ่งในนั้นก็คือพลังต้นกำเนิด ซึ่งเป็สิ่งที่หาได้ยากเป็อย่างยิ่ง
บนโลกนี้ ขุมพลังที่น่าเกรงขามมีหลากหลาย พวกเขาต่างเป็เ้าของแหล่งทรัพยากรใหญ่ๆ เพื่อมอบทรัพยากรเ่าั้ให้กับคนรุ่นหลังในตระกูล อย่างคนที่แข็งแกร่งแบบอู่ตี้ ผู้ใช้พลังต้นกำเนิดบ่มเพาะั้แ่เด็ก ทำให้ขั้นสถิติญญาของเขาถูกเติมเต็มจนสมบูรณ์
พลังต้นกำเนิดดารานั้นเป็พลังต้นกำเนิดชนิดหนึ่ง ถึงแม้ว่ามันจะเป็พลังงานขั้นสูง ทว่ายังห่างชั้นกับพลังต้นกำเนิดที่พบเจอได้ยากอยู่มากโข
ว่ากันว่าในขั้นสถิติญญา พลังที่อยู่ในอันดับพลังล้ำค่าก็คือพลังก่อนฟ้า มันเป็พลังต้นกำเนิดซึ่งอุบัติในยุคสมัยที่ฟ้าดินได้ถือกำเนิดขึ้นในยุคแรก ทั้งนี้ไม่รู้ว่ามันยังจะมีอยู่หรือไม่
พลังก่อนฟ้านี้ ถ้าหากถูกจอมยุทธ์ดูดซับไปแล้วละก็ ไม่รู้ว่าผลลัพธ์ของมันจะน่ากลัวมากแค่ไหน
ทั้งยังมีพลังโกลาหลต้นกำเนิดที่น่ากลัวอยู่ ซึ่งพลังชนิดนี้มีพลังทำลายล้างมหาศาล ยกตัวอย่างเช่น พลังม่วงก่อนฟ้า พลังแรกเริ่มสรรพสิ่ง พลังต้นกำเนิดฟ้าดิน พลังต้นกำเนิดเปลวเพลิง พลังต้นกำเนิดสายฟ้า และพลังงานต้นกำเนิดชนิดอื่นๆ เ่าั้ต่างให้ผลลัพธ์ดีเลิศต่อขั้นสถิติญญา
ไม่เพียงแต่พบเจอได้ยาก ประการสำคัญคือไม่รู้ว่ายังมีอยู่หรือไม่ เมื่อไรที่พลังเ่าั้ปรากฏในงานประมูล ตระกูลหลายตระกูลก็ต่างแย่งชิงกันเพื่อมัน
ตอนนี้เขาได้ััพลังต้นกำเนิดดารา เต้าหลิงรู้สึกว่าอย่างไรเสียเขาก็ต้องตามหาพลังต้นกำเนิดล้ำค่ามาไว้ในมือให้ได้ ลำพังแค่พลังต้นกำเนิดดารานั้นยังไม่พอ เพราะสำนักซิงเฉินคงจะไม่ให้เขาโดยตลอดแน่
เต้าหลิงดูดซับพลังอย่างบ้าคลั่ง ในเวลาเดียวกันเขาก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมา ดอกบัวเขียวเอง มันก็ดูดซับพลังเข้าไปด้วยเช่นกัน ทั้งยังดูดซับเข้าไปอย่างรวดเร็วทำให้พลังงานที่เขากักเก็บเอาไว้ในร่างไหลแล่นออกไปไม่น้อย
หลังจากนั้นสามวัน พลังภายในร่างของเต้าหลิงก็กล้าแกร่งเป็ทวี ทั้งไม่ใช่พลังที่เขาได้มาจากการทะลวงขั้นพลัง แต่เป็พลังซึ่งถูกปลดปล่อยออกมาจากศักยภาพในร่างกาย ภายในห้องฝึกก็มีพลังงานมหาศาลพรั่งพรูออกมา เส้นแสงสว่างจ้าแต่ละเส้นทะลวงฝ่าท้องฟ้า คลื่นพลังขนาดั์โหมซัดกระหน่ำ ทำให้ฟ้าดินเกิดเสียงดังอึกทึก
คลื่นพลังรุนแรงไหลม้วนออกมาเป็ระลอกๆ พลังงานเรืองรองเริงระบำไปทั่วทั้งท้องฟ้าราวกับสายฟ้าสีทอง
แสงระยับฉานฉายปกคลุมท้องฟ้า ปรากฏร่างเงาสลัวๆ ขึ้นข้างใน รอบๆ กายของเขามีดวงดาราดวงเล็กหลายดวงกำลังสั่นไหว แต่ละดวงมีน้ำหนักสุดจะคณนา หากลองพินิจพิจารณามองดูดีๆ จะเห็นว่ามันคล้ายกับกายดาราของชิงอี้จวิ้นเป็อย่างมาก
ทว่าดวงดาราดวงเล็กแต่ละดวงนั้น ปรากฏร่างเงาของดวงดาราขนาดใหญ่ทับซ้อน ทั้งยังแฝงไปด้วยคลื่นพลังน่าหวาดหวั่น
เขาได้ทะลวงขั้นพลังเข้าสู่ขั้นสถิติญญาหกชั้นฟ้า พลังเพิ่มขึ้นมาหลายเท่า ดวงดาราขนาดเล็กดูดซับพลังงานดาราต้นกำเนิดที่อยู่กลางอากาศอย่างตะกละตะกลาม เพื่อให้กำเนิดดวงดารา
พลังประเภทนี้ เป็พลังที่มีประโยชน์สูงสุดต่อนิมิตดวงดารา ถ้าหากเขาได้พลังต้นกำเนิดนี้ตลอดละก็ นิมิตของเขาจะต้องพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วแน่
ดอกบัวเขียวถูกปกคลุมด้วยละอองคลุมเครืออยู่ภายในร่างของเขา หมอกเริ่มหนาทึบขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับเหง้าซึ่งอยู่ท่ามกลางความโกลาหล ด้วยพลังต้นกำเนิดดาราที่ไหลเข้ามาเป็สายๆ มันได้ปลดปล่อยคลื่นพลังออกมา กระนั้นกลับเบาบางเป็อย่างมาก
พลังงานภายในห้องฝึกสลายหายไปอย่างรวดเร็ว จนเวลาล่วงเลยมาถึงวันที่สี่ พลังเส้นสุดท้ายก็ได้ถูกดอกบัวเขียวกลืนกินไปจนหมด
“หมดแล้ว” เต้าหลิงลุกยืนขึ้น พลังทั่วร่างหายไป สายตาของเขากวาดมองไปรอบๆ บนกำแพงมีร่องรอยเก่าแก่อยู่ ตำแหน่งนั้นมีพลังงานต้นกำเนิดพรั่งพรูออกมา เพียงแต่ความเร็วของมันเอื่อยช้าเหมือนกับเต่า
เขาอยากจะทดสอบพลังของตน ฝ่ามือกระชับหมัดแน่น ในตอนนี้เขาสามารถรับแรงกดดันได้มากขึ้นกว่าเดิมมาก
อู่ตี้น่ากลัวเป็อย่างมาก เขาไม่เคยขาดพลังต้นกำเนิด อีกทั้งที่สำคัญที่สุดก็คืออู่ตี้ได้พลังงานต้นกำเนิดของเต้าหลิงไป
พลังต้นกำเนิดของเขาในขั้นสถิติญญานั้น สามารถพัฒนาขึ้นไปได้อีก พลังต้นกำเนิดของเต้าหลิงนั้นเป็พลังเต๋าที่น่าหวั่นเกรง เหมือนกับในยุคสมัยเปิดฟ้า ที่สามารถสร้างโลกออกมาได้ ทั้งยังมีพลังก่อนฟ้า!
กายที่น่ากลัวหลายชนิดก่อกำเนิดมาจากกายธรรมดา ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดในการฝึกฝนนั้นก็คือ พลังต้นกำเนิด เรียกอีกอย่างก็คือรากฐานชีวิตของมนุษย์
เขาครุ่นคิดอยู่ภายในห้องครู่หนึ่ง เต้าหลิงก็สงบจิตสงบใจของตนพลางลุกยืนขึ้นแล้วเดินออกไปข้างนอก
ภายในวิหาร ซุนเซี้ยงซานกำลังนั่งจิบชาอย่างผ่อนคลาย ทว่าสีหน้ากลับไม่สบายเท่าไรนัก ในวันนี้มีจอมยุทธ์หลายคนมาเยือนเมืองชิงโจว อย่างแรกก็เพราะโถงวิหารดารา อย่างที่สองก็คือมาหาเต้า
“ไม่รู้ว่าเต้านั้น เป็ใคร” เขาเม้มปาก ไม่กี่ปีมานี้ที่ดินแดนลึกลับมีบุคคลที่น่าจับตามองปรากฏขึ้นมามาก ขนาดสำนักซิงเฉินเองก็มีกายที่น่ากลัวทั้งสี่ปรากฏขึ้นมา
สามารถพอที่จะจินตนาการได้ว่าคนที่อยู่ในแคว้นอื่นๆ นั้นจะแข็งแกร่งมากขนาดไหน ตอนนี้เต้าที่ปรากฏตัวขึ้นมา ทำให้แคว้นชิงเกิดความไม่สงบขึ้น ยอดยุทธ์อัจฉริยะได้มารวมตัวกันที่เมืองชิงโจว ขุมพลังอำนาจอันดับต้นๆ ของแคว้นชิงอย่างสำนักซิงเฉินนั้นจึงต้องรับแรงกดดันค่อนข้างมาก ถ้าหากว่าไม่มีอัจฉริยะที่โดดเด่นก็จะถูกแคว้นอื่นดูถูกเอา
เมื่อเห็นว่าประตูหินถูกเปิดออก ซุนเซี้ยงซานจึงหันมองไปที่เต้าหลิงด้วยความตกตะลึง ก่อนเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ “เหตุใดเ้าถึงออกมา ยังไม่ถึงเวลาไม่ใช่หรือ?”
ข้างในนั้นมีพลังต้นกำเนิดดาราอยู่ ไม่มีใครที่ไม่อยากจะฝึกฝนอยู่ข้างในนั้น ทว่าทำไมเ้าหนูนี่ถึงได้ออกมาเร็วนัก
“เอ่อ ผู้าุโสาม คือ...คือว่าที่คลังสมบัติจะมีงานประมูล ข้าจึงอยากจะขอตัวก่อน เช่นนั้นข้าไม่รบกวนแล้ว”
ใบหน้าของเต้าหลิงเปลี่ยนสีไปเล็กน้อย เขายิ้มแห้งๆ จากนั้นรีบเดินออกไป
“เฮ้อ เด็กหนุ่มสมัยนี้ สนใจแค่สาวสวยกับของล้ำค่า” ซุนเซี้ยงซานถอนหายใจยาว
ในตอนนั้น เขาก็ลุกยืนขึ้นพลางเดินไปที่ประตูหิน ในขณะที่กำลังจะปิดประตูกลับพบว่าข้างในหลงเหลือพลังต้นกำเนิดอยู่เพียงแค่น้อยนิด ใบหน้าชราของเขาบิดเบี้ยวฉับพลันก่อนกลายเป็สีดำก้นหม้อ
พลังต้นกำเนิดที่อยู่ข้างในใช้เวลาถึงสามปีเต็มกว่าจะเก็บสะสมเอาไว้ได้มากขนาดนี้ ทว่ามันกลับหายไปจนหมดในเวลาแค่สี่วัน ซุนเซี้ยงซานขยี้ตาหลายต่อหลายทีเพราะไม่อยากจะเชื่อภาพตรงหน้าที่มองเห็น
“เ้าบ้า!”
เสียงคำรามดังลั่นออกมาจากในวิหาร ทำให้เหล่าผู้คุมที่อยู่ตรงหน้าประตูสะดุ้งโหยง ไม่รู้ว่ามีกี่สายตาที่จับจ้องไปยังวิหารด้วยความสงสัย ซุนเซี้ยงซานผู้สงบสุขุม ใครเป็คนทำให้เขาโกรธมากถึงขนาดนี้
เต้าหลิงวิ่งหนีออกมาจนไม่เห็นเงา เมื่อแว่วได้ยินประโยคดังกล่าว เขาฉีกยิ้มขึ้น ถ้านำพลังงานต้นกำเนิดเ่าั้มาประมูลขาย เดาว่าราคาของมันคงจะสูงลิบ แต่ทว่าพลังงานพวกนั้นจะเอามาขายเช่นนี้ไม่ได้
สำหรับอัจฉริยะแล้ว มันเป็ของล้ำค่าที่ไม่สามารถประเมินได้ เต้าหลิงเองก็รู้สึกหดหู่ใจไม่น้อย เพราะส่วนมากพลังงานเ่าั้ถูกดอกบัวเขียวดูดซับไปเสียส่วนใหญ่ เขาดูดซับไปได้แค่เล็กน้อยเท่านั้น รวมถึงส่วนมากก็ดันมาถูกดวงดาราดูดซับไปอีก
เขาเดาว่าพลังงานต้นกำเนิดในห้องฝึกฝนนั้น น่าจะช่วยให้พลังของอัจฉริยะหลายสิบคนเพิ่มสูงขึ้นยิ่งกว่าคนที่อยู่ในระดับเดียวกัน
นี่ก็คือความน่ากลัวของทรัพยากรที่ทำให้เต้าหลิงใจสั่น
เมื่อมาถึงยอดเขาิญญา เต้าหลิงใช้สายตามองกลุ่มคนที่อยู่ข้างป่าไผ่ด้วยความสงสัย ในตอนนั้นเขาสังเกตเห็นหลินซือซือกำลังต่อสู้อยู่กับชายหนุ่มคนหนึ่ง เขากล่าวออกมาอย่างอดไม่ได้ว่า “เ้าน่ะ เหตุใดถึงได้มีความสุขขนาดนั้น?”
เสียงที่ดังขึ้นมาทำให้บรรยากาศเงียบสงัดลงทันควัน ร่างเงาที่กำลังต่อสู้กันก็ผละออกห่าง ดวงตาเฉิดฉันของหลินซือซือหันมองเต้าหลิงและถอนหายใจออกมา
“แม่นางซือซือเก่งกาจเสียจริง ขนาดข้าเองยังไม่ใช่คู่มือของเ้า เ้าจะต้องเป็ยอดยุทธ์หญิงที่เก่งที่สุดของสำนักซิงเฉินเป็แน่” ชิงหย่งหนิงยิ้มออกมาอย่างเจียมตน สายตากรุ้มกริ่มมองไปที่หลินซือซืออย่างไม่ปิดบัง
นางเห็นสายตาของชายหนุ่มผู้เป็เ้าของประโยค จากนั้นเมินหนีด้วยการเดินเข้าไปหาเต้าหลิงพร้อมบ่นอุบอิบด้วยน้ำเสียงน้อยอกน้อยใจ “ทำไมเ้าถึงเพิ่งมา ทุกครั้งข้าก็ช่วยเ้าซ้อมตลอด ฮึ”
รอยยิ้มและน้ำเสียงที่กล่าวออกมานั้นทำให้หัวใจของกลุ่มคนร้อนผ่าวขึ้น ทว่าเมื่อเห็นรูปร่างหน้าตาของอีกฝ่าย สีหน้าของกลุ่มคนก็ดูไม่ดีนัก ั์ตาฉายแววอิจฉาริษยา
“เ้าช่วยข้าซ้อม?” เต้าหลิงนิ่งงัน เบนสายตามองเหล่าผู้คนที่มีสีหน้าไม่สบอารมณ์ เด็กหนุ่มไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเขาเป็ใคร
“แม่นางซือซือ คนคนนี้เป็ใครอย่างนั้นหรือ เหตุใดข้าถึงไม่เคยเห็นเขาเลย น่าจะเป็ศิษย์ที่เพิ่งมาใหม่ใช่หรือไม่?” ใบหน้าของชิงหย่งหนิงแสดงอาการไม่เป็มิตร เขาเดินเข้าไปหาคนทั้งคู่พร้อมรอยยิ้ม กระนั้นแม้หางตากลับไม่เหลือบแลเด็กหนุ่ม
“พวกเ้าไม่ใช่ว่ามาหาเขาหรอกหรือ” หลินซือซือกลอกตา ั้แ่ที่เต้าหลิงมาอยู่ที่นี่ ก็มีแต่เื่วุ่นวายทุกวี่ทุกวัน
ได้ยินดังนั้น สีหน้าของกลุ่มคนก็เปลี่ยนสี ก่อนเด็กสาวคนหนึ่งจะเหยียดยิ้มออกมา “ที่แท้ก็เป็เต้าหลิงผู้โด่งดังนี่เอง ได้ยินชื่อเสียงเรียงนามมานาน อยากจะรู้เสียจริงว่าจะเก่งกาจเหมือนกับชื่อเสียงหรือไม่”
“ข้าเองก็อยากรู้ คนที่กล้าท้าประลองพี่ชิงอี้เฟย จะมีฝีมือขนาดไหน”
“ฮึ ก็แค่เด็กหนุ่มหน้าอ่อน คิดว่าแค่มีพลังแล้วจะแน่ อยากจะทำอะไรก็ได้อย่างนั้นหรืออย่างไร”
กลุ่มคนแสยะยิ้ม แน่นอนว่าพวกเขาไม่รู้ข่าวที่ชิงอี้จวิ้นแพ้พ่ายให้กับเต้าหลิง เพราะเื่นี้ถูกซุนเซี้ยงซานปิดเอาไว้
“พวกเ้ามาทำอะไรที่นี่” เต้าหลิงใช้มือลูบคางขณะถามไถ่
“ข้าอยากจะรู้ว่าเ้ามีพลังขนาดไหน ถึงได้กล้าท้าประลองชิงอี้เฟย” ชิงหย่งหนิงแสยะยิ้มเย็น
ผู้คนโดยรอบเหยียดมุมปากดูถูก สายตามองไปที่เต้าหลิง พวกเขารู้ดีว่าชิงหย่งหนิงนั้นเก่งกาจมากขนาดไหน เขาเคยใช้พลังทั้งหมดประมือกับชิงอี้จวิ้น ทำให้ชื่อเสียงของเขาโด่งดังไปทั่ว
“เ้าอยากจะสู้แบบไหน” สายตาของเต้าหลิงเป็ประกายแวววาว กระนั้นกลับแสร้งกล่าวด้วยความหวาดกลัว “มีกฎห้ามต่อสู้กันที่นี่ ข้าว่าช่างมันเถอะ”
เมื่อเห็นดังนั้น มุมปากของหลินซือซือก็ยกขึ้นมา ดวงตากลมโตของนางกลายเป็รูปพระจันทร์เสี้ยวพลางมองไปที่เต้าหลิง ในตอนนั้น นางรู้สึกได้ว่าเต้าหลิงจะต้องคิดอะไรแผลงๆ อยู่เป็แน่
